เสียงคุกเข่ากระแทกพื้นศิลาเบื้องหน้าตำหนักอัสดงดังสนั่น หักกลบความเงียบงันยามราตรีลงสิ้นเชิง
มหาดเล็กหลวงร่างท้วมตัวสั่นเทานั่งพับเพียบ ก้มหน้าจนหน้าผากแทบแนบติดกับพื้นหินเย็นเฉียบ แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬที่หลั่งรินท่ามกลางลมหนาวเหน็บปลายฤดู ในมือของเขายังคงกำราชโองการม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองปักลายห้าเล็บไว้อย่างแน่นหนา ราวกับมันคือคมดาบที่จ่ออยู่
"เจ้าว่าอย่างไรนะ..."
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกบดขยี้ด้วยแรงมหาศาลดังลอดริมฝีปากของฉินอ๋อง มู่หรงเหยียน บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬทั่วหล้า ดวงตาคมกริบดั่งพญายมคู่นั้นหรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกรอบกายจนอุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงทันตาเห็น ชุดคลุมผ้าต่วนสีดำปักดิ้นทองลายกิเลนไหววูบตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่น เขาก้าวเท้าช้าๆ ทว่าหนักแน่นเข้าประชิดร่างที่กำลังสั่นระริกนั้น
"พระ... พระราชโองการด่วนที่สุดพะยะค่ะ... แคว้นเป่ยเหลียงทางเหนือเคลื่อนกำลังพลสามแสนนายประชิดแนวชายแดนด่านอู่กวนแล้ว และ... และพวกมันส่งสาส์นท้าทายมาว่า เงื่อนไขเดียวที่จะหยุดยั้งการนองเลือดและถอนทัพกลับไป คือ... คือต้องส่งตัว ‘พระชายาหลินชิงเซียน’ ไปบรรณาการยังค่ายกลทัพหน้าของพวกมันภายในเจ็ดวันพะยะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็คล้ายถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
ไม่มีเสียงกริ้วกราด ไม่มีเสียงคำรามอย่างที่ขุนนางทั้งราชสำนักหวาดกลัว ทว่าความเงียบงันที่แผ่ขยายออกมาราวกับคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกรากนี้ กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพายุฝนตั้งเค้า มู่หรงเหยียนหยุดยืนค้ำหัวมหาดเล็กผู้นั้น นัยน์ตาคมกริบฉายแววดุดันอำมหิตดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือด มือหนาที่กุมด้ามกระบี่ข้างกายบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน
*กล้าดียังไง...*
พวกสุนัขป่าแดนเหนือเดรัจฉานพวกนั้น กล้าดียังไงถึงบังaชาญชะตาหมายเอาดวงใจของเขาไปเป็นเครื่องบรรณาการ!
ทว่า ก่อนที่โทสะอันไร้ขอบเขตจะระเบิดทำลายล้างทุกสิ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบขาดใจนั้น กลับมีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นสามครั้ง... *แปะ แปะ แปะ*
"ช่างเป็นหมากที่เดินได้ประณีตและน่าสนุกเสียจริง..."
ร่างระหงในชุดฮั่นfuผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ก้าวออกมาจากม่านโปร่งเบื้องหลัง หลินชิงเซียนปรากฏกายด้วยท่าทีสง่างาม ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววประกายวิบวับด้วยความรู้เท่าทัน ไม่มีแม้แต่เงาของความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับนางกำลังฟังเรื่องเล่าตลกขบขันในโรงน้ำชา หาใช่ราชโองการที่แลกมาด้วยชีวิตและบ้านเมืองไม่
มู่หรงเหยียนหันขวับไปมองนาง แววตาที่เคยมืดมนเต็มไปด้วยความห่วงกังวลระคนฉุนเฉียว "ชิงเซียน เจ้า..."
"ท่านอ๋องโปรดใจเย็นก่อนเถอะเพคะ" นางยกมือขึ้นห้ามปรามพล G ก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แววตาคู่นั้นกวาดมองม้วนราชโองการในมือมหาดเล็กด้วยความพิจารณา "ส่งตัวข้าไปบรรณาการ? เกรงว่าคนของแคว้นเป่ยเหลียงคงจะอ่านตำราพิชัยสงครามมากจนสมองกลับกลายเป็นก้อนเต้าหู้เสียแล้วกระมัง ถึงได้คิดใช้แผนการตื้นเขินเช่นนี้มาเล่นงานเรา"
นางหันไปส่งสัญญาณให้มหาดเล็กถอยออกไปก่อน เมื่อร่างท้วมนั้นรีบคลานหนีหายลับไปจากตำหนัก หลินชิงเซียนจึงเดินตรงไปยังโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร ที่ซึ่งร่างของแม่ทัพผู้หนึ่งนอนซมด้วยพิษไข้ปริศนามานานนับสัปดาห์
นี่คือปัญหาเร่งด่วนที่แท้จริง... ไม่ใช่แค่เรื่องศึกสงครามภายนอก
"ท่านอ๋อง มานี่สิเพคะ" นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงจนผู้เป็นสามีต้องยอมก้าวตามมาอย่างเสียไม่ได้
บนเตียงไม้แกะสลัก บุรุษผู้เป็นแม่ทัพคู่ใจของมู่หรงเหยียนกำลังนอนหายใจรวยริน ผิวหนังทั่วร่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ริมฝีปากแห้งแตกปริ และมีเลือดซิบออกมาทุกครั้งที่เขาไอโขลกออกมา ทั่วทั้งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬต่างพากันหวาดผวา ลือกันว่านี่คือ 'โรคระบาดจากเทพเจ้าลงทัณฑ์' ที่ระบาดมาจากแดนเหนือ ไร้ซึ่งยารักษาและมีแต่ความตายรออยู่เบื้องปลาย
แต่สำหรับหลินชิงเซียน แพทย์หญิงมือหนึ่งผู้ผ่านสมรภูมิห้องฉุกเฉินในศตวรรษที่ 21 มานับไม่ถ้วน... อาการเช่นนี้ไม่ใช่โรคระบาดธรรมชาติอย่างแน่นอน!
นางหยิบถุงผ้าแพรบรรจุเข็มเงินสะกิดจุดออกมาชุดหนึ่ง ดวงตาหรี่ลงด้วยความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
"ชิงเซียน เจ้าบอกว่าอาการของแม่ทัพหลี่ผู้นี้... ไม่ใช่โรคระบาดอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงเหยียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ แม้เขาจะเก่งกาจเรื่องการศึกและการเมือง แต่เรื่องการแพทย์ย่อมต้องยอมจำนนต่อภรรยาตัวแสบผู้นี้
"ถูกต้องเพคะท่านอ๋อง" หลินชิงเซียนตอบพล G ใช้เข็มเงินบริสุทธิ์จ้วงลงไปที่ปลายนิ้วของคนป่วยอย่างแม่นยำ เลือดสีดำคล้ำไหลซึมออกมาทันที นางหยิบจานกระเบื้องมารองรับ ก่อนจะนำผงสมุนไพรชนิดหนึ่งโรยลงไปเพื่อปฏิกิริยาทางเคมีเบื้องต้น "หากเป็นโรคระบาดตามธรรมชาติ อาการไข้จะต้องลุกลามจากระบบทางเดินหายใจและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านอากาศ แต่ท่านดูนี่สิเพคะ..."
นางหยิบแท่งแก้วขนาดเล็กที่แอบประดิษฐ์ขึ้นมาเอง (ด้วยความช่วยเหลือของช่างฝีมือในจวนอ๋อง) มาจุ่มลงในเลือดสีดำคล้ำนั้น ก่อนจะส่องดูกับแสงตะเกียง
"เลือดของแม่ทัพหลี่มีปริมาณสารหนูและโลหะหนักสะสมสูงเกินขนาดอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ บริเวณผิวหนังที่เกิดรอยคล้ำไม่ได้เกิดจากตุ่มหนองของโรคระบาด แต่เกิดจากการถูกพิษเรื้อรังที่สะสมผ่านอาหารและน้ำดื่มมาเป็นเวลาแรมเดือน!"
แววตาของหลินชิงเซียนเปล่งประกายความเฉียบคม นางหันไปสบตากับมู่หรงเหยียน "โรคระบาดที่พวกมันกุเรื่องขึ้น... แท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากบังหน้า เพื่อซ่อนเร้นการลอบวางพิษแม่ทัพและนายกองสำคัญในกองทัพของเราต่างหากเล่ะเพคะ!"
มู่หรงเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก รังสีอำมหิตพวยพุ่งขึ้นมารอบกายอีกครั้งจนน่ากลัว ขากรรไกรของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
"หึ... ดีนัก! พวกมันส่งสาส์นท้าทายมาทางเหนือ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้เราวุ่นวายกับการเตรียมรับมือสงครามและการกัก The โรคระบาด ในขณะเดียวกันก็ใช้สายลับในค่ายลอบวางพิษแม่ทัพผู้คุมกำลังสำคัญ เพื่อตัดกำลังเราจากภายในสินะ!"
เสียงหัวነาะในลำคอของฉินอ๋องเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบฉายแววฆ่าฟัน "คนของพวกเราถูกซื้อตัว... ในกองทัพมีหนอนบ่อนไส้!"
"ใช่เพคะ และหนอนตัวนั้น... คงจะซ่อนตัวอยู่ในตำแหน่งที่สูงพอสมควรทีเดียว ถึงสามารถแอบใส่ ‘พิษร้อยวันละลายกระดูก’ ลงในน้ำดื่มส่วนตัวของแม่ทัพหลี่ได้ทุกวันโดยไม่มีใครเอะใจ" หลินชิงเซียนยิ้มเยาะที่มุมปาก นางเก็บเข็มเงินเข้าถุงผ้าอย่างประณีต ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับสามีด้วยท่าทีองอาจไม่แพ้กัน "พวกมันอยากได้ตัวข้าไปนักใช่ไหมเพคะ? ได้... งั้นเราก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบต้อนรับพวกมันเสียหน่อยเป็นไร!"
มู่หรงเหยียนมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งทึ่ง หลงใหล และภาคภูมิใจจนหัวใจแทบพองโต ภรรยาตัวน้อยของเขาผู้นี้ ไม่เพียงแต่มีความงามล่มเมืองและสติปัญญาเป็นเลิศ นางยังมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่ชายอกสามศอกหลายคนยังต้องอาย
"เจ้าวางแผนไว้อย่างไร หูหยินของข้า?" เขากล่าวเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด ยามเมื่อมองนาง
หลินชิงเซียนยกย่องรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นมือไปแตะปลายคางของท่านอ๋องผู้เกรียงไกรอย่างหยอกเย้า ก่อนจะกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบขาดทุกถ้อยคำ
"ในเมื่อพวกมันอยากเล่นละครฉากใหญ่ เราก็แค่เปิดเวทีให้มันเล่นจนสุดทาง... ส่วนหนอนบ่อนไส้ในค่าย ข้ามีวิธีทำให้มันคายความจริงออกมาด้วยตัวมันเองเพคะ..."
ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังวางหมากตลบหลังศัตรูอย่างเลือดเย็น บรรยากาศยามราตรีภายนอกตำหนักก็พลันแปรเปลี่ยนไป สายลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนหน้าต่างไม้สักส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าควบตะบ็งอย่างเร่งรีบก็ดังทะลวงความเงียบเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูตำหนัก ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์ประจำตัว
"ท...ท่านอ๋องพะยะค่ะ! มี... มีม้าด่วนจากชายแดนเหนืออีกสาส์นหนึ่ง มอบให้เฉพาะพระชายาหลินชิงเซียนเท่านั้นพะยะค่ะ!"
มู่หรงเหยียนขมวดคิ้วมุ่น หลินชิงเซียนชะงักมือที่กำลังถือขวดโหลยาสมุนไพร นางหันไปสบตากับสามี รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
องครักษ์รีบก้าวเข้ามาคุกเข่า พร้อมกับยื่นกล่องไม้สนสลักลวดลายประหลาดส่งให้ ทั้งคู่ก้มลงมองกล่องใบนั้น ก่อนที่หลินชิงเซียนจะค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเรียสงามเปิดฝากล่องออกช้าๆ
ภายในกล่องนั้น... ไม่ใช่จดหมายสาส์นศึกอย่างที่คาดคิด
แต่มันคือปิ่นปักผมหยกขาวเปื้อนคราบเลือดเก่าๆ ด้ามหนึ่ง... ซึ่งเป็นปิ่นที่นางจำได้แม่นยำว่า... มันคือปิ่นของ ‘มารดาผู้ล่วงลับ’ ที่นางเก็บไว้ในห้องลับของตระกูลหลิน!
*****************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ฮูหยินสายซิ่งของเรามา ณ ที่นี้นะครับ
ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 17
วิเคราะห์โรคด้วยมุมมองใหม่
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!