“ท่านคิดว่าข้าเป็นสุนัขที่รอคอยเศษเนื้อจากโต๊ะเสวยของฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ มู่หรงเหยียน?”
เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในถ้ำมืดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องหนังสือประจำจวนฉินอ๋อง มู่หรงเหยียนวางราชโองการลับฉบับที่เพิ่งได้รับมาลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม กระดาษแผ่นบางนั้นสั่นไหวเล็กน้อยด้วยแรงบีบจากนิ้วแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบ เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนบ่งบอกถึงโทสะที่ถูกกักขังไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยดั่งน้ำแข็งพันปี
หลินชิงเซียนผู้ยืนอยู่เบื้องหลังในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆา ดูนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว นางค่อยๆ ก้าวเดินช้าๆ เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับภูตพราย นางไม่เอ่ยคำใดในทันที แต่หยิบกาน้ำชาที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมา รินน้ำชาอุ่นลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ก่อนจะเลื่อนไปตรงหน้าบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพเหนือ
“ท่านอ๋อง... พยัคฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บมักจะหวงแหนถ้ำของตน แต่พยัคฆ์ที่ฉลาดจะรู้ว่าเวลาใดควรซ่อนเขี้ยวเล็บ และเวลาใดควรแสร้งทำเป็นหมอบราบเพื่อรอจังหวะตะปบ” นางเอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่สวยคมกริบเหลือบมองรอยตราประทับสีชาดบนราชโองการนั้น “พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงขุนนาง แต่พระองค์คือรั้วของแผ่นดินที่ฝ่าบาททรงหวาดกลัว การที่เขาพยายามยื่นดาบมาให้ท่านถือทั้งที่ใบดาบหันคมเข้าหาตัวท่านเอง นี่ไม่ใช่ความไว้วางใจ แต่มันคือกับดักที่เขารอให้ท่านก้าวลงไปต่างหากครับ”
มู่หรงเหยียนเงยหน้าขึ้น สายตาดุดันที่เคยใช้สยบแม่ทัพนับหมื่นจับจ้องที่ดวงตาของภรรยา เขาเห็นความเด็ดเดี่ยวในนั้น เห็นความปราดเปรื่องที่เหนือกว่าบุรุษอกสามศอกหลายเท่า “เจ้าจะบอกให้ข้าก้มหัว? ให้ข้าทิ้งอำนาจที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของพี่น้องในกองทัพเพื่อแลกกับลมหายใจที่เน่าเฟะในจวนแห่งนี้หรือ?”
“ข้ามิได้ให้ท่านก้มหัว แต่ข้ากำลังบอกให้ท่าน... ‘เล่นละคร’ ครับ”
ชิงเซียนขยับตัวเข้าใกล้จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจากตัวนางกลบกลิ่นกำยานในห้อง นางวางมือลงบนแผ่นหลังกว้างที่เกร็งแน่น “ในยุคที่ความมั่งคั่งคืออำนาจและราชบัลลังก์คือความปรารถนาที่มืดบอด เราเพียงแค่ต้องทำให้เขามองเห็นในสิ่งที่เขาอยากเห็น ทำให้เขาเชื่อว่าท่านไร้พิษสงจนเขาสามารถวางใจได้ แต่ในความไร้พิษสงนั้น เราจะค่อยๆ วางหมากรุกทีละตัว จนวันหนึ่งเมื่อเขาตื่นขึ้นมา ท่านก็จะพบว่ากระดานทั้งใบ... กลายเป็นของท่านโดยสมบูรณ์”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอีกครั้ง มู่หรงเหยียนจ้องมองใบหน้าที่งดงามดั่งภาพวาดของนาง เขารู้ดีว่าหญิงผู้นี้มีสติปัญญาที่ล้ำลึกเกินกว่าใครที่เขาเคยพบเจอ นางไม่ใช่เพียงชายา แต่คือนักหมากรุกที่มองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบจากภายนอกห้องหนังสือก็ดังแทรกเข้ามา ตามด้วยเสียงเคาะประตูดังถี่ๆ
“ท่านอ๋อง! พ่ะย่ะค่ะ! ราชองครักษ์จากวังหลวงมาถึงหน้าจวนแล้ว พวกเขาอ้างว่าได้รับคำสั่งด่วนให้มาตรวจสอบ 'สิ่งของ' ที่ฝ่าบาทประทานให้ท่านเมื่อคราวก่อน!”
มู่หรงเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ “ตรวจสอบสิ่งของ? หรือจะมาตรวจสอบว่าข้าซ่อนกบฏไว้ในจวนกันแน่”
ชิงเซียนขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูเยือกเย็นและอันตรายยิ่งกว่าเดิม นางคว้าพู่กันจุ่มหมึกดำสนิทแล้วบรรจงเขียนอักษรลงบนกระดาษแผ่นหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยัดมันใส่มือของฉินอ๋อง “ใช้แผน ‘ตีงูให้หลังหัก’ พระองค์ออกไปพบพวกเขาด้วยใบหน้าที่มีพิรุธเล็กน้อย แต่ให้คนสนิทของท่านนำสิ่งนี้ไปที่โรงเตี๊ยมท้ายตลาด... ทิ้งไว้ที่นั่น แล้วปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปเอง”
“เจ้าจะทำอะไร?” มู่หรงเหยียนขมวดคิ้ว
“ข้าจะทำให้ฝ่าบาทเชื่อว่า... สิ่งที่เขากลัวที่สุด ไม่ใช่ท่าน แต่เป็น 'ตราประทับ' อีกอันที่เขาเพิ่งทำหายไปในวังหลวงต่างหากครับ” ชิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งกำลังพูดเรื่องอากาศฟ้าฝน แต่ในดวงตาของนางกลับฉายแววของนักล่าที่วางกับดักไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
มู่หรงเหยียนสูดลมหายใจลึก เขาคว้ามือของนางขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบาๆ สัมผัสที่แฝงไปด้วยความรู้สึกหลงใหลและเกรงขามในตัวหญิงผู้นี้ “หากวันนี้เราผ่านพ้นไปได้ ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใดในแผ่นดินนี้ ข้าจะหามาให้เจ้าทั้งหมด”
“สิ่งที่ข้าต้องการ... คือความสงบสุขบนกองซากศพของพวกที่คิดจะทำร้ายครอบครัวเราก็พอแล้วครับ”
เสียงประตูด้านนอกถูกผลักออกอย่างรุนแรง ทหารชุดเกราะสีเงินดาหน้าเข้ามาเต็มโถงทางเดิน นำโดยขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ที่ถือราชโองการสีเหลืองทองไว้ในมืออย่างโอหัง เขาก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้ามู่หรงเหยียน พร้อมส่งสายตาประเมินค่าไปทั่วห้องหนังสือ ก่อนจะหยุดที่หลินชิงเซียนด้วยแววตาดูแคลน
“ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ค้นหา... ราชโองการที่หายไป หากท่านไม่มีความผิด ก็อย่าได้ขัดขวางทางของพวกเราเลย”
มู่หรงเหยียนยืดตัวขึ้นเต็มความสูง รัศมีอำนาจที่กดทับจนเหล่าทหารต้องถอยกรูดไปด้านหลัง เขาหยิบถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ พลางแสยะยิ้มที่ทำให้ผู้เห็นรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง “ข้ากำลังรอพวกเจ้าอยู่พอดี... ในเมื่ออยากค้นนัก ก็จงค้นให้ทั่วจวนของข้า แต่พึงระลึกไว้ว่า หากค้นไม่พบสิ่งที่เจ้าต้องการ สิ่งที่จะต้องหลุดออกจากบ่าไป... อาจไม่ใช่หัวของข้า”
ขณะที่มู่หรงเหยียนกำลังจะวางถ้วยชาลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์ลับอีกกลุ่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาสมทบ แต่คราวนี้... พวกเขาไม่ได้มาในนามของฮ่องเต้!
ผู้ที่เดินนำหน้าเข้ามาคือชายสวมหน้ากากเงินที่ไม่มีใครในที่นี้รู้จัก แต่มือของเขาถือตราประทับสีทองที่แท้จริงซึ่งควรจะอยู่ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้!
ตราประทับนั้นมีรอยร้าว... และข้างในนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกเปิดออกแล้ว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของท่านอ๋องและฮูหยินสายซิ่งมาจนถึงตอนนี้นะครับ แล้วพบกันตอนหน้าครับ!
ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 30
เกมการเมืองที่สกปรก
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!