เสียงกัมปนาทของท่อนไม้หนาสั่นสะเทือนพื้นหินแกรนิตเบื้องล่าง ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่าเงียบกริบลงในทันที ดุจป่าสนทึบยามต้องลมพายุที่สงบงัดลงอย่างเฉียบพลัน ไอร้อนระอุจากกำยานกลิ่นไม้กฤษณาผสานกับกลิ่นอายความหวาดระแวงลอยอวลอยู่ในอากาศ
หลินชิงเซียนก้าวเท้าเดินผ่านธรณีประตูหยกขาวอย่างมั่นคง อาภรณ์ปักดิ้นทองลายเมฆมงคลสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงสำริดระยิบระยับ ทุกย่างก้าวของการเดินเหินสง่างามและเปี่ยมด้วยจังหวะจะโคนตามธรรมเนียมโบราณอันเคร่งครัด ทว่าแววตาคู่คมกลับกวาดมองเหล่าขุนนางชราที่นั่งเรียงรายด้วยความเยียบเย็น ท่ามกลางสายตานับร้อยที่จ้องมองมา นางเปรียบเสมือนหงส์ขาวที่หลงเข้ามาในฝูงกาเหว่ากระหายเลือด
ในมือของนางไม่ได้ถือฎีกาขอความเมตตา ทว่ากลับถือกล่องไม้จันทน์หอมสลักลายวิจิตร ซึ่งภายในบรรจุสิ่งที่จะสั่นคลอนรากฐานของราชสำนักแห่งนี้ไปตลอดกาล... ตราประทับที่มีรอยร้าว และจดหมายลับที่ถูกเปิดอ่านแล้ว!
"บังอาจ! สตรีเรือนหลัง เหตุใดจึงกล้าก้าวล่วงเข้ามาในท้องพระโรงอันเป็นเขตพระราชฐานชั้นสูง ทั้งยังมิได้รับเชิญ!"
เสียงตวาดก้องด้วยความขุ่นเคืองดังขึ้นจากอัครมหาเสนาบดีจ้าว ชายชราวัยเจ็ดสิบปีผู้มีเคราเฟิ้มยาว ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาลุกขึ้นยืนจนอาภรณ์ขุนนางชั้นหนึ่งสะบัดไหว ดวงตาฝ้าฟางจ้องมองนางด้วยแววตาดูแคลนระคนหวาดระแวงลึกๆ
ชิงเซียนมิได้สะทกสะท้าน นางแย้มสรวลน้อยๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางเหมันต์ แต่กลับเยือกเย็นเสียจนผู้พบเห็นต้องขนลุกซู่ นางยอบกายคารวะตามธรรมเนียมอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับขุนนางเฒ่าผู้นั้นตรงๆ
"เรียนท่านอัครมหาเสนาบดีจ้าว ข้าน้อยหลินชิงเซียน ชายาในฉินอ๋อง หาได้ก้าวล่วงด้วยความอวดดีไม่ แต่หากข้าน้อยไม่ก้าวเข้ามาในวันนี้ เกรงว่าแผ่นดินใต้หล้าต้าถังแห่งนี้ คงต้องตกอยู่ในกำมือของพวกหนอนบ่อนไส้ที่คอยสูบกินเลือดเนื้อราษฎรจนแห้งเหือดไปเสียก่อน!"
เสียงหวานกังวานใสทว่าเด็ดเดี่ยวราวน้ำแข็งสลักดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างพากันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที หลายคนถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำว่า 'หนอนบ่อนไส้'
ที่เบื้องพระพักตร์ ฮ่องเต้ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรทรงทอดพระเนตรสตรีเบื้องล่างด้วยแววตาลุ่มลึก พระองค์มิได้ตรัสห้าม ทว่ากลับโบกพระหัตถ์เป็นเชิงอนุญาตให้พูดต่อ ขณะที่ทางด้านขวา มู่หรงเหยียน หรือฉินอ๋องผู้เลื่องลือในความดุร้าย ทรงประทับนิ่งอยู่บนรถเข็นไม้พะยุงดำ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองทหารองครักษ์รอบห้องพระโรง ท่าทีเยือกเย็นและพร้อมสังหารผู้ใดก็ตามที่กล้าขยับตัวเข้าใกล้ชายาของพระองค์แม้แต่ก้าวเดียว
"เจ้ามีหลักฐานอันใด ถึงกล้ากล่าวหาขุนนางผู้ใหญ่เช่นนี้!" อัครมหาเสนาบดีจ้าวแค่นเสียงฮึดฮัด พยายามกดดันด้วยอำนาจที่มี
ชิงเซียนไม่รอช้า นางเปิดกล่องไม้จันทน์หอมช้าๆ กลิ่นอายของความลับที่ถูกปิดตายโชยออกมาพร้อมกับวัตถุสองชิ้นที่วางเคียงกัน ตราประทับหยกประจำกองทัพพยัคฆ์ที่มีรอยร้าวลึก และม้วนกระดาษจดหมายที่ขอบกระดาษยับยู่ยี่จากการถูกเปิดอ่าน
"นี่คือตราประทับของกองทัพพยัคฆ์ทักษิณ และนี่... คือจดหมายลับที่ถูกส่งมาจากแคว้นเป่ยหลิว" ชิงเซียนก้าวเข้าไปใกล้แท่นประทับทีละก้าว น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคง ดึงดูดให้ทุกสายตาต้องจดจ้อง "ท่านอัครมหาเสนาบดี ท่านบอกว่าข้าน้อยกล่าวหาลอยๆ เช่นนั้นรอยร้าวบนตราประทับนี้ กับโคลงกลอนลับที่ท่านใช้ติดต่อค้าขายใบชาเถื่อนกับข้าศึกเล่า เป็นฝีมือผีสางที่ใดกัน?"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ขุนนางเฒ่าจ้าวถึงกับหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก เหงื่อกาฬไหลซึมลงตามรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เขาไม่คาดคิดเลยว่าสตรีผู้นี้จะสืบสาวราวเรื่องจนลึกถึงเส้นทางลำเลียงเสบียงและเกลือเถื่อนที่ตนเองกุมไว้
"เจ้า... เหลวไหล! นั่นเป็นของปลอม!" ขุนนางเฒ่าตะโกนเสียงหลง
"ของปลอมหรือ?" ชิงเซียนแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่าทางของนางในยามนี้ช่างทรงอำนาจและเฉียบคมไม่แพ้บุรุษผู้ใด "ในยุคเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ราษฎรอดอยากยากแค้นเพราะภัยสงคราม ทว่าตระกูลจ้าวของท่านกลับกว้านซื้อที่ดินนับหมื่นไร่และผูกขาดใบชาเพื่อส่งออกไปยังแคว้นศัตรู แลกกับทองคำและม้าศึก ท่านคิดว่าการกระทำเช่นนี้เรียกว่าอะไร? กบฏ... หรือว่าการค้ากำไรเกินควรบนหยาดเหงื่อของประชาชนกันแน่!"
วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการทหารที่นางร้อยเรียงออกมาอย่างฉาดฉาน ทำให้เหล่าแม่ทัพนายกองที่ยืนฟังอยู่ถึงกับต้องพยักหน้ารับด้วยความทึ่ง นางมิได้ใช้เพียงแค่คำพูดโจมตี แต่ยังนำเสนอตัวเลขบัญชีการค้า ต้นทุนราคาเกลือ และเส้นทางการเดินทัพของข้าศึกมาประมวลผลให้เห็นกันจะๆ ว่าการทุจริตในท้องพระטרียบนี้ ส่งผลกระทบต่อแนวหน้าและงบประมาณแผ่นดินมากเพียงใด
ขุนนางเฒ่าจ้าวทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความหมดแรง เมื่อพบว่าทุกแผนการที่ตนเองซ่อนไว้ใต้พรมถูกฉีกกระชากจนหมดสิ้น ท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาของเหล่าขุนนางที่เริ่มเปลี่ยนฝั่งทันทีที่เห็นกระแสลมตีกลับ
มู่หรงเหยียนที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดมาโดยตลอด มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงใจ แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรักและเสน่หาที่ลึกซึ้ง ชายาน้อยของเขาช่างร้ายกาจและงดงามยิ่งนัก นางใช้สมองเพียงน้อยนิดในการพลิกกระดานการเมือง โดยไม่ต้องใช้กำลังแม้แต่น้อย
ทว่า... ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าชัยชนะตกเป็นของหลินชิงเซียนอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเอง
ขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชสำนักด้านในก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ในมือของเขาชูม้วนราชโองการสีทองอร่ามที่ประทับตราหยกหลวงสดๆ ร้อนๆ
"มีพระราชโองการด่วนจากแดนเหนือ!" เสียงแหลมสูงตะโกนก้อง ทำลายบรรยากาศแห่งชัยชนะลงในพริบตา "กองทัพแดนเหนือแตกพ่าย! ท่านอ๋อง... พระราชโองการสั่งให้ฉินอ๋องนำกำลังพลที่เหลือทั้งหมดออกเดินทางในคืนนี้ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินชิงเซียนแข็งค้างลงทันที นางหันขวับไปมองม้วนราชโองการในมือขันที ก่อนจะก้มลงมองรถเข็นของสวามี
มู่หรงเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขาอย่างรุนแรงจนอากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นทันตาเห็น
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่สนับสนุน "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอมาครับ
ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 31
การประชันวิสัยทัศน์
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!