รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก•ตอนที่ 24

อุบัติเหตุริมหน้าผา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้ามึงยังเดินเหม่อแล้วสะดุดรากไม้รอบหน้า กูจะจับมึงมัดติดเป้แล้วแบกขึ้นเขาเองจริงๆ ด้วยนะโซ่" เสียงกระซิบที่เจือทั้งความดุและรอยเอ็นดูดังขึ้นชิดใบหู ขณะที่มือหนาของไอ้คนขี้เก๊กประจำทริปเอื้อมมาคว้าข้อมือของผมไว้ได้อย่างเฉียดฉิว เส้นทางเดินป่าช่วงกิโลเมตรที่สี่ของอุทยานแห่งชาติธรรมชาติบำบัดในทริปนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ไอ้เติร์ดกับไอ้บูมมันโม้ไว้เลยสักนิด พื้นดินชื้นแฉะจากฝนที่เพิ่งซาเม็ดไปเมื่อคืน ทำให้รองเท้าผ้าใบยี่ห้อโปรดของผมเต็มไปด้วยคราบโคลน ทัศนียภาพสองข้างทางเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีและหน้าผาสูงชันที่ทอดตัวยาวขนานไปกับลำธารเบื้องล่าง และเพราะความที่ผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตาจดบันทึกเรื่องราวลงในสมุดปกหนังเลขาฯ คู่ใจ แถมยังแอบชายตาเหลือบมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้าอยู่เป็นระยะ ทำให้เกือบจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อแรงโน้มถ่วงโลกไปเสียแล้ว "ใครบอกว่ากูเหม่อวะกันต์ กูแค่วัดองศาความลาดชันของหินต่างหากเล่า ปล่อยเลยนะเว้ย จะมาจับมือถือแขนกันกลางป่าแบบนี้ เดี๋ยวไอ้สองตัวข้างหลังมันก็แซวอีกหรอก" ผมสะบัดข้อมือหนีอย่างเก้อเขิน พร้อมกับแกล้งทำเป็นเสมองยอดไม้หนาทึบเพื่อหลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาอย่างรู้ทัน "อ้าวๆๆ ใครเรียกพวกเราเหรอครับคุณธนภัทร" เสียงกวนประสาทของไอ้เติร์ดโผล่พรวดพราวดลมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง ตามด้วยเสียงหัวingคิกคักของไอ้บูมที่ถือไม้เท้าเดินป่าทำท่าทำทางเหมือนผู้กำกับกองละครเวที "แหม... เมื่อกี้ใครนะที่เกือบจะกลิ้งหล่นหน้าผาไปเป็นปุ๋ยให้ต้นเฟิร์น ถ้าไม่ได้มือพระเอกขี่ม้าขาว เอ้ย... มือวิศวะขี้เก๊กคว้าเอวไว้ทัน มีหวังได้ไปนอนนับดาวที่ก้นเหวแน่ๆ" ไอ้บูมเสริมทัพด้วยสีหน้าล้อเลียนชนิดที่อยากจะเอาเปลือกไม้ปาใส่หน้าสักทีสองที ผมรู้สึกได้ทันทีว่าความร้อนผ่าวพุ่งขึ้นมากองรวมกันอยู่บนพวงแก้มจนต้องรีบยกมือขึ้นเกาจมูกแก้เก้อ "พูดมากน่าไอ้บูม เดินไปเลยมึง พื้นลื่นขนาดนี้ยังจะมีอารมณ์มาแซwอีก" กันต์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เจ้าตัวแค่หัวเราะในลำคอเบาๆ "หึ" หนึ่งที รอยยิ้มมุมปากแบบที่ผมเกลียดนักเกลียดหนาเพราะมันทำให้ใจผมเต้นผิดจังหวะทุกทีปรากฏขึ้นอีกแล้ว กันต์ขยับสายสะพายเป้ใบโตบนบ่า ปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งสนิทตามฟอร์มหนุ่มวิศวะผู้เคร่งขรึม แต่จังหวะที่เดินสวนผมเพื่อกลับไปนำขบวนเหมือนเดิม ฝ่ามืออุ่นจัดนั้นกลับจงใจปัดผ่านหลังมือผมเบาๆ ราวกับจะย้ำเตือนเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ ให้ตายเถอะ... ไอ้บ้านี่นับวันยิ่งมือไวใจเร็วขึ้นทุกที พวกเราเดินเท้าต่ออีกร่วมชั่วโมงท่ามกลางเสียงพูดคุยเจื้อแจ้วสลับกับเสียงนกเสียงกาในป่าใหญ่ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อหมอกจางๆ เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมยอดไม้ อากาศที่เคยชื้นอบอ้าวเริ่มเย็นลงจนต้องหยิบเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวออกมาสวมใส่ โซ่เปิดสมุดบันทึกเล่มเดิมขึ้นมาอีกครั้ง ปากกาหมึกซึมในมือขีดเขียนข้อความบรรยายความรู้สึกของการเดินป่าครั้งนี้ลงไปอย่างเพลิดเพลิน *‘บันทึกการเดินทางวันที่สาม: ป่าเขาไม่เคยใจร้ายกับคนหลงทาง... แต่บางทีคนข้างๆ ต่างหากที่ใจร้ายที่สุด เพราะชอบทำให้ใจสั่นไหวโดยไม่ทันตั้งตัว’* ผมอมยิ้มให้กับประโยคที่เพิ่งเขียนลงไป แอบเหลือบมองแผ่นหลังของคนที่เดินนำอยู่ห่างออกไปราวสามเมตร กันต์กำลังยืนคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานเรื่องจุดกางเต็นท์คืนนี้ แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านร่มไม้ตกกระทบลงบนเส้นผมสีเข้มและสันจواกคมคาย ทำให้ภาพตรงหน้าดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารท่องเที่ยวเล่มโปรด และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ตู้ม! ไม่ใช่เสียงระเบิด แต่เป็นเสียงกิ่งไม้แห้งหักดังสนั่นลั่นป่า พร้อมกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่หลุดร่วงลงมาจากหน้าผาสูงชันด้านบน ฝุ่นดินและเศษใบไม้ร่วงกราวลงมาราวกับหิมะ "ระวัง!" เสียงตะโกนด้วยความตกใจสุดขีดของกันต์ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ร่างสูงโปร่งพุ่งเข้ามาหาผมด้วยความเร็วสูงราวกับเสือชีตาร์ เป้าหมายของผมในตอนแรกคือการกระโดดหลบก้อนหินที่กลิ้งลงมา แต่เพราะความลื่นของดินชื้น ทำให้เท้าของผมพันกันยุ่งเหยิง ทรงตัวไม่อยู่ และกำลังจะหงายหลังร่วงลงไปในทางลาดชันที่ติดกับหน้าผา *วูบ!* โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ รู้สึกได้ถึงลมเย็นที่พัดผ่านวูบใหญ่และความว่างเปล่าเบื้องล่าง แต่ก่อนที่แผ่นหลังของผมจะกระทบเข้ากับพื้นหินคมๆ อ้อมแขนแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กก็พุ่งเข้ามารวบเอวของผมไว้แน่น แรงเหวี่ยงจากการกระชากทำให้ร่างของเราทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกับพื้นหญ้าข้างทางเดิน ทับซ้อนกัน... แนบชิด... จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน กันต์ใช้แขนข้างหนึ่งรองศีรษะผมไว้ไม่ให้กระแทกกับรากไม้ ส่วนมืออีกข้างโอบกอดเอวผมไว้แน่นจนจมูกของเราเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ ร้อนผ่าวปะทะเข้าที่ข้างแก้มของผม กลิ่นหอมสะอาดผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นอายธรรมชาติจากตัวของคนตรงหน้า ชวนให้สมองของผมขาวโพลนไปหมด ดวงตาสคมกริบคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนโล่งอก หน้าอกของกันต์กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนเข้ามาในโสตประสาทของผม... หรือจริงๆ แล้วมันคือเสียงหัวใจของผมเองที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกกันแน่? "ไอ้... ไอ้กันต์" ผมกระซิบเสียงสั่น เผลอมือไปยึดไหล่กว้างของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว "มึงบ้าหรือเปล่าโซ่!" เสียงดุที่ดังลอดไรฟันเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเจือความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด "เกือบไปแล้วรู้ตัวไหมวะ ถ้ากูคว้าไว้ไม่ทัน ป่านนี้มึงกลิ้งตกหน้าผาไปแล้วนะ!" "ก็... ก็กูไม่ได้ตั้งใจนี่หวา มันลื่น..." ผมเถียงเสียงอ่อย ดวงตาพisมองสำรวจใบหน้าของคนที่อยู่เหนือกว่า แผลถลอกเล็กๆ บริเวณข้อศอกของกันต์ที่เกิดจากการไถlไปกับพื้นหญ้าทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก "มึง... เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" คำถามนั้นทำให้บทสนทนาระหว่างเราเงียบลงไปชั่วขณะ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนเหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตาคมคายที่เคยฉายแววดุดันเมื่อครู่ ค่อยๆ อ่อนแสงลง เปลี่ยนเป็นความลึกล้ำบางอย่างที่ทำเอาผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง แววตาคู่นั้นไล่สำรวจตั้งแต่ดวงตา จมูก ลงมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของผมอย่างเผลอไผล "เจ็บสิ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบar ชิดริมฝีปาก จนผมรู้สึกได้ถึงไออุ่น "เจ็บตรงนี้..." กันต์เลื่อนมือข้างที่โอบเอผมขึ้นมาแตะเบาๆ ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายของผม ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นระรัวราวกับกลองเพล "เนี่ย... หัวใจมึงเนี่ย ทำกูเจ็บชะมัด เต้นแรงเกินไปแล้วนะโซ่" "ไอ้... ไอ้บ้าคนฉวยโอกาส ลุกขึ้นไปเลยนะเว้ย!" ผมหน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู รีบใช้มือดันไหล่หนาให้ออกห่าง แต่มีหรือที่คนแรงเยอะกว่าจะยอมขยับ เขากลับยิ่งทิ้งน้ำหนักตัวลงมาแนบชิดมากขึ้นไปอีก พร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างชอบใจ "ฮิ้วววว! พอก่อนครับคุณพระเอกนางเอก คืนนี้ค่อยไปสวีทกันในเต็นท์ก็ได้ ทางนี้เขายืนลุ้นจนเหงื่อตกยางออกหมดแล้วโว้ย!" เสียงตะโกนแซวของไอ้เติร์ดดังลั่นป่า ตามด้วยเสียงปรบมือแปะๆ ของไอ้บูมที่เดินย้อนกลับมาดูสถานการณ์ ผมสะดุ้งสุดตัว ออกแรงผลักอกกันต์เต็มแรงจนเขายอมผุกตัวลุกขึ้นยืนแต่โดยดี ผมรีบดีดตัวลุกขึ้นปัดเศษดินตามกางเกงและเสื้อผ้าอย่างลวกๆ พยายามซ่อนใบหน้าที่ร้อนผ่าวราวกับคนไข้ไข้ขึ้นสูงไว้ใต้ปีกหมวกแก๊ป "ใคร... ใครสวีทวะไอ้เติร์ดปากเสีย!" ผมแหวใส่เพื่อนสนิทเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินอาย กันต์ยืนปัดฝุ่นตามแขนตัวเองด้วยท่าทางสบายๆ แต่รอยยิ้มมุมปากที่ระบายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย เขาสบตาผมแวบหนึ่ง ส่งสายตาแพรวพราวชนิดที่ต่อให้เดินป่าอีกสบรอบผมก็ไม่มีวันชิน ทริปเดินป่าในวันนี้ควรจะเป็นวันที่เหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค... แต่แปลกจัง ทำไมใจผมถึงได้เต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมาทุกครั้งที่นึกถึงอ้อมกอดริมหน้าผานั้นก็ไม่รู้ พวกเราเดินทางต่อจนกระทั่งมาถึงจุดกางเต็นท์ริมลำธารในช่วงเย็นย่ำ แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงสาดส่องกระทบผิวน้ำระยิบระยับ ลมเย็นๆ พัดโชยกลิ่นไอธรรมชาติเข้ามาปะทะจมูก บรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกเกินกว่าจะเป็นแค่วันหยุดธรรมดา หลังจากช่วยกันกางเต็นท์และจัดเตรียมมื้อค่ำง่ายๆ เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามมุมส่วนตัว ไอ้เติร์ดกับไอ้บูมหนีไปนั่งตกปลาที่ริมลำธาร ปล่อยให้ผมมานั่งจดบันทึกการเดินทางประจำวันอยู่ที่หน้าเต็นท์เงียบๆ โดยมีเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ เป็นแบ็คกราวด์ หน้าจอมือถือสั่นเบาๆ บนโต๊ะไม้พับ โซ่หยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นข้อความแชทจากคนที่นั่งอยู่เต็นท์ข้างๆ *Kant: ขาเจ็บหรือเปล่า ไหนขอดูแผลหน่อย* *So: ใครเจ็บ ปากดีแบบนี้ไม่ได้เจ็บเว้ย* *Kant: ปากดีเหรอ... งั้นเมื่อกี้ที่กอดกันกลมกลางป่า หมายความว่าติดใจอ้อมกอดกูสินะ* *So: ไอ้กันต์! มึงอยากโดนตบด้วยสมุดบันทึกสักทีไหม!* *Kant: หึๆ งั้นคืนนี้... ออกมาเคลียร์กันหน่อยไหมล่ะ หน้าเต็นท์ตอนเที่ยงคืน* ผมมองข้อความนั้นแล้วใจกระตุกวูบ ความร้อนเห่อขึ้นหน้าอีกรอบ กำลังจะพิมพ์ข้อความยาวเหยียดเพื่อด่ากลับไอ้คนขี้เก๊ก แต่จู่ๆ หน้าจอก็เปลี่ยนสถานะเป็นสายเรียกเข้าจากกันต์ ทั้งๆ ที่เต็นท์เราอยู่ห่างกันไม่ถึงสามเมตรด้วยซ้ำ ผมลังเลอยู่ชั่วขณะ นิ้วเรียวชี้ไปที่ปุ่มรับสาย ก่อนจะตัดสินใจกดรับด้วยความหมั่นไส้ระคนอยากรู้ "มีอะไรอีกเล่า ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน" ผมกรอกเสียงห้วนใส่โทรศัพท์ เสียงทุ้มต่ำหัวเราะเบาๆ ลอดผ่านสายสัญญานเข้ามา ทำเอาผมต้องรีบหันไปมองเต็นท์ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนกำลังขยับตัวลุกขึ้นยืน "เปล่า... แค่อยากบอกว่า... ออกมาดูดาวข้างนอกสิ" เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งผมเงยหน้าขึ้นมอง และต้องพบกับใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มลงมองมาด้วยแววตาสั่นไหว ท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า กันต์ยื่นสมุดบันทึกเล่มเล็กปกสีน้ำตาลยับเยินเล่มหนึ่งมาให้ผม... มันคือสมุดเล่มที่ทำท่าจะหลุดมือร่วงลงไปในหุบเหวเมื่อตอนบ่าย "ของมึง... เกือบหล่นไปพร้อมกับตัวเมื่อกี้" กันต์เอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม "เปิดดูหน้าสุดท้ายสิ... กูไม่ได้ตั้งใจจะแอบอ่านนะ แต่บังเอิญมันเปิดค้างไว้พอดี" หัวใจของผมกระตุกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สมุดเล่มนั้น... หน้าสุดท้ายที่ผมเพิ่งเขียนความรู้สึกบ้าๆ ลงไปเมื่อตอนบ่าย! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง โอบกอดความรู้สึก และใจฟูไปกับคู่ป่วนคู่นี้ในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%