รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก•ตอนที่ 29

ความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"เฮ้ย! ยกเลิกทำไมวะ! แล้วประโยคที่ค้างคาเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่ฟะเนี่ย!" เสียงโวยวายของผมดังลั่นห้องนอนท่ามกลางเสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดระเบียงห้องพักจนน้ำกระ็นเซ็นเข้ามาเปียกพื้น พรบ.ความสงบสุขในใจผมพังทลายลงไม่เป็นท่า เมื่อจู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือก็เด้งแจ้งเตือนการยกเลิกข้อความจากไอ้คุณรูมเมตตัวแสบที่เพิ่งวิ่งหนีออกไปรับพัสดุกะทันหัน ให้ตายสิ... ประโยคยาวเหยียดที่ถูกลบไปต่อหน้าต่อตาเมื่อกี้ มันคืออะไรวะ? ตั้งใจจะบอกรัก หรือจะด่าผมเรื่องลืมซักผ้ากันแน่! ก๊อกๆๆ! ยังไม่ทันที่ผมจะได้หัวเสียไปมากกว่านั้น เสียงทุบประตูก็ดังขึ้นรัวๆ ตามด้วยเสียงตะโกนอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ผ่านสายฝน "กันต์! เปิดประตูให้หน่อยด่วน! กุญแจมือถือเปียกจนสแกนไม่ติดแล้วโว้ย!" ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอาปนเป็นห่วง รีบสาวเท้ายาวๆ ไปบิดลูกบิดเปิดประตูต้อนรับสภาพของ 'ธนภัทร' ที่ตอนนี้เปียกปอนเหมือนลูกแมตกน้ำ ตัวสั่นเทาเล็กน้อยจากลมหนาวที่พัดกระโชกเข้าอาคาร ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาผมเผลอขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว เส้นผมสีนิลลู่แนบกรอบหน้า ปอยผมเปียกชุ่มลู่ลงมาปรกดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้กำลังกะพริบปริบๆ เสื้อยืดสีขาวตัวบางแนบไปกับแผ่นอกบางจากพิษของสายฝน หยดน้ำใสไหลย้อยผ่านสันจรดลงมาถึงคอระหง... สภาพแบบนี้มันชวนให้สติกระเจิงชะมัด! "ไปยืนทำอีท่าไหนวะเนี่ย ถึงได้เปียกโชกขนาดนี้ หะโซ่?" ผมเอ็ดเสียงดุ พยายามซ่อนประกายความร้อนรนในแววตาไว้ภายใต้ใบหน้าขี้เก๊กตามเคย "ก็... ก็รถขนส่งมันจอดเลยตึกไปไกลนี่หว่า ข้าวิ่งไปรับแทบไม่ทัน แถมร่มก็อยู่ในเป้ที่รูดซิปไม่สนิทอีก เปียกหมดเลยเนี่ย เห็นใจกันบ้างสิวะไอ้คุณกันต์ตพงศ์" โซ่ทำหน้ามุ่ย ยู่ปากใส่ผมอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ตัวสั่นระริกด้วยความหนาว ผมพ่นลมหายใจออกทางจมูกพรืดใหญ่ มือหนาคว้าข้อมือเล็กที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งให้ก้าวเข้ามาในห้องทันที ก่อนจะดันร่างบางให้นั่งลงบนโซฟาห้องนั่งเล่น "ปากเก่งชะมัด ยืนนิ่งๆ ตรงนี้เลยนะ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด" ผมสั่งเสียงเข้มแล้วเดินดุ่มๆ ตรงไปยังห้องน้ำ คว้าผ้าขนหนูผืนหนานุ่มกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมละมุนติดมือกลับออกมาด้วย ทว่าพอเดินกลับมาถึงห้องนั่งเล่น สายตาของผมก็ต้องสะดุดกับภาพตรงหน้าจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โซ่กำลังพยายามใช้ชายเสื้อยืดเช็ดหยดน้ำตามแขนตัวเองลวกๆ ท่าทางเก้ๆ กังๆ นั่นมันช่าง... เกินคำว่าน่ารักไปไกลโข "บอกให้นั่งเฉยๆ ไงวะเนี่ย ดื้อชะมัด" ผมบ่นพึมพำเดินเข้าไปประชิดตัวร่างเล็ก ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าโซฟา โซ่สะดุ้งเล็กน้อย เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อผมยื่นมือออกไปคว้าปลายผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมลงบนศีรษะของเจ้าตัว แล้วเริ่มขยี้เส้นผมเปียกชุ่มนั้นเบาๆ อย่างทะนุถนอมโดยอัตโนมัติ สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับคำพูดดุๆ ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงฝนตกกระทบกระจกและเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของเราสองคนที่อยู่ใกล้กันจนเกินระยะปลอดภัย "หนาวก็ไม่รู้จักดูแลตัวเอง โตจนจะเรียนจบอยู่แล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้" ผมเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง สายตาคมกวาดมองไปทั่วใบหน้าเนียนใสที่มีหยดน้ำเกาะพราว ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมาหยุดที่ริมฝีปากสีระเรื่อที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น "ก็... ใครจะไปรู้ล่ะว่าฝนมันจะตกหนักขนาดนี้..." โซ่หลบสายตาผม แสร้งมองไปทางอื่น แต่ใบหูขาวสะอาดกลับขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงลำคออย่างปิดไม่มิด "แล้ว... แล้วนี่นายจะจ้องหน้าฉันอีกนานไหมเล่า เอาผ้ามานี่ เดี๋ยวฉันเช็ดเองได้น่า" มือเล็กเอื้อมมาจับมุมผ้าขนหนูฝั่งที่ผมถืออยู่ แต่ผมกลับขยับตัวเข้าไปประชิดใกล้กว่าเดิม จนหัวเข่าของเราแทบจะชนกัน มือหนาเปลี่ยนจากการเช็ดผม มาเป็นการเลื่อนผ้าขนหนูลงมาซับหยดน้ำตามลำคอระหงและลาดไหล่บางช้าๆ อย่างตั้งใจ จังหวะนั้นเอง... โซ่เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมพอดี ดวงตากลมโตคู่นั้นไหวระริก สะท้อนภาพเงาของผมลงไปในนั้นอย่างชัดเจน บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกกดปุ่มหยุดเวลา เสียงฝนด้านนอกเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน เหลือเพียงเสียงหัวใจของผมเองที่เต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "กันต์..." เสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบา รอดพ้นริมฝีปากที่สั่นระริกเล็กน้อย "หืม?" ผมตอบรับในลำคอ สายตายังคงไม่ละไปจากดวงตาคู่นั้น "ที่... ที่ฉันส่งข้อความไปเมื่อกี้..." โซ่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต "คือฉัน... ฉันแค่อยبيจะบอกว่า..." ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกดังขึ้นแทรกกลางจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นเร็วจนน่ากลัว ทั้งผมและโซ่สะดุ้งพร้อมกันราวกับหลุดออกจากภวังค์ โซ่รีบผละถอยหลังกรูดจนหลังติดพนักพิงโซฟา ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู มือเรียวรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูด้วยท่าทางลนลานแก้เก้อ ส่วนผมได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง เกือบจะได้ฟังความจริงจากปากเจ้าตัวอยู่แล้วเชียว! "อะ... อ๋อ เติร์ดมันทวงงานกลุ่มว่ะ! ฉัน... ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ!" โซ่ละล่ำละลักพูด ร้อนรนจนเกือบจะสะดุดขาตัวเองตอนลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าห้องนอนไป ปิดประตูเสียงดังปัง! ทิ้งให้ผมคุกเข่าอยู่กลางห้องคนเดียวพร้อมกับผ้าขนหนูที่ยังอุ่นไอร้อนของอีกฝ่าย ผมนั่งมองประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางลนลานเหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้น มือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแก้เขิน พลางนึกถึงประโยคที่ถูกลบไปก่อนหน้านี้ในแชต *ถ้านายยังใจกล้าไม่พอที่จะพูดออกมาตรงๆ... งั้นคราวนี้ฉันคงต้องเป็นฝ่ายรุกเข้าหาเองแล้วล่ะมั้ง ธนภัทร* ทว่า... รอยยิ้มมุมปากของผมยังไม่ทันจางหาย เสียงเคาะประตูกระจกห้องนอนของโซ่ก็ดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยเสียงอุทานตกใจที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าผมแข็งค้างไปในทันที "เฮ้ย! กันต์... นายมาดูนี่ดิ! หน้าต่างระเบียงห้องฉันทำไมมัน... มีใครไม่รู้ยืนอยู่ตรงนั้นวะ!" เสียงของโซ่ที่ตะโกนออกมาจากในห้องนอนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และน้ำเสียงที่สั่นพร่าผิดปกติ ทำให้ผมดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที ความรู้สึกอบอุ่นฟีลกู๊ดเมื่อครู่วิระลายหายวับไปกับตา ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปตามสันหลังวาบ ผมพุ่งตัวตรงไปที่ประตูห้องนอนของโซ่ทันทีโดยไม่ต้องคิดชีวิต! --- *(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่ป่วนคู่นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!)*
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%