เสียงปิดประตูรถดังปังสนั่นสะท้อนไปทั่วลานจอดรถใต้คอนโดฯ คือสัญญาณเตือนภัยรอบสุดท้ายว่าผมหมดสิทธิ์หนีความจริงแล้วครับ ทันทีที่รถยนต์คันหรูดับเครื่อง ความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็เข้ามาแทนที่เสียงเพลงเบาๆ จากวิทยุในรถทันที
ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ สายตาจ้องเขม็งไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ถูกโยนมานอนแอ้งแม้งอยู่บนคอนโซลหน้า ข้อความตัวอักษรที่กันต์พิมพ์ตอบกลับไอ้เติร์ดและไอ้บูมในแชตกลุ่มแก๊งตัวชงเมื่อกี้ ยังคงเรืองแสงวาบตอกย้ำความฉิบหายในค่ำคืนนี้
*“ไม่ต้องเสือกครับ... กูจัดการเอง”*
ให้ตายเถอะ! นี่มันประโยคประกาศิตชัดๆ แถมไอ้ข้อความก่อนหน้านั้นที่ผมเผลอพิมพ์หลุดมือไปตอนชุลมุนบนรถ ก็เล่นเอาใจผมเต้นโครมครามจนแทบจะทะลักออกมานอกอกอยู่แล้ว แล้วดูหมอนี่สิครับ... เจ้าตัวต้นเรื่องกลับนั่งนิ่งเงียบ ปลดเข็มขัดนิรภัยออกอย่างใจเย็น ผิดวิสัยนายกันต์ตพงศ์คนกวนประสาทที่ชอบแขวะผมเป็นประจำทุกวันอย่างสิ้นเชิง
"ลงมาได้แล้วครับ หรือจะให้ผมอุ้มลงไป?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ พร้อมกับประตูฝั่งคนขับที่เปิดออกและปิดลงอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ร่างสูงโปรดของเดือนคณะวิศวะฯ จะเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผม ดวงตาคมกริบภายใต้แสงไฟสลัวของลานจอดรถมองตรงมาที่ผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"ไม่ต้องมาทำเป็นสั่งน่า! ฉันเดินเองได้..." ผมสะบัดเสียงใส่เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า พร้อมกับรีบก้าวขาลงจากรถ แต่เพราะความรีบร้อนและมัวแต่หลบสายตาคมคายคู่นั้น ทำให้ข้อเท้าเจ้ากรรมดันไปสะดุดเข้ากับขอบประตูรถเข้าอย่างจัง
"เฮ้ย!"
ร่างของผมเซถลาไปข้างหน้าอย่างไร้การควบคุม เตรียมตัวจะล้มหน้าคว่ำจูบพื้นปูนซีเมนต์แข็งๆ อยู่รอมร่อแล้วเชียว แต่ทว่า... อ้อมแขนแข็งแกร่งคู่เดิมก็คว้าหมับเข้าที่เอวบางของผมได้อย่างทันท่วงที แรงดึงกระชากเพียงครั้งเดียวทำให้แผ่นหลังของผมแนบชิดเข้ากับอกแกร่งของอีกฝ่ายอย่างจัง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของกันต์ลอยเข้าจมูกจนผมต้องรีบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ
"ซุ่มซ่ามตลอด... โตจนจะเป็นควายอยู่แล้วนะเราเนี่ย" เสียงกระซิบแหบพร่าดังอยู่ชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ใครซุ่มซ่ามฮะ! ปล่อยเลยนะเว้ย มากอดอยู่ได้ ฉันหายใจไม่ออก!" ผมโวยวายกลบเกลื่อน พยายามใช้มือดันแผงอกอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่มีหรือที่คนแรงเยอะกว่าจะสะเทือน กลับกัน... เขากลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเสียอีก จนกระทั่งเราเดินเข้ามาถึงตัวลิฟต์ และขึ้นมาจนถึงชั้นห้องพัก
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์เปิดออก เราสองคนเดินเข้าห้องมาในสภาพที่บรรยากาศมาคุยิ่งกว่าตอนขาไปเสียอีก ผมรีบสลัดรองเท้าแล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องครัวตั้งใจจะรินน้ำเย็นๆ ใส่คอเพื่อดับความร้อนรุ่มในอก แต่ทว่า...
พรึบ!
จู่ๆ ไฟทั่วทั้งห้องก็ดับสนิทลงพร้อมกัน ความมืดมิดสนิทเข้ามากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวในเสี้ยววินาที แสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาเป็นเพียงแหล่งแสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่
"เฮ้ย! ไฟดับอะไรตอนนี้เนี่ย?" ผมอุทานลั่นด้วยความตกใจ มือไม้ควานสะเปะสะปะไปทั่วเคาน์เตอร์ครัวจนไปชนเข้ากับขวดโหลแก้วเข้าอย่างจัง
"ยืนนิ่งๆ ครับ อย่าเพิ่งเดินไปไหน เดี๋ยวสะดุดล้มหัวฟาดพื้นอีก"
เสียงทุ้มของกันต์ดังขึ้นใกล้ตัวกว่าที่คิด ในความมืดนั้น ผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งมือใหญ่เอื้อมมาคว้าข้อมือของผมไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาทำให้ใจผมเต้นผิดจังหวะไปหมด
"ฉัน... ฉันไม่ได้กลัวความมืดสักหน่อย มือถือนายอยู่ไหนล่ะ เปิดไฟฉายสิ" ผมหาเรื่องชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบที่น่ากลัวนี้
"แบตหมดครับ... อยู่บนรถ" คำตอบหน้าตาเฉยของเขาทำเอาผมอยากจะหันไปทุบสักทีสองที "แล้วอีกอย่าง... ผมว่าความมืดแบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะโซ่"
"ดีบ้าอะไรเล่า ร้อนจะตายแอร์ก็ไม่ติดเนี่ย!"
"ดีตรงที่เราจะได้คุยกันแบบไม่ต้องหลบตาไงครับ"
สิ้นคำพูดนั้น แรงดึงเบาๆ ที่ข้อมือก็ลากให้ผมเดินตามเขาไปอย่างไร้การขัดขืน จนกระทั่งแผ่นหลังของผมชนเข้ากับผนังห้องนอนเย็นเฉียบ ขณะที่ร่างสูงของกันต์ก้าวเข้ามาประชิดตัว จนพื้นที่ระหว่างเราแทบจะไม่มีเหลือ
เราสองคนนั่งลงพิงผนังห้องด้วยกันบนพรมหนานุ่ม ความมืดทำให้เรามองเห็นกันและกันไม่ชัดเจนนัก เห็นเพียงโครงร่างเงาดำและประกายตาคู่คมที่จ้องมองมาในความมืดอย่างมีความหมาย
"นาย... พาฉันออกมาจากร้านทำไม" ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดประเด็นทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของผมมันสั่นน้อยเสียจนน่าหงุดหงิด
"แล้วทำไมผมจะพาออกมาไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อไอ้สองตัวนั้นมันจ้องจะแซวคุณ จนคุณทำหน้าเหมือนแมวหงุดหงิดแบบนั้น" กันต์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มนั้นนุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน
"ฉันไม่ได้หงุดหงิดสักหน่อย!" ผมเถียงเสียงแข็ง "แล้ว... แล้วที่นายพิมพ์ในแชตกลุ่มแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงฮะ ไอ้ข้อความที่บอกว่า 'ไม่ต้องเสือก กูจัดการเอง' น่ะ นายคิดจะทำอะไรของนายกันแน่กันต์?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจของกันต์ที่ดังสม่ำเสมออยู่ใกล้ๆ ก่อนที่เขาจะขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด จนไหล่ของเราแนบชิดกัน
"แล้วคุณคิดว่าผมหมายถึงอะไรล่ะครับ... โซ่"
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้กวนประสาท ไม่ได้ขี้เล่น แต่มันเต็มไปด้วยความจริงจังและลุ่มลึกจนผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ แม้เราจะมองกันไม่ค่อยเห็นก็ตาม
"ฉันจะไปรู้เหรอนาย... นายชอบทำตัวแปลกๆ ปากบอกว่าเกลียดฉันนักหนਾ แต่พอมีคนอื่นมาเข้าใกล้ทีไร นายก็ทำท่าเหมือนหมาหวงก้างทุกที นาย... นายคิดอะไรกับฉันกันแน่" ประโยคหลังผมหลุดปากพูดออกไปตามความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจมานานหลายสัปดาห์ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ แม้ในห้องจะมืดสนิท แต่ผมมั่นใจว่าหูของผมตอนนี้คงแดงแจ๋ไปหมดแล้ว
กันต์เงียบไปนาน จนผมเริ่มใจคอไม่ดี คิดว่าตัวเองอาจจะพูดอะไรที่ล้ำเส้นเกินไปหรือเปล่า มือเรียวเตรียมจะดันตัวลุกขึ้นหนีความน่าอึดอัดนี้ แต่ทว่า...
หมับ!
มือใหญ่อุ่นจัดคว้าต้นแขนของผมไว้ทั้งสองข้างอย่างนุ่มนวล ก่อนที่แรงดึงจะทำให้ร่างของผมเซเข้าไปซบลงกับอกแกร่งของเขาเต็มแรง ใบหน้าของผมแนบชิดอยู่กับแผงอกของเขา ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ ราวกับมันกำลังแข่งกับเสียงหัวใจของผมเอง
"ปากบอกว่าไม่รู้... แต่ใจคุณเต้นดังขนาดนี้เนี่ยนะ โซ่" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่เหนือศีรษะ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเส้นผมของผมแผ่วเบา
"ไอ้... ไอ้กันต์ บ้าเอ๊ย!" ผมทุบอกเขาไปทีหนึ่งด้วยความเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
"หึๆ..." กันต์หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาสัมผัสเส้นผมของผมอย่างอ่อนโยน ลูบเบาๆ สัมผัสที่ต่างไปจากทุกที ทำให้หัวใจผมยวบยาบจนแทบละลาย
"ผมไม่ได้เกลียดคุณเลยสักวัน... โซ่" น้ำเสียงจริงจังเอ่ยกระซิบข้างใบหู ถ้อยคำแต่ละคำชัดเจนและหนักแน่น จนคนฟังอย่างผมแทบหยุดหายใจ "ที่ทำเป็นกวนประสาท ที่คอยแกล้ง คอยขัดใจ... ก็เพราะอยากให้คุณสนใจผมคนเดียวแทบตายอยู่แล้ว... ไอ้ตัวแสบ"
สิ้นคำสารภาพนั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน ความรู้สึกอึดอัดที่สะสมมาตลอดทางมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอุ่นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจจนแทบจะทานทนไม่ไหว
ผมอ้าปากค้าง สมองตื้อตันจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ได้แต่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "รูมเมตตัวแสบ" คนนี้
และในวินาทีที่หัวใจกำลังเต้นระทึกจนแทบหลุดออกมานอกอกนั้นเอง...
กริ๊ก!
แสงไฟนีออนสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้องอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงโทรศัพท์มือถือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเกิดสั่นครืดคราดติดต่อกันรัวๆ หน้าจอเรืองแสงขึ้นพร้อมกับข้อความจากกลุ่มแชตที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด... และหนึ่งในข้อความล่าสุดที่ปรากฏบนหน้าจอ ทำเอาผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด!
รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก•ตอนที่ 34
เคลียร์ใจในห้องมืด
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!