รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก•ตอนที่ 35

ความชัดเจนที่ยังไม่กล้าพูด

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ไอ้กันต์! มึงส่งรูปนี้เข้ากลุ่มคณะได้ยังไงวะ! ลบเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!" เสียงโวยวายดังลั่นห้องจนแทบสะเทือนไปถึงผนังปูนเปลือย โซ่ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงนอนลายเป็ดน้อยกำลังกระโดดเหงหยองแยงอยู่ปลายเตียง มือข้างหนึ่งชี้หน้าผมสลับกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างจ้าด้วยแสงสีฟ้าจากแอปพลิเคชันไลน์ ใบหน้าเนียนใสตอนนี้ขึ้นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความอายปนโมโห ผมซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ทำงาน ปรายตาขึ้นมองเจ้าตัวเล็กที่กำลังดิ้นพล่านเป็นแมวโดนน้ำร้อนลวกด้วยรอยยิ้มมุมปาก นึกสนุกอยากแกล้งขึ้นมาตงิดๆ เลยแสร้งทำเป็นตีหน้ามึนแล้วยักไหล่กวนๆ ใส่ "อ้าว ก็มือมันลั่น... อีกอย่าง รูปที่มึงนอนอ้าปากหวอเอาหมอนข้างกอดขาเนี่ย น่ารักออกนะโซ่ ใครเห็นก็ต้องชมว่าสถาปัตย์ปีสามคนนี้เขาสายแบ๊วธรรมชาติ" ผมตอบเสียงนิ่งๆ พร้อมกับแกล้งทำท่าจะกดโทรศัพท์มือถือในมือเล่นต่อ "แบ๊วบ้าอะไรเล่า! นั่นมันภาพอุจจาระชัดๆ! หน้ากูเหมือนโดนผีอำตอนเที่ยงวันชัดๆ เลยนะเว้ย ส่งเข้ากลุ่มรวมเพื่อนคณะที่มีอาจารย์อยู่ด้วยแบบนั้น กูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!" โซ่พุ่งเข้ามาหมายจะแย่งมือถือจากมือผม แต่ด้วยความที่ตัวเล็กกว่า (และผมจงใจยกมือชูขึ้นสูงเหนือหัว) เจ้าตัวเลยคว้าได้แต่ความว่างเปล่าแถมยังเสียหลักเซถลามาชนอกผมเต็มแรง ตุบ! จมูกโด่งรั้นของโซ่ชนเข้ากับกระดูกไหปลาร้าของผมอย่างจัง เจ้าตัวร้องอุทานเบาๆ ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมาหมายจะด่าต่อ แต่ทว่า... จังหวะที่ดวงตากลมโตคู่นั้นเงยขึ้นมาสบต้านกับสายตาของผมพอดิบพอดี เสียงโวยวายทั้งหมดก็พลันเงียบหายไปในลำคอ ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้มันใกล้เสียจนผมได้กลิ่นแชมพูเด็กอ่อนๆ ที่ลอยมาจากเส้นผมยุ่งเหยิงของอีกฝ่าย หัวใจในอกข้างซ้ายเริ่มเต้นผิดจังหวะ—ไม่ใช่เพราะความตกใจจากเรื่องในกลุ่มแชตเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นๆ ที่แนบชิด และดวงตาคู่สวยที่กำลังกะปริบปริบด้วยความทำตัวไม่ถูก ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ เป็นแบ็คกราวด์ ผมมองริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว มือข้างที่ถือมือถืออยู่ค่อยๆ ลดระดับลง ปล่อยให้มันร่วงลงบนเตียงนอนนุ่มโดยไม่สนใจไยดีอีกต่อไป นิ้วเรียวยาวของผมขยับออกไปโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนของโซ่ออกอย่างแผ่วเบา "โซ่..." ผมเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม มันไม่ได้กวนประสาท ไม่ได้ขี้เล่น แต่มันมีความนุ่มนวลและจริงจังซ่อนอยู่ลึกๆ จนคนฟังถึงกับชะงัก "อะ... What? มะ... มองหน้ากูทำไม ถอยไปเลยนะไอ้กันต์" โซ่พยายามทำเป็นใจแข็ง เสียงสั่นๆ และใบหน้าที่แดงก่ำจนลามไปถึงต้นคอได้ทรยศความตั้งใจของเจ้าตัวจนหมดสิ้น ปลายมือเล็กๆ ยกขึ้นดันแผงอกผมไว้เบาๆ แต่ไม่ได้ออกแรงผลักจริงๆ จังๆ เหมือนเคย "เปล่า แค่คิดว่า..." ผมเว้นจังหวะ ทอดสายตามองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น "เวลามึงไม่โวยวาย น่ารักกว่าตอนโวยวายเยอะเลยว่ะ" "ไอ้... ไอ้คนบ้า!" โซ่ตีเข้าที่แขนผมดังเพี๊ยะ! แก้vใสๆ ขึ้นสีจัดยิ่งกว่าเดิม เจ้าตัวรีบถอยหลังกรูดจนสะดุดพรมปูพื้นเกือบจะล้มหัวคะมำ ดีที่ผมไวพอจะคว้าเอวบางเอาไว้แล้วดึงกลับเข้ามาประชิดตัวอีกครั้งในวงแขน "ระวังหน่อยสิครับคุณสถาปนิก ตัวก็แค่นี้ยังซุ่มซ่ามได้อีกนะเรา" ผมกระซิบชิดริมหูของคนในอ้อมแขน รู้สึกได้ถึงแผ่นหลังบางที่เกร็งขึงด้วยความตื่นเต้น โซ่เงยหน้าขึ้นมองผมอีกครั้ง คราวนี้แววตาคู่นั้นไหวระริกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีท่าทีจะเถียงกลับ ไม่มีคำด่าทอหลุดออกมาจากปาก มีเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมายบางอย่างที่พวกเราต่างก็รู้กันดีแต่ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดมันออกมาตรงๆ ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีตลอดสามปีที่เรารู้จักกันมา ตั้งแต่สถานะรูมเมตตัวแสบ คู่กัดฝีปากกล้า จนกระทั่งความรู้สึกในใจมันพัฒนาเกินคำว่าเพื่อนสนิทไปไกลโขแล้วในตอนนี้ นิ้วมือของผมข้างหนึ่งเอื้อมไปจับมือเรียวบางของโซ่ขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ปลายนิ้วของเราเกี่ยวประสานกันอย่างแนบแน่น หัวใจของผมเต้นโครมครามรากับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างใน "โซ่... คือว่ากู..." ผมเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย สายตาจ้องมองริมฝีปากที่กำลังเผยอขึ้นนิดๆ ด้วยความประหม่าของอีกฝ่าย "เรื่องที่เราไปเที่ยวด้วยกัน คอยดูแลกันมาตลอด... จริงๆ แล้วกูไม่ได้คิดกับมึงแค่..." ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! เสียงเตือนข้อความไลน์จากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะบรรยากาศโรแมนติกแบบไม่รู้เวลากล่าวอ้าง โซ่สะดุ้งสุดตัวราวกับโดนไฟฟ้าช็อต รีบดึงมือออกจากอุ้งมือผมแล้วผละถอยหลังออกห่างไปสองก้าวทันที เจ้าตัวหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าแดงแจ๋ด้วยความเขินอายปนโล่งอก (มั้ง) พลางยกมือขึ้นโบกปัดไปมาแก้เก้อ "อ้าว! เสียง... เสียงไลน์มึงเข้าวะ! ไปดูสิ เผื่อเพื่อนตามไปกินหมูกระทะข้างล่าง!" โซ่พูดรัวเร็วแบบลิ้นแทบพันกัน ก่อนจะรีบหันหลังขวับเดินหนีไปคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะมากินแก้เขิน โดยไม่กล้าสบตาผมเลยสักนิด ผมยืนค้างเติ่งอยู่กลางห้องด้วยความรู้สึกเสียดายสุดขีด เกือบจะบอกความรู้สึกออกไปอยู่แล้วเชียว! บรรยากาศกำลังเป็นใจสุดๆ แท้ๆ ดันมีมารผจญมาขัดจังหวะซะได้! ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเซ็ง ปรี่เดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจว่าจะกดบล็อกแชตกลุ่มไอ้เติร์ดกับไอ้บูมที่ชอบส่งเสียงเวลานี้เสียหน่อย แต่พอหน้าจอสว่างวาบขึ้นมาและสายตาปะทะเข้ากับชื่อผู้ส่งข้อความล่าสุดบนหน้าจอเท่านั้นแหละ... รอยย็งรอยยิ้มที่เคยมีค้างอยู่บนใบหน้าของผมก็พลันหายวับไปทันที! ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด ข้อความสั้นๆ แต่ทว่าบาดลึกและทรงพลังจนทำให้ลมหายใจสะดุดกึก ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ... **"กันต์... กูอยู่ที่ล็อบบี้คอนโดมึงแล้วนะ ลงมาหาหน่อย กูมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย"** ชื่อผู้ส่ง: **"น้ำหวาน" (แฟนเก่าที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสองปีก่อน)** ผมยืนแข็งทื่อเป็นหิน มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่สมองประมวลผลไม่ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้านหลังผม โซ่ที่เพิ่งกินน้ำเสร็จหันกลับมามองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของผม เจ้าตัวก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ "อ้าวไอ้กันต์... หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย ใครทักมาวะ ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้น?" ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ หันกลับไปมองหน้าโซ่ที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่หัวใจเริ่มเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น... ปมในอดีตกำลังจะกลับมาทวงคืนพื้นที่ในปัจจุบัน และมันกำลังจะพังทลายช่วงเวลาที่ผมเกือบจะมีความกล้าพอจะบอกความรู้สึกออกไปแล้วจริงๆ ... *(โปรดติดตามตอนต่อไป)* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่ป่วนคู่นี้เสมอนะครับ! 🎒✨
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%