เสียงสั่นครืดคราดจากสมาร์ทโฟนในมือโซ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด มันไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนธรรมดา แต่มันคือเสียงประหารชีวิตความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิทที่ผมเพิ่งกดส่งออกไปเมื่อสามวินาทีก่อนหน้านี้
โซ่หยุดกึก มือที่เคยกำลูกบิดประตูห้องพักไว้แน่นค้างเติ่งอยู่ท่าเดิม แผ่นหลังบางภายใต้เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหนาวจากแอร์ในห้อง แต่เป็นเพราะข้อความสารภาพรักความยาวสามบรรทัดที่ผมรวบรวมความกล้ามาครึ่งปี… ถูกส่งตรงเข้าเครื่องของผมเองแบบไม่มีทางกด "ยกเลิกข้อความสำหรับทุกคน" ทัน
*“ถ้ามึงยังทำหน้ามึนแล้วแกล้งทำเป็นจำเรื่องที่ดอยหลวงไม่ได้ งั้นกูก็จะบอกตรงนี้เลยนะ… ว่ากูไม่ได้คิดกับมึงแค่รูมเมต หรือแม้กระทั่งเพื่อนสนิทวะไอ้กันต์”*
ฉิบหายแล้ว…
ผมยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินทับกระดาษ สมองประมวลผลเร็วจี๋ยิ่งกว่าตอนคำนวณโครงสร้างสะพานเหล็ก ข้อความนั้นไม่ได้ถูกพิมพ์ค้างไว้ในแชตส่วนตัว แต่มันถูกส่งออกไปจริงๆ ในแชตกลุ่ม "แก๊งคนโสดโปรดจีบ (ที่มีแต่คนมีแฟนแล้ว)" ที่มีไอ้เติร์ดกับไอ้บูมอยู่ด้วย!
"เอ่อ..." ผมอ้าปากพะงาบๆ อยากจะคว้าโทรศัพท์ในมือโซ่มาปาใส่กำแพงให้พังเป็นเสี่ยงๆ แต่ขามันดันก้าวไม่ออก สายตาเจ้ากรรมก็เอาแต่มองลาดลายบนพื้นห้องราวกับมันเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่น่าสนใจที่สุดในโลก
โซ่ค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ… ราวกับภาพสโลว์โมชั่นในหนังดราม่าเกาหลี ใบหน้าที่เคยดื้อรั้นและชอบทำปากเก่งใส่ผมมาตลอด ตอนนี้กลับแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู แววตาสั่นไหวระริกเหมือนเด็กน้อยทำของเล่นชิ้นโปรดพัง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนแทบเป็นเส้นตรง
ไม่มีเสียงโวยวาย ไม่มีคำด่าว่า "ไอ้กันต์บ้า" อย่างที่ผมคุ้นเคย มีเพียงความเงียบที่ดังจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นโครมครามอยู่ในอก
"มึง..." โซ่เปิดปากพูดด้วยเสียงที่เบาหวิวราวกับกระซิบ ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองผมแวบหนึ่งก่อนจะรีบหลบสายตาไปทางอื่น "มึง... อ่านยัง"
"กู..." ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามดึงมาดคุณหนูวิศวะผู้เยือกเย็นกลับคืนมา แต่สั่นไปหมดแม้กระทั่งปลายนิ้ว "กูเห็นแล้ว"
"ไอ้คนฉวยโอกาส!" สิ้นเสียงกระซิบ โซ่ก็ระเบิดอารมณ์ความเขินออกมาด้วยการปาหมอนอิงโซฟาใส่หน้าผมเต็มแรง "ใครใช้ให้มึงส่งวะ! กูบอกให้มึงพิมพ์เฉยๆ ไม่ได้บอกให้กดส่ง! ไอ้คนทึ่ม! ไอ้คนฉวยโอกาส! ไอ้..."
คำด่าสารพัดถูกพ่นออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย โซ่หันหลังขวับเตรียมจะเปิดประตูหนีเข้าห้องนอนตัวเอง แต่มีหรือที่คนอย่างกันต์ตพงศ์จะยอมปล่อยให้เหยื่อ... อ้า, หมายถึงปล่อยให้คนที่ผมแอบชอบมาเป็นปี เดินหนีไปง่ายๆ
พรึบ!
ผมก้าวฉับเดียวไปคว้าข้อแขนเรียวไว้ได้ทัน แรงดึงทำให้ร่างบางเซกลับเข้ามาชนอกผมอย่างจัง กลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยปะทะจมูกท่ามกลางบรรยากาศที่อุณหภูมิในห้องดูจะสูงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ โซ่สะดุ้งสุดตัว พยายามจะดันอกผมออกแต่แรงน้อยนิดนึงนั่นเทียบไม่ได้เลยกับแรงของนักกีฬาบาสเกตบอลมหาวิทยาลัย
"ปล่อยนะเว้ย! ไอ้กันต์! กูจะไปนอน!" โซ่โวยวายหน้าดำหน้าแดง ดวงตาหลuบต่ำไม่กล้าสบตาผมตรงๆ
"ไม่ปล่อย" ผมกดเสียงต่ำลงโดยตั้งใจ ใช้น้ำเสียงแพรวพราวที่มักจะใช้เวลาหยอกเขาเล่น แต่ครั้งนี้มันจริงจังจนคนในอ้อมแขนชะงัก "ในเมื่อมึงสารภาพความในใจซะหมดเปลือกขนาดนี้แล้ว จะให้ปล่อยให้เดินหนีไปดื้อๆ ได้ยังไง"
"ใครสารภาพ! กูไม่ได้สารภาพ! มึงต่างหากที่ส่งผิด!"
"อ้าว, ข้อความมันบอกว่า *'กูไม่ได้คิดกับมึงแค่รูมเมต'* นี่ยยย" ผมแกล้งทวนคำในแชตด้วยน้ำเสียงล้อเลียน พร้อมกับโน้มใบหน้าลงไปกระซิบใกล้ใบหูที่แดงแจ๋ "สรุปคือมึงไม่ได้คิดกับกูแค่เพื่อนใช่ไหมครับ ตัวแสบ"
"ไอ้... ไอ้กันต์! มึงเงียบปากไปเลยนะ!" โซ่เงยหน้าขึ้นมาหมายจะแยกเขี้ยวใส่ แต่เพราะระยะห่างที่ใกล้กันเกินไป ปลายจมูกของเราจึงเฉียดกันไปนิดเดียวโดยบังเอิญ
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงจัดยิ่งกว่าเดิม ผมมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความหมั่นเขี้ยวผสมความเอ็นดู มือใหญ่อีกข้างที่ว่างอยู่จึงถือวิสาสะยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาบังแก้มเนียนนั้นแผ่วเบา
บรรยากาศฟีลกู๊ดแบบนี้แหละที่ผมรอคอยมานาน ไม่ใช่ผ่านหน้าจอแชต แต่คือการได้มองตาคนตรงหน้าจริงๆ แบบนี้
ครืดดดดด! ครืดดดดด!
เสียงสั่นของโทรศัพท์ในมือโซ่ทำลายมนמהขลังลงอย่างไม่รู้จักกาลเทศะ ไอ้เติร์ดกับไอ้บูมโหมกระหน่ำส่งสติ๊กเกอร์รูปป๊อปคอร์นและข้อความแซวในกลุ่มรัวเป็นชุดจนเครื่องแทบระเบิด
*(กลุ่ม: แก๊งคนโสดโปรดจีบ)*
*เติร์ดตัวชง: อู้1111111! มีคนสารภาพรักกันเว้ยเฮ้ย! ช็อตนี้กูต้องตัดสูทสีชมพูรอไหมไอ้กันต์!*
*บูมเองจ้า: ฮิ้ววววววว! มิน่าล่ะทริปดอยหลวงรอบก่อน ถึงได้แย่งกันแบกเป้จนไหล่แทบเคล็ด ที่แท้ก็จีบกันอยู่นี่เอง!*
*เติร์ดตัวชง: @โซ่ สู้เขาสิวะไอ้เสือ! ไหนบอกว่าเก๊กนักไง ทำไมตอนนี้หน้าแดงถึงคอแล้ววะ ฮ่าๆๆๆๆ*
โซ่ก้มมองจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง ก่อนจะโวยวายลั่นห้องด้วยความอับอายขายขี้หน้ายิ่งกว่าเดิม "ไอ้... ไอ้พวกเพื่อนเวร! กูจะบล็อกพวกมันให้หมด!"
ผมหลุดหัวเราะพรืดออกมาเสียงดังอย่างห้ามไม่อยู่ ความตึงเครียดเมื่อครู่อลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นหัวใจที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ก้มลงมองคนตัวเล็กที่กำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในอ้อมแขนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนับร้อยแปด
"เลิกสนใจไอ้พวกนั้นก่อนสิครับ" ผมเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาพราวระยับ "ไหนๆ ก็สารภาพความจริงกันมาครึ่งทางแล้ว... ที่เหลือตอบคำถามกูหน่อยสิ ว่าตกลงจะยอมย้ายจากสถานะรูมเมต มาเป็น 'แฟน' ของไอ้คนขี้เก๊กคนนี้ได้หรือยัง"
โซ่ชะงักกึก หยุดดิ้นทันที ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงซ่านหนักเข้าไปใหญ่จนแทบจะกลายเป็นลูกมะเขือเทศสุก เจ้าตัวเม้มปากแน่น หลบตาผมอีกครั้งด้วยความเขินอายขั้นสุด ก่อนจะพึมพำตอบเบาเสียจนแทบไม่ได้ยินถ้าห้องไม่เงียบสนิท
"เออ... ก็ได้วะ..."
ผมอมยิ้มกว้างจนหูแทบฉีก หัวใจพองโตฟูฟ่องยิ่งกว่าตอนสอบผ่านวิชาภาคที่ยากที่สุดในชีวิตเสียอีก กำลังจะเอאปากหยอกล้อเขาต่อให้เขินเล่นอีกสักยก สายตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้ใบเก่งของโซ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
ข้างๆ นั้น มีกล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลจากร้านล้างฟิล์มที่เพิ่งมาส่งเมื่อช่วงเย็นวางอยู่... ฟิล์มม้วนพิเศษที่พวกเราไปถ่ายเล่นกันบนดอยหลวง ทริปที่จุดเริ่มต้นของความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้น
"อ๊ะ เดี๋ยวก่อน" ผมคลายอ้อมกอดออกนิดหน่อย ชี้มือไปที่กล่องพัสดุ "ฟิล์มจากดอยหลวงมาส่งแล้วนี่หว่า มึงยังไม่ได้แกะดูเลยไม่ใช่เหรอ"
โซ่สะดุ้งเล็กน้อย เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบผละออกจากอ้อมแขนผมแล้วเดินไปหยิบกล่องพัสดุนั้นทันทีเพื่อเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน "เออ... จริงด้วย ลืมไปเลยแฮะ รีบแกะดูดีกว่า อยากรู้ว่ารูปวิวที่เราถ่ายจะออกมาสวยขนาดไหน"
ผมเดินตามไปยืนซ้อนหลัง ก้มมองดูโซ่ใช้คัตเตอร์กรีดเทปกาวอย่างทุลักทุเล มือเรียวหยิบซองกระดาษบรรจุฟิล์มล้างเสร็จออกมา เทฟิล์มเนกาทีฟและรูปถ่ายขนาดโพลาลอยด์กับรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมาคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ
"มา มาช่วยกันคัดรูปสิ" โซ่หยิบรูปใบบนสุดขึ้นมาพลิกดู "อ๊ะ รูปนี้วิวสวยใช้ได้ ทะเลหมอกตอนเช้า..."
ผมหยิบรูปอีกใบขึ้นมาดูบ้าง... รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ ค้างเติ่ง
รูปใบที่สอง... รูปใบที่สาม... และรูปถัดๆ ไปอีกนับสิบใบที่ถูกเทออกมาจากซอง
ไม่มีรูปทิวทัศน์ ไม่มีรูปภูเขา ไม่มีรูปทะเลหมอกสวยๆ อย่างที่โซ่โม้ไว้เลยสักใบ!
ครึ่งหนึ่งของฟิล์มม้วนนั้น เต็มไปด้วยรูปแอบถ่ายของ "กันต์" ตอนเผลอ...
ภาพตอนผมกำลังก้มหน้าก้มตาผูกเชือกรองเท้า, ภาพตอนผมเผลอหลับคากองสัมภาระบนรถกระบะ, ภาพตอนผมกำลังยืนถือแก้วกาแฟหันไปยิ้มให้กล้องอย่างไร้การปรุงแต่ง และภาพถ่ายโคลสอัปใบหน้าของผมตอนเผลอมองเขาโดยไม่รู้ตัว
ทุกๆ ภาพเต็มไปด้วยมุมมองที่สายตาของคนถ่ายมองมาด้วยความรู้สึก "พิเศษ" เกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิทจะนิยามได้
ห้องทั้งห้องเงียบกริบลงทันที โซ่ที่เพิ่งก้มลงมาเห็นกองรูปถ่ายบนโต๊ะถึงกับหน้าซีดเผือด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เลือดในกายพุ่งขึ้นมาฉาบใบหน้าจนแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม มือไม้สั่นเทาทำท่าจะกวาดรูปพวกนั้นเก็บใส่ซองแทบไม่ทัน
"อะ... ไอ้กันต์! อันนี้... อันนี้มัน..." โซ่เสียงสั่นระรัว พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สมองคงประมวลผลไม่ทันว่าควรจะวิ่งหนีทะลุกำแพงห้องไปทางไหนดี
ผมก้มมองกองรูปถ่ายเหล่านั้น สลับกับใบหน้าของคนที่กำลังทำตัวไม่ถูกจนมุมแดงแจ๋ รอยยิ้มเจ้าเลื้อยและสายตาแพรวพราวผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผมทันที
"อ๋อ..." ผมลากเสียงยาวอย่างอารมณ์ดี ขยับเข้าไปกระซิบใกล้หูคนที่กำลังจะแทรกแผ่นดินหนี "ไหนบอกว่าชอบถ่ายวิวทิวทัศน์ไงครับ หื้ม... ทำไมวิวในฟิล์มม้วนนี้ ถึงมีหน้ากศน. หน้าตาดีคนนี้เต็มไปหมดเลยล่ะครับเนี่ย... คุณตากล้องคนเก่ง"
โซ่เม้มปากแน่น หน้าแดงแจ๋จนแทบจะระเบิดคาที่ เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยแววตาเขินอายปนคาดโทษ ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเล็กๆ มาตีแขนผมดัง *ปั๊ก!* หนึ่งทีแก้เขิน
"ไอ้บ้ากันต์! เลิกแซวได้แล้วนะเว้ย!"
*(โปรดติดตามตอนต่อไป...)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและฟินไปกับความโบ๊ะบ๊ะของสองหนุ่มรูมเมตคู่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ!
รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก•ตอนที่ 31
ภาพถ่ายในฟิล์มม้วนนั้น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!