"ถ้ามึงสองตัวยังเถียงกันเรื่องโครงสร้างโมเดลสถาปัตย์ฯ อีกรอบเดียว กูจะปล่อยให้พวกมึงยืนเปียกฝนเป็นหมาหงอยอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อนี่แหละครับ!"
เสียงโวยวายผ่านสเปกเกอร์โฟนของไอ้เติร์ดดังลั่นทะลุโทรศัพท์มือถือออกมา จนผมต้องรีบดึงเครื่องหนีห่างจากหูแทบไม่ทัน ในขณะที่ไอ้คนที่ยืนกอดอกพิงชั้นวางบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ข้างๆ กลับทำลอยหน้าลอยตา ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ใช่ความผิดของมันเลยสักนิด
นี่แหละครับผลของการเชื่อคำพยากรณ์อากาศลวงโลก...
จากตอนแรกที่พวกเราวางแผนว่าจะไปเดินสำรวจวัสดุตกแต่งภายในแถวตลาดเก่าเพื่อเอามาทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์ จู่ๆ ท้องฟ้าสีครามที่เคยสดใสก็เปลี่ยนสีเป็นเทาทึบราวกับถูกสาดด้วยหมึกดำ ก่อนที่พายุฝนฤดูร้อนจะกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา และเพราะความซุ่มซ่ามระดับสิบของนายธนภัทร หรือเจ้าโซ่ รูมเมตตัวเล็กปากแจ๋วของผม ที่ดันวิ่งสะดุดขาตัวเองจนทำร่มคันเดียวที่มีพังคามือ... เราจึงต้องวิ่งสี่คูณร้อยฝ่าสายฝนเข้ามาซุกตัวหลบภัยอยู่ในร้านสะดวกซื้อสาขาหน้าปากซอยอย่างสภาพลูกแมวตกน้ำด้วยประการะฉะนี้
"ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าฝนมันจะตกหนักขนาดนี้เล่า!" โซ่หันมาแยกเขี้ยวใส่ผม ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสวาวโรจน์ด้วยความขัดแย้ง "ถ้านายไม่มัวแต่เดินชักช้า รั้งท้ายคอยบ่นเรื่องรองเท้าเปื้อนโคลนของฉัน เราก็คงวิ่งมาถึงป้ายรถเมล์ทันตั้งแต่ฝนยังไม่เม็ดใหญ่ขนาดนี้แล้วครับคุณกันต์ตพงศ์!"
"อ้าว กลายเป็นความผิดผมเฉยเลยนะครับคุณสถาปนิกตัวแสบ" ผมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองสำรวจสภาพเปียกปอนของคนตรงหน้าแล้วเผลอยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนลู่แนบกรอบหน้าขาวเนียน หยดน้ำฝนเกาะพราวอยู่บนแพขนตายาว และที่สำคัญคือเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่ตอนนี้เปียกชุ่มจนแนบไปกับแผ่นหลังบาง เผยให้เห็นสัดส่วนชวนมองจนผมต้องรีบเบนสายตาไปทางอื่นแล้วแกล้งกระแอมไอเบาๆ กลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ให้ตายเถอะ... อยู่ใกล้ไอ้เด็กนี่ทีไร สติสตางค์ที่สะสมมาจากการเป็นเดือนคณะวิศวะฯ มักจะปลิวหายไปกับสายลมทุกที
"หัวเราะอะไรเล่า! มีอะไรน่าขำนักหนา หน้าฉันตลกมากรึไง!" โซ่เห็นผมเงียบไปก็ยิ่งฮึดฮัด เข้ามาใช้ปลายนิ้วจิ้มไหล่ผมรัวๆ "เนี่ย ร่มก็พัง มือถือแบตก็เหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์ แล้วดูสภาพเราดิ... เหมือนหนูตกถังข้าวสารไม่มีผิด แถมไอ้เติร์ดกับไอ้บูมก็ติดต่อไม่ได้แล้วด้วย สัญญาณคงตัดไปเพราะพายุ"
ผมมองมือเรียวที่กำลังจิ้มอกผมอยู่สลับกับใบบูดบึ้งที่พยายามทำเป็นดุแต่กลับดูน่ารักจนใจเจ็บในสายตาผม มือหนาตัดสินใจเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กนั้นไว้โดยอัตโนมัติ
"หยุดจิ้มก่อนครับ มือเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งขนาดนี้ ยังจะมาทำเก่งอีกนะเรา"
สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของผมทำให้อีกฝ่ายชะงักไปทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ความเงียบชั่วขณะก่อตัวขึ้นท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงซัดสาดกระทบกระจกหน้าร้าน และเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังฮัมเบาๆ ในมุมห้อง
"อะ... ปล่อยเลยนะ ใครบอกให้มาจับมือเล่า" โซ่รีบดึงมือกลับทันควัน ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้เจ้าตัวจะพยายามเสมองI-pad ในมือเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายก็ตามที "แล้วนี่... เราจะกลับกันยังไง ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยนะ"
ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปสำรวจชั้นวางสินค้าภายในร้าน แล้วกวาดสายตาไปเจอเป้าหมายสำคัญ
"ยืนรอตรงนี้แป๊บนะครับ"
ผมบอกแค่นั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปในโซนเบ็ดเตล็ด กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับร่มพับลายการ์ตูนหมีพูห์สีเหลืองอ๋อยสะดุดตาหนึ่งคัน กับขนมปังไส้ครีมโปรดของใครบางคน
"อ่ะ รับไป" ผมยื่นร่มคันนั้นให้ โซ่รับมาถือไว้ด้วยสีหน้าเหวอๆ ก่อนจะเงยหน้ามองผมสลับกับร่มในมือ
"ร่มหมีพูห์เนี่ยนะ? นายเลือกคันนี้จริงดิ?"
"ก็มันเหลือคันสุดท้ายครับคุณชาย อยากได้ลายแบท맨เท่ๆ แต่หมดเกลี้ยงตั้งแต่ชาติเศษแล้วครับ" ผมตอบหน้าตาย ดึงกระป๋องกาแฟเย็นออกจากตู้แช่มาถือไว้ "เอาเป็นว่ามีให้ใช้ก็บุญแล้วครับ ยืนบ่นมากๆ ระวังจะได้เป็นไข้หวัดใหญ่ก่อนส่งโปรเจกต์นะ"
โซ่ทำหน้ายู่ใส่ผมอีกรอบ แต่ก็ยอมเปิดกางร่มคันเล็กสีเหลืองอ๋อยนั้นออก โชคดีที่ขนาดของมันพอจะบังพวกเราสองคนได้ ถ้า... ถ้าระยะห่างระหว่างเรามันไม่ใกล้ชิดจนเกินไป
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เราก็ตัดสินใจเดินฝ่าสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มเบาเม็ดลงบ้างแล้วเพื่อมุ่งหน้ากลับหอพักที่อยู่ห่างไปอีกแค่สองบล็อก ถนนยามค่ำคืนสะท้อนแสงไฟนีออนจากร้านค้าข้างทางเป็นประกายระยิบระยับ กลิ่นอายความชื้นของพื้นดินผสมผสานกับอากาศเย็นสบายรอบตัว
แต่ปัญหาคือ... ร่มหมีพูห์คันจิ๋วนี้ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ผู้ชายตัวโตๆ สองคนเดินเคียงข้างกันได้โดยไม่เบียดเสียด
ก้าวแรกที่ก้าวออกจากชายคา ไหล่กว้างของผมก็ชนเข้ากับไหล่บางของโซ่อย่างจัง แรงกระแทกเบาๆ ทำให้คนตัวเล็กเซถลาเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น จนกลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยเข้าจมูกปะปนกับกลิ่นฝน
"อุops! ขอโทษ..." โซ่พึมพำเบาๆ พยายามขยับตัวออกห่างไปทางขวา แต่เพราะพื้นถนนเฉอะแฉะและมีน้ำขังเป็นแอ่ง ทำให้เจ้าตัวลื่นเสียหลักจนต้องคว้าชายเสื้อเชิ้ตของผมไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว
"ระวังครับ!"
ผมรีบคว้าเอวบางเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ดึงร่างโปร่งเข้ามาประชิดตัวเพื่อไม่ให้ล้มลงไปคลุกโคลนริมถนน ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้แทบจะเรียกว่าไม่มีช่องว่าง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณต้นคอ และเมื่อโซ่เงยหน้าขึ้นสบตาผม ดวงตาสองคู่ก็ประสานกันพพอดีท่ามกลางแสงไฟสลัวจากเสาไฟริมทาง
วินาทีนั้น... เสียงฝนรอบตัวราวกับเงียบหายไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมในอกข้างซ้ายกลับเต้นรัวแรงจนน่ากลัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นจากเหตุการณ์เมื่อครู่ หรือเป็นเพราะสัมผัสอุ่นจากเอวบางที่ผมยังคงโอบประคองไว้อยู่กันแน่
"อะ... เอ่อ ปล่อยได้แล้วมั้ง" เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริกเล็กน้อยของคนในอ้อมแขน แก้มใสขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหูอย่างปิดไม่มิด "นาย... ตัวหนักนะเนี่ย"
"ปากแข็งจังนะครับ" ผมกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกของเราห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตรจนผมเผลอมองสำรวจริมฝีปากสีเรื่อนั้นอย่างลืมตัว "ไหนบอกว่าเก่งไง ทำไมตอนนี้สั่นเป็นลูกนกเลยล่ะครับ หืม?"
"ใครสั่น! ฉันแค่... หนาวต่างหากเล่า!" โซ่เถียงเสียงแข็ง แต่กลับไม่ยอมผลักผมออกแถมยังขยับตัวเข้ามาเบียดใต้ร่มคันเดียวกันแน่นขึ้นกว่าเดิม ราวกับต้องการหาไออุ่นจากตัวผมจริงๆ
ผมอมยิ้มบางๆ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจในค่ำคืนที่แสนเปียกปอนนี้ มือที่ถือร่มขยับเอียงบังสายฝนให้คนตัวเล็กมิดชิดยิ่งขึ้น ปล่อยให้ไหล่ข้างหนึ่งของตัวเองต้องเปียกปอนไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเลย
พวกเราเดินเคียงคู่กันไปเงียบๆ บนฟุตบาท ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่มากกว่าคำว่า "รูมเมต"
จนกระทั่งเราเดินมาถึงหน้าล็อบบี้หอพัก โซ่รีบผละออกจากอ้อมแขนผมทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกมะเขือเทศสุก เจ้าตัวสะบัดหน้าหนีแล้วแกล้งทำเป็นไขกุญแจห้องรัวๆ แก้เขิน
"ถึงสักที... เข้าห้องไปเลยนะ ห้ามมองหน้าฉันด้วย!"
ผมยืนมองท่าทางเงอะงะน่าเอ็นดูนั้นด้วยความรู้สึกพึง-พอใจอย่างบอกไม่ถูก กำลังจะเอ่ยปากแซวต่อให้หน้าแดงเล่นอีกสักรอบ
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของผมดังขึ้น ขัดจังหวะบรรยากาศสีชมพูตรงหน้า ผมหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความแปลกใจ คิดว่าเป็นไอ้เติร์ดที่ส่งข้อความมาโวยวายเรื่องงาน
แต่ทว่า... ข้อความล่าสุดที่ปรากฏบนหน้าจอ กลับไม่ใช่จากเพื่อนในกลุ่ม และไม่ใช่ข้อความรายงานความคืบหน้าโปรเจกต์ใดๆ ทั้งสิ้น
มันคือข้อความแชทจาก "โซ่" ที่ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงเมตร... และเนื้อความในนั้นมันทำให้ผมต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนตื่นเต้น
[ โซ่: "กันต์... คือว่า... จริงๆ แล้วตอนที่อยู่ใต้ร่มคันนั้น... ใจเราเต้นแรงมากเลยนะเว้ย ไม่ใช่เพราะหนาวด้วยซ้ำ..." ]
*ข้อความถูกยกเลิกแล้ว*
ผมเงยหน้าขึ้นมองคนตรงทันที โซ่ในตอนนี้กำลังยืนหน้าซีดเผือด มือถือโทรศัพท์ในมือสั่นระริก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อรู้ตัวว่า... ตัวเองเผลอส่งข้อความสารภาพความในใจผิดห้องแชท (หรือตั้งใจส่งแต่ดันลบไม่ทัน) เข้าให้อย่างจัง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับผม "แบกเป้ท่องโลก" ในตอนนี้นะครับ
รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก•ตอนที่ 9
ฝนตก รถติด และชิดใกล้
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รูมเมตตัวแสบกับแผนลับจับหัวใจนายขี้เก๊ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!