มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 37

ความหวังริบหรี่

ผลงานโดย คนมองเมือง
"หยุดนะ... อย่าแตะต้องกระเป๋านั่น!" เสียงของวินดังก้องขึ้นในห้องพักแคบๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงโลหะกระทบกัน วินก้าวเท้าลงบนพื้นห้องที่เต็มไปด้วยเศษซากของชีวิตที่เขาเพียรสร้างมาตลอดหลายปี แฟ้มเอกสารสำคัญที่เขารวบรวมหลักฐานความฉ้อฉลของกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวพันกับโครงการพัฒนาพื้นที่เมือง ถูกรื้อค้นกระจายเกลื่อนพื้นราวกับรังมดที่ถูกเหยียบย่ำ ชายชุดดำสองคนหยุดชะงัก หนึ่งในนั้นหันมามองวินด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความรู้สึกดั่งหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาเพื่อทำลาย ไม่ใช่เพื่อตอบโต้ วินกระชับกล้องถ่ายรูปคู่ใจไว้ในมือแน่น มันไม่ใช่แค่เครื่องมือหากิน แต่มันคือพยานปากเอกเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี "แกมาผิดที่แล้ว วิน" ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างน่าขนลุก "สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่การถ่ายภาพสะท้อนสังคม แต่มันคือการขุดหลุมฝังตัวเอง" วินกัดฟันแน่น ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินใจเมื่อครั้งปล่อยมือจากครอบครัวในอดีตเริ่มเปลี่ยนเป็นความเดือดดาล เขาไม่ยอมปล่อยให้สิ่งที่เขาสู้มาตลอดต้องจบลงเพียงเพราะมือสกปรกของคนกลุ่มนี้ "ความจริงไม่มีวันถูกฝังเพียงเพราะพวกแกทำลายกระดาษพวกนี้หรอกนะ" ชายชุดดำหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเหวี่ยงชั้นวางของที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือภาพถ่ายจนล้มครืน เสียงหนังสือหล่นกระทบพื้นดังกึกก้อง วินพุ่งตัวเข้าไปหมายจะขวางทาง แต่กลับถูกแรงกระแทกจากท่อนแขนแข็งแรงส่งตัวเขากระเด็นไปกระแทกกับมุมโต๊ะ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังจนเขาต้องนิ่วหน้า "คุณมีเวลาอีกไม่มากหรอกที่จะรักษาลมหายใจเอาไว้" คนร้ายพูดทิ้งท้ายก่อนจะพยักหน้าให้พวกพ้อง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พวกมันไม่ต้องการฆ่าเขาในตอนนี้ แต่มันต้องการทำลาย 'หลักฐาน' ที่เหลืออยู่ทั้งหมด เมื่อพวกมันจากไปทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและข้าวของที่พังยับเยิน วินพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล มือที่สั่นเทาของเขาเอื้อมไปหยิบเมมโมรี่การ์ดที่เขาแอบซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้พื้นห้องที่เขางัดออกมาได้ทันท่วงที ลมหายใจของเขาหอบถี่ ความเงียบในห้องกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป มันเป็นความเงียบของเมืองใหญ่ที่กำลังตะครุบเหยื่อ ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเคาะประตูที่รัวและหนักแน่นทำให้วินสะดุ้งสุดตัว เขาคว้าเหล็กฉากที่หักมาถือไว้ในมือแน่น ก่อนจะส่องผ่านช่องตาแมว ใบหน้าของรินปรากฏอยู่ตรงนั้น เธอไม่ได้แต่งหน้า และดูเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ดวงตาของเธอแดงก่ำ วินปลดล็อกประตูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงเธอเข้ามาข้างใน "วิน! คุณโอเคไหม? ฉันได้รับข้อความจากลุงสมหมายว่ามีคนเห็นรถแปลกๆ วนเวียนอยู่แถวนี้..." รินหยุดพูดทันทีเมื่อเห็นสภาพห้องที่พังยับเยิน มือของเธอปิดปากด้วยความตกใจ "เกิดอะไรขึ้น? พวกมัน... พวกมันมาแล้วเหรอ?" วินพยักหน้าช้าๆ เขาเดินไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้ที่ยังหลงเหลืออยู่สภาพดี "พวกมันมาหาไฟล์ข้อมูลชุดนั้น ริน ผมรู้ว่ามันอันตราย แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าบุกเข้ามาถึงที่พักของผม" รินเดินไปวางมือบนไหล่ของวิน ความสั่นเทาจากร่างกายของเธอส่งผ่านถึงเขา วินเงยหน้ามองคู่คิดที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน เขาเห็นความเหนื่อยล้าในแววตาของเธอ ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและภาระหนี้สินที่เธอแบกรับอยู่กำลังจะถูกดึงเข้าสู่ความวุ่นวายนี้ด้วย "เราต้องไปจากที่นี่ วิน" รินกระซิบ "เราเก็บของที่จำเป็นแล้วไปซ่อนตัวที่บ้านพักของลุงสมหมายก่อนเถอะ ที่นั่นปลอดภัยที่สุด" "แต่มันจะจบลงแค่นี้หรือ?" วินถาม พลางมองดูเงาสะท้อนของตัวเองในเศษกระจกที่แตกละเอียดบนพื้น "หากเราหนีไปตอนนี้ พวกมันจะลอยนวล และคนที่เหลืออยู่จะไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้" รินกุมมือของวินไว้แน่น "ถ้าเราตายไป ใครจะเล่าเรื่องนี้? ใครจะยืนหยัดเพื่อคนที่ไม่มีทางสู้? คุณไม่ใช่คนขี้ขลาดวิน คุณแค่เป็นคนที่แคร์คนอื่นมากเกินไปจนลืมระวังตัวเอง" วินนิ่งไป คำพูดของรินดังก้องอยู่ในใจ เขาหันไปมองรูปถ่ายใบหนึ่งที่ยังแขวนอยู่บนผนัง เป็นภาพของคนเก็บของเก่าอย่างลุงสมหมายที่กำลังยิ้มท่ามกลางกองขยะ ลุงสมหมายคือกระจกสะท้อนความเป็นจริง และเขาก็คือคนที่จะต้องเป็นคนฉายภาพนั้นให้โลกเห็น "ผมเข้าใจแล้วริน" วินกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว "เราจะไปที่นั่น แต่ผมจะเอาสิ่งที่ผมมีไปให้ถึงมือคนที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ได้จริงๆ" เขาลุกขึ้นหยิบกระเป๋าใบเล็กที่เตรียมไว้ แต่ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้อง เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น มันเป็นเบอร์ที่ไม่มีชื่อผู้ติดต่อ วินกดรับอย่างช้าๆ เสียงปลายสายไม่ได้เป็นเสียงของคนร้าย แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด... มันคือเสียงของลุงสมหมายที่สั่นเครือและขาดห้วง "วิน... อย่าเพิ่งมาที่นี่... มีคน... พวกเขากำลังรอ..." สายถูกตัดไปทันที วินและรินสบตากันด้วยความตระหนก ความหวังที่เคยริบหรี่อยู่แล้วกลับมอดดับลงไปอีกขั้น เมื่อเขาหันไปมองที่หน้าต่างห้องพัก ฝั่งตรงข้ามของถนน... รถตู้สีดำคันเดิมจอดสนิทอยู่ และคนในรถกำลังเงยหน้าขึ้นมามองห้องของเขาผ่านกล้องส่องทางไกล พร้อมกับประกายแสงวาบจากการกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปของใครบางคนที่ซุ่มอยู่ ความจริงแล้ว... ไม่ใช่แค่เขาที่กำลังเฝ้ามองเมืองนี้ แต่เมืองนี้... กำลังเฝ้ามองเขาอยู่เช่นกัน คนมองเมืองหวังว่าทุกท่านจะยังไม่ละสายตาจากบันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%