มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 39

ความเงียบในกรุงเทพฯ

ผลงานโดย คนมองเมือง
"อย่าเปิดนะครับวิน... อย่าหันไปมอง" น้ำเสียงของรินสั่นพร่าขณะที่เธอกระซิบชิดแผ่นหลังของผม มือที่เย็นเฉียบของเธอยังคงกำชายเสื้อผมแน่นจนเนื้อผ้าตึงเปรี๊ยะ เราทั้งคู่อยู่ในความเงียบงันที่บีบคั้นพอๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก ผมไม่ได้หันกลับไปมองบานประตูนั้น แต่สายตาของผมกลับจับจ้องไปที่เงาสะท้อนในกระจกเงาบานเก่าข้างตู้รองเท้า เงาของผู้ที่อยู่หลังประตูกำลังทาบทับลงมาบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่ซีดจาง ผมสูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจทำในสิ่งที่สัญชาตญาณดิบในตัวสั่งให้ทำ ผมกระชากประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว กะจะเผชิญหน้ากับความจริงที่อยู่ตรงหน้า แต่ทว่า... ความว่างเปล่ากลับเป็นสิ่งที่ต้อนรับเรา สันนิษฐานแรกที่คิดว่าจะมีใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้นกลับกลายเป็นเพียงความเงียบงัด มีเพียงจดหมายซองสีน้ำตาลที่ถูกเสียบไว้ที่ช่องรับจดหมาย ขอบกระดาษยับยู่ยี่ราวกับถูกบีบด้วยความโกรธแค้น "ไปกันเถอะริน" ผมพูดพลางคว้าข้อมือเธอไว้ "ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเราอีกต่อไปแล้ว" เราไม่ได้เก็บของด้วยซ้ำ เราทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ความทรงจำที่ขมขื่น ภาระที่แบกไว้ และเศษซากของตัวตนที่กรุงเทพฯ พยายามกลืนกินเรา ผมขับรถมุ่งหน้าออกสู่ชานเมือง เส้นทางที่ผมเคยคุ้นเคยในวัยเด็ก บ้านไม้เก่าของปู่ที่ถูกทิ้งร้างไว้ในพงหญ้าแถบปทุมธานีกลายเป็นจุดหมายปลายทางเดียวที่ผมคิดออกในวินาทีนั้น รถเก๋งคันเก่าแล่นผ่านแนวตึกสูงระฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวาง รินนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังบัดนี้กลับดูว่างเปล่าราวกับคนหมดแรงจะหายใจ แสงไฟนีออนของเมืองใหญ่ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของยามค่ำคืนในชนบท มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาให้เห็นทางเดินที่ขรุขระ "คุณคิดว่าเราหนีพ้นจริงๆ เหรอครับวิน" รินถามขึ้นท่ามกลางความเงียบในรถ น้ำเสียงของเธอแห้งผาก "ผมไม่รู้ครับ" ผมตอบพลางกำพวงมาลัยแน่น "แต่ถ้าอยู่ที่นั่นต่อไป เราคงไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจจะฝันถึงวันพรุ่งนี้ การหายไป... บางทีอาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เรากลับมามองเห็นตัวเองอีกครั้ง" เมื่อเราถึงบ้านหลังนั้น มันยังคงอยู่ในสภาพเดิม กลิ่นอายของไม้เก่าและฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว ผมเปิดประตูเข้าไป แสงไฟจากไฟฉายสาดส่องผ่านความมืด เผยให้เห็นโต๊ะทำงานไม้สักที่เคยเป็นที่ที่ผมเคยนั่งวาดฝันถึงอนาคต รินเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้หวายที่หักพังบางส่วน เธอไม่ได้บ่น ไม่ได้โอดครวญ เธอเพียงแค่ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้หยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ไหลรินออกมาอย่างเงียบเชียบ ผมเดินเข้าไปใกล้ วางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของเธอ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจอีกครั้ง ผมเป็นคนพาเธอออกมา... พาเธอมาสู่ความไม่แน่นอนนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่อย่างน้อยมือของเธอก็ยังอยู่ในมือของผม "ลุงสมหมายเคยบอกผมว่า... ในเมืองใหญ่ คนเราอาจจะอยู่ใกล้กันแค่กำแพงกั้น แต่กลับไม่เคยรู้จักกันเลย" ผมพูดขึ้นทำลายความเงียบ "ที่นี่... แม้เราจะไม่รู้จักใครเลย แต่มันกลับเป็นที่เดียวที่เราไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครตามมาทำลายเราอีก" "เราไม่ได้หนีจากคนอื่นหรอกครับวิน" รินลืมตาขึ้นมองหน้าผม ดวงตาของเธอแดงก่ำ "เรากำลังหนีจากตัวเองที่กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันและกัน" คำพูดของเธอกระแทกเข้ากลางใจผมอย่างจัง ใช่ครับ... สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่บุคคลที่อยู่หลังประตูบานนั้น แต่เป็นความเปราะบางของพวกเราเองที่พยายามรักษาความสัมพันธ์ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวของสังคมที่บีบคั้นให้เราต้องเลือก ระหว่างการมีชีวิตรอดด้วยการทรยศต่อจิตวิญญาณ กับการยอมตายเพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ ผมเดินออกไปที่ชานบ้าน หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ กลิ่นควันจางๆ ลอยไปกับสายลมเย็นยามค่ำคืน ที่นี่ไม่มีเสียงแตรรถ ไม่มีเสียงตะโกนด่าทอ ไม่มีกลิ่นไอเสียของเมืองหลวง มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ส่งเสียงร้องระงม ความเงียบในกรุงเทพฯ คือความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องข้างในใจ แต่ความเงียบที่นี่... มันช่างหนักอึ้งและสงบนิ่งจนน่ากลัว ผมจ้องมองออกไปในความมืดมิดของทุ่งหญ้า พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ ของใครบางคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ชายคนนั้นสวมหมวกปีกกว้างที่ผมคุ้นตาเป็นอย่างดี เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับว่าเขากำลังรอคอยเวลาที่เหมาะสม หัวใจของผมกระตุกวาบเมื่อชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์เผยให้เห็นใบหน้าที่เหี่ยวย่นและรอยยิ้มที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด รินเดินออกมาสมทบที่ชานบ้าน เธอหยุดนิ่งไปทันทีเมื่อเห็นบุคคลที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้นั้น "เขาตามมาถึงนี่ได้ยังไง..." รินกระซิบด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านกว่าเดิม เขายกมือขึ้นโบกช้าๆ ก่อนจะเดินก้าวเข้ามาในแสงสลัวของโคมไฟที่ชานบ้าน มือที่ถือของบางอย่างไว้แน่นเขยื้อนตามจังหวะการเดิน ผมก้าวไปข้างหน้าเพื่อขวางหน้าริน แต่เขากลับหยุดยืนเพียงแค่ระยะไม่กี่ก้าว พร้อมกับวางวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนพื้นไม้ เสียงที่ดังขึ้นเมื่อวัตถุนั้นกระทบพื้น ทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น มันคือกล้องถ่ายรูปตัวเก่าที่ผมเคยทำหายไปเมื่อหลายปีก่อน... กล้องที่บรรจุความลับทั้งหมดของครอบครัวผมเอาไว้ "ลุงสมหมาย..." ผมเรียกชื่อนั้นออกไปอย่างแผ่วเบา โดยที่ชายคนนั้นเพียงแค่พยักหน้าและส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้ผมต้องหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเฝ้ามองมหานครไร้เงาไปพร้อมกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%