“ก้มลง! อย่าหันกลับไปมอง!”
ผมตะโกนก้อง เสียงนั้นแทรกผ่านความเงียบงันของปลายสะพานลอยที่ดูเหมือนจะทอดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด มือข้างหนึ่งของผมกระชากแขนรินจนร่างของเธอเซถลามาหลบอยู่หลังเสาปูนขนาดใหญ่ ส่วนมืออีกข้าง... ผมกอดกล้อง Leica ตัวเก่งไว้แนบอก สัญชาตญาณช่างภาพในตัวร่ำร้องให้ผมยกมันขึ้น บันทึกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า ภาพของชายชุดดำสามคนที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากเงามืดของมหานคร แต่นิ้วชี้ของผมกลับแข็งค้าง
รินตัวสั่นเทา ลมหายใจของเธอหอบถี่จนได้ยินเสียงแผ่วๆ เหมือนสัตว์บาดเจ็บ เธอกำชายเสื้อผมแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“วิน... แฟ้มสีน้ำเงินนั่น...” เธอพึมพำ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ถ้าพวกเขาได้มันไป ชีวิตฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้ว”
ผมเหลือบมองชายชุดดำทั้งสาม พวกเขาไม่ได้รีบร้อน ความนิ่งเฉยของพวกเขาน่ากลัวกว่าการตะคอกขู่เข็ญ มันคือความมั่นใจของผู้ล่าที่รู้ว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้น แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาตึกข้างๆ วูบไหวสะท้อนกับแฟ้มสีน้ำเงินในมือชายคนกลาง ราวกับมันเป็นเครื่องสังเวยที่กำลังรอเวลาจะถูกนำไปทำลาย
กล้องในมือผมหนักอึ้งราวกับก้อนหิน หากผมยกมันขึ้น ผมจะได้ภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต ภาพที่จะการันตีรางวัลระดับโลก และความสำเร็จที่ผมเคยถวิลหา แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมเห็นภาพย้อนกลับไปในอดีต... ภาพที่ผมเคยเลือกยืนมองเหตุการณ์ในครอบครัวผ่านเลนส์ จนกระทั่งทุกอย่างพังทลายลงเพราะความนิ่งดูดายของตัวผมเอง
วิน... นายจะเลือกอะไร? ศิลปะที่ไร้ชีวิต หรือชีวิตของคนตรงหน้า?
ผมตัดสินใจในจังหวะที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ผมไม่ได้ยกกล้องขึ้น แต่กลับยัดมันลงในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่สะพายอยู่ แล้วคว้าข้อมือรินไว้แน่น
“ฟังผมนะริน” ผมกระซิบข้างหูเธอ เสียงของผมหนักแน่นพอที่จะเรียกสติ “วิ่งไปทางบันไดหนีไฟด้านซ้าย ห้ามหันกลับมา จนกว่าจะถึงรถของผม เข้าใจไหม?”
“แล้วคุณล่ะ?” รินเงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็มีความหวังที่ปนเปอยู่
“ผมจะถ่วงเวลาให้” ผมตอบสั้นๆ ไม่รอให้เธอทักท้วง ผมผลักร่างเธอให้ขยับออกไป ก่อนจะคว้าขวดน้ำเปล่าที่วางอยู่ใกล้ๆ ขว้างออกไปสุดแรงให้กระแทกกับพื้นคอนกรีตฝั่งตรงข้าม
*เพล้ง!*
เสียงแก้วแตกดึงความสนใจจากชายชุดดำทั้งสามทันที พวกเขาหันขวับไปยังทิศทางนั้น ผมฉวยโอกาสนั้นกระชากตัวรินออกไปจากมุมอับ พลางส่งสัญญาณให้เธอวิ่งไปตามเส้นทางที่วางไว้ ส่วนผม... ผมเลือกที่จะก้าวออกมาจากหลังเสา ยืนเด่นเป็นเป้าสายตาอยู่กลางสะพาน
ชายคนกลางหยุดชะงัก สายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งมองมาที่ผม เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าให้พวกอีกสองคนแยกตัวออกล้อมกรอบผมไว้ ชายคนหนึ่งควักวัตถุสีเงินแวววาวออกมาจากเสื้อสูท แสงไฟนีออนตกกระทบคมมีดจนเกิดประกายวิบวับ
“แกไม่ควรยุ่งกับสิ่งที่แกไม่เข้าใจ ช่างภาพ” ชายคนกลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผมขนลุก
“ผมก็แค่คนผ่านทางที่บังเอิญเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่อยากให้เห็น” ผมตอบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แม้ในใจจะประเมินระยะห่างระหว่างผมกับขอบสะพานไว้แล้ว
“โลกนี้ไม่ได้ต้องการความจริงหรอกนะ ต้องการแค่ความเงียบ” เขาเดินเข้ามาหาผมก้าวหนึ่ง ทุกจังหวะเท้าคือความกดดันที่ถาโถมเข้ามา
ผมไม่ได้กลัวตายเท่ากับการสูญเสียโอกาสที่จะช่วยริน ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา ไม่หลบ ไม่ถอย สายตาของผมเปลี่ยนไป ไม่ใช่มุมมองของนักบันทึกภาพที่มองโลกอย่างห่างเหิน แต่มันคือสายตาของคนที่พร้อมจะปกป้องสิ่งที่ตนเองรัก แม้จะต้องแลกด้วยทุกอย่างที่มี
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นมาจากฝั่งทางออกที่รินเพิ่งวิ่งหนีไป ตามด้วยเสียงตะโกนที่ทำเอาหัวใจผมหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม
“หยุดเดี๋ยวนี้! ตำรวจ!”
ทว่า... เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่เครื่องแบบที่ใครๆ คาดหวัง มันเป็นเสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยอย่างประหลาด ชายคนกลางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองต้นเสียง และวินาทีนั้นเองที่ผมเห็นใบหน้าของคนมาใหม่ชัดเจน—ชายวัยกลางคนที่ดูทรุดโทรม แต่แววตานั้นกลับเฉียบคมและเต็มไปด้วยความแค้นที่ผมไม่ได้เห็นมานานนับสิบปี
เขาก้าวออกมาจากเงามืด มือข้างหนึ่งถือกระบอกปืนสั้นจ่อตรงมาที่ชายชุดดำ พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวบนใบหน้าที่รอยแผลเป็นนั้นตอกย้ำความผิดพลาดในอดีตของผม
“ลุงสมหมาย?” ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
ลุงสมหมายไม่ได้หันมามองผม เขายังคงจ้องไปที่ชายชุดดำด้วยแววตาที่ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย “วางแฟ้มลงซะ... ไม่อย่างนั้น ความลับที่พวกแกเก็บไว้ในเมืองนี้ จะถูกเปิดโปงพร้อมกับเลือดของพวกแกที่นี่แหละ”
วินาทีนั้น ความจริงที่รินพยายามปกปิดและความลับที่ผมพยายามค้นหาดูเหมือนจะบรรจบกันในจุดที่อันตรายที่สุดบนสะพานแห่งนี้ ลุงสมหมายก้าวเข้ามาหาชายชุดดำอีกหนึ่งก้าว นิ้วของเขาแตะอยู่ที่ไกปืนอย่างมั่นคง ขณะที่บรรยากาศบนสะพานพุ่งขึ้นสู่จุดเดือดจนแทบจะระเบิดออกในวินาทีถัดไป
ผมมองภาพนั้นด้วยความมึนงง พลางคิดในใจว่า มิตรภาพที่ผมสร้างมากับคนเก็บขยะข้างถนนคนนี้ แท้จริงแล้วเขามีตัวตนที่ซ่อนเร้นอะไรกันแน่ และที่สำคัญกว่านั้น... รินที่วิ่งหนีไปแล้วล่ะ เธอหายไปไหนในจังหวะที่ความตายกำลังขยับเข้ามาใกล้ผมขนาดนี้?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของผมและรินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ด้วยนะครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 24
เลนส์ที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!