"พอแล้ววิน... ฉันพอแล้วจริงๆ"
เสียงของรินแหบพร่า สั่นไหวราวกับสายกีตาร์ที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะจนเกือบจะขาดผึง เธอไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาของรินเหือดแห้งไปตั้งแต่วินาทีที่จดหมายทวงถามจากธนาคารฉบับล่าสุดวางลงบนโต๊ะทำงาน เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีซีดในร้านข้าวต้มรอบดึกที่เงียบเชียบ ผิวหน้าของเธอซีดเผือดราวกับกระดาษที่ถูกเขียนด้วยหมึกจางๆ
ผมมองดูมือของเธอที่กำแก้วน้ำจนสั่น ผมวางกล้องคู่ใจลงบนโต๊ะ แสงไฟนีออนจากหน้าร้านกะพริบถี่ๆ เหมือนจังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติของคนในเมืองนี้
"ริน ฟังผมนะ" ผมพยายามคุมเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะรู้ดีว่าคำปลอบประโลมมักไร้ความหมายในวันที่ความหวังถูกตัดขาด "เมืองนี้มันอาจจะโหดร้าย แต่มันไม่ได้ปิดตายทุกทางเดินหรอกครับ"
รินเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอว่างเปล่าจนน่าใจหาย เธอไม่ได้มองมาที่ผม แต่เธอมองทะลุผ่านตัวผมไปที่กระจกหน้าร้าน ซึ่งภาพสะท้อนของคนเดินถนนที่เร่งรีบในยามวิกาลดูเหมือนฝูงมดที่กำลังดิ้นรนอยู่ในภาชนะปิดตาย
"นายพูดง่ายเพราะนายแค่เฝ้ามอง แต่นายไม่ได้เป็นคนที่กำลังจะจมน้ำตาย" รินแค่นยิ้มที่มุมปาก มันเป็นยิ้มที่เจ็บปวดกว่าการร้องไห้ "แม่ต้องการเงินก้อนนั้น พ่อต้องการคนดูแลที่ฉันให้ไม่ได้ เจ้าหนี้ต้องการตัวฉัน และที่ทำงาน... พวกเขาต้องการเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย วิน... นายบอกฉันทีสิ ในเมืองที่เต็มไปด้วยไฟสว่างไสวขนาดนี้ ทำไมฉันถึงไม่เห็นแม้แต่เงาของความหวังของตัวเองเลย"
ผมหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดมวนบุหรี่ ก่อนจะวางลงบนที่เขี่ยบุหรี่โดยไม่ได้สูบ กลิ่นควันจางๆ ลอยคละคลุ้งกับกลิ่นแกงจืดในร้าน "เพราะเรามัวแต่มองหาแสงสว่างจากข้างนอกไงครับริน พอแสงนั้นมันส่องไม่ถึง เราเลยคิดว่าเรามืดบอด แต่จริงๆ แล้ว ชีวิตคนเราไม่ได้วัดกันที่ไฟส่องทางหรอกนะ แต่วัดกันที่ว่าเรายังกล้าเดินกะเผลกต่อไปได้ไหมในวันที่ไม่มีไฟเลยแม้แต่ดวงเดียว"
"ถ้าการกะเผลกต่อไปหมายถึงการทรมานตัวเองให้ตายลงช้าๆ ล่ะ?" รินถามสวนกลับ เสียงของเธอคมกริบจนผมชะงัก
บรรยากาศในร้านเงียบลงจนได้ยินเสียงมอเตอร์ของตู้แช่เครื่องดื่มที่ครางหึ่งๆ อยู่เบื้องหลัง ลุงสมหมาย ชายชราที่เก็บของเก่าซึ่งนั่งอยู่มุมมืดของร้านมานานขยับตัวเล็กน้อย แกไม่ได้หันมามองเรา แต่เสียงพึมพำของแกดังผ่านความเงียบเข้ามา
"ต้นไม้ที่ขึ้นบนคอนกรีต มันไม่ได้ต้องการน้ำจากฟ้าหรอกหนู... มันแค่ต้องการเวลาให้รากมันชอนไชหาช่องว่างเล็กๆ ในหินให้เจอ แล้วพอถึงวันหนึ่ง มันก็จะระเบิดหินนั้นให้แตกกระจายเองนั่นแหละ" ลุงสมหมายพูดเบาๆ เหมือนคุยกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับเรา
รินจ้องมองแก้วน้ำในมือ เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเธอเหมือนคนไร้วิญญาณ "รากของฉันมันเน่าไปหมดแล้วลุง... วันนี้ฉันมาที่นี่เพื่อบอกลา"
ผมรีบลุกขึ้นตาม "จะไปไหนริน?"
"ไปที่ที่ฉันไม่ต้องเป็นหนี้ใคร ไม่ต้องแบกความคาดหวังของใคร... ไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อฉันอีก" รินหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเธอสงบนิ่งอย่างน่ากลัว "ขอบคุณนะวินที่อยู่เป็นเพื่อน แต่นายหยุดฉันไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้ ฉันเดินมาถึงจุดที่ไม่มีทางไปต่อแล้วจริงๆ"
เธอก้าวเดินออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงอากาศที่เย็นเยียบและกลิ่นน้ำมันเครื่องจากรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งผ่านหน้าร้านไป ผมรีบคว้ากล้องวิ่งตามเธอออกไปที่ถนนใหญ่ ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสายบางๆ ผสมกับแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องจนตาพร่า
ผมเห็นรินหยุดยืนอยู่บนสะพานลอยคนข้ามที่ทอดตัวยาวข้ามถนนสายหลัก รถราด้านล่างวิ่งขวักไขว่เหมือนกระแสเลือดที่ไหลเวียนไม่หยุด รินก้าวขึ้นไปยืนบนขอบทางเดิน เธอหันมองลงไปเบื้องล่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการตัดสินใจ
"ริน! อย่าทำแบบนั้น!" ผมตะโกนแข่งกับเสียงลมและเสียงเครื่องยนต์
รินหันกลับมามองผม ใบหน้าของเธอไร้ความกังวลอย่างประหลาด เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วโยนมันลงไปบนถนนเบื้องล่าง โทรศัพท์แตกละเอียดกลายเป็นเศษพลาสติกทันทีที่ล้อรถบรรทุกคันหนึ่งเหยียบผ่าน
เธอกำลังจะก้าวข้ามราวสะพาน แต่ทว่า... จู่ๆ มีมือปริศนาจากเงามืดของเสาสะพานลอย คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเธออย่างแรง! รินสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดกลับมาจนชนเข้ากับแผงเหล็กกั้น
ชายในชุดเสื้อโค้ทสีเข้ม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ใต้ปีกหมวกปีกกว้าง เขาดึงตัวรินออกมาจากขอบสะพานด้วยพละกำลังมหาศาล รินหอบหายใจรัวด้วยความตกใจ ส่วนผมหยุดกึกอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวเมื่อเห็นชายคนนั้นหันมาสบตาผม
"อย่าเพิ่งรีบตายตอนนี้เลยแม่หนู..." ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่คุ้นหูอย่างประหลาด "เพราะคนที่ตามล่าหนูอยู่... เขาเพิ่งจะก้าวขึ้นมาบนสะพานนี้จากอีกฝั่งหนึ่งเมื่อสักครู่นี้เอง"
ผมมองผ่านไหล่ของเขาไป และที่ปลายสะพานอีกด้าน ผมเห็นเงาร่างของชายสามคนในชุดสูทสีดำสนิทกำลังก้าวเข้ามาหาเราด้วยจังหวะที่เงียบเชียบแต่หนักแน่น และในมือของชายคนกลาง... คือเอกสารแฟ้มสีน้ำเงินที่รินเคยบอกผมว่ามันคือ 'จุดจบ' ของชีวิตเธอ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินผ่านคืนอันมืดมิดไปพร้อมกับ "คนมองเมือง" นะครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 23
จุดที่ไม่มีทางไป
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!