"คุณรินครับ... ผมว่าเราคุยกันเรื่องตัวเลขในโปรเจกต์นี้ให้มันชัดเจนดีกว่านะ ก่อนที่มันจะกลายเป็นความเสียหายที่มากกว่าแค่เรื่องของคนคนเดียว"
เสียงของหัวหน้าแผนกดังแทรกผ่านความเงียบของห้องประชุมที่เย็นเฉียบด้วยแอร์คอนดิชันเนอร์ รินกำปากกาในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอไม่ได้มองหน้าเขา แต่มองไปที่กราฟเส้นสีแดงที่พุ่งดิ่งลงเหวบนจอโปรเจกเตอร์—เส้นกราฟที่เธอรู้ดีว่าถูกปรับแต่งเพื่อบีบให้เธอตกเป็นแพะรับบาปเพียงผู้เดียว
รินสูดลมหายใจลึก กลิ่นกาแฟจางๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อสูทของเธอกลายเป็นกลิ่นแห่งความอึดอัด เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับคนตรงข้ามด้วยแววตาที่พยายามประคองความนิ่งไว้ให้ถึงที่สุด
"ดิฉันทำตามข้อมูลที่คุณอนุมัติมาตั้งแต่วันแรกนะคะ" รินตอบ เสียงของเธอเรียบสนิท แต่มั่นคง "ถ้าวันนี้ผลลัพธ์มันผิดพลาด เราควรย้อนกลับไปดูบันทึกการสั่งงาน ไม่ใช่การพยายามหาที่ว่างในตารางงานของดิฉันเพื่อวางความรับผิดชอบนี้ไว้"
หัวหน้าแผนกหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความปรานี เขายันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้ตัวยาวมาหยุดอยู่ข้างหลังเธอ แรงกดดันจากบุคคลที่ยืนเหนือกว่าทำให้รินรู้สึกหายใจไม่ออก
"ความยุติธรรมในเมืองนี้มันก็เหมือนเศษฝุ่นในซอกตึกนั่นแหละครับริน ลอยไปมา ไม่มีใครเห็นหรอกถ้าไม่มีใครอยากจะมอง" เขาโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง "เซ็นชื่อในบันทึกความผิดพลาดฉบับนี้เสีย แล้วคุณจะยังได้นั่งทำงานในออฟฟิศสวยๆ แห่งนี้ต่อไป แต่ถ้าไม่... ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกนับพันที่รอเสียบแทนคุณ โดยไม่ถามหาความยุติธรรมด้วยซ้ำ"
รินวางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงดังกริ๊กเบาๆ แต่กลับดังก้องในความรู้สึกของเธอ มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือจุดแตกหักที่เธอกลั้นไว้มานานหลายปี ความกดดันเรื่องหนี้สินของที่บ้านที่บีบคั้นให้เธอต้องยอมก้มหัวให้ความไม่ถูกต้องมาตลอด บัดนี้มันดูเล็กลงเมื่อเทียบกับศักดิ์ศรีที่กำลังถูกเหยียบย่ำ
"ถ้าการรักษาเก้าอี้ตัวนี้ ต้องแลกด้วยการขายวิญญาณให้คนอย่างคุณ..." รินลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับเขาโดยตรง "ดิฉันว่าดิฉันยอมตกงานเสียยังจะดีกว่า"
เธอก้าวเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่หันกลับไปมองความตื่นตระหนกบนใบหน้าของคนในห้อง ความเงียบที่ตามหลังมานั้นน่ากลัว แต่มันกลับทำให้รินรู้สึกถึงน้ำหนักของก้าวเดินที่อิสระเป็นครั้งแรก
เย็นวันนั้น รินก้าวเข้าไปในร้านกาแฟประจำของวินด้วยสภาพที่แทบหมดแรง เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม สายตาที่เคยดูเข้มแข็งบัดนี้กลับพร่ามัวด้วยความเหนื่อยล้า เธอไม่ได้สังเกตเห็นอาการผิดปกติของวินที่นั่งอยู่มุมห้อง เขาดูเหมือนคนสติหลุด ลอยเคว้งคว้างไปกับอดีตที่หวนกลับมาทักทาย
"วิน... วันนี้ฉันเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบถ่ายภาพต้นไม้มากกว่าคน" รินเอ่ยขึ้นเบาๆ โดยไม่ได้เงยหน้ามองเพื่อนชาย "อย่างน้อยต้นไม้มันก็ไม่โกหก เพื่อจะทำลายชีวิตใคร"
วินไม่ได้ตอบ เขายังคงมองไปยังบานกระจกหน้าร้านด้วยสายตาที่ว่างเปล่า รอยร้าวในออฟฟิศของรินอาจเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตเธอ แต่มันกลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความวุ่นวาย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญ—ร่างเงาของชายที่เขาเคยส่งลงหลุมศพเมื่อห้าปีก่อน กำลังหยุดยืนอยู่หน้าประตูร้าน มือของชายคนนั้นเอื้อมมาผลักบานประตูจนเกิดเสียงกระดิ่งดังกริ๊ง
วินตัวชาวาบอีกครั้ง เมื่อเห็นชายคนนั้นก้าวเข้ามา แสงไฟหน้าร้านสาดส่องลงบนใบหน้าของแขกผู้มาเยือนคนนั้นอย่างชัดเจน ดวงตาที่ไร้แววของชายคนนั้นจ้องมองตรงมาที่เขา ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ทำให้วินรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มลงตรงหน้า
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะวิน... นายดูตกใจนะที่เห็นคนตายกลับมาทวงความทรงจำคืน" ชายคนนั้นกล่าวพลางวางกล่องพัสดุสีดำลงบนโต๊ะตรงหน้าวิน "ฉันว่าถึงเวลาแล้วนะ ที่เราจะต้องคุยกันเรื่อง 'อุบัติเหตุ' ในวันนั้นเสียที"
วินกำมือแน่นจนสั่นสะท้าน เขารู้สึกถึงรอยร้าวในชีวิตของตัวเองที่ขยายตัวกว้างขึ้นเสียยิ่งกว่าเหตุการณ์ของริน และในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็รู้ว่าความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ กำลังจะถูกขุดขึ้นมาด้วยมือของคนที่ไม่มีวันตาย
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวชีวิตของคนเมืองไปกับผมนะครับ คนมองเมืองครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 5
รอยร้าวในออฟฟิศ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!