"คุณลืมอะไรไว้ที่นี่หรือเปล่าครับ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่แหบพร่าของชายแปลกหน้าคนนั้นดังขึ้น ท่ามกลางเสียงฮัมเพลงของตู้แช่เครื่องดื่มที่ฟังดูเสียดแทงประสาท วินหยุดชะงัก ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับถูกสาป สายตาของเขายังคงจ้องเขม็งไปที่วัตถุในมือของชายคนนั้น—กล้อง Leica M3 ตัวที่เขาเคยคิดว่าสาบสูญไปพร้อมกับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลายของครอบครัว
วินค่อยๆ หันกลับไป ความเย็นจากประตูตู้แช่ที่เปิดทิ้งไว้ปะทะกับแผ่นหลัง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลังของเขา ชายคนนั้นสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีซีดที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหมวกแก๊ปสีเข้ม และดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ดูเหมือนกำลังอ่านทะลุถึงก้นบึ้งของความรู้สึกผิดที่วินพยายามฝังกลบมาตลอดหลายปี
"นั่น... คุณเอามาจากไหน" วินเค้นเสียงถาม มือที่ถือตะกร้าใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสั่นเทาจนเสียงถ้วยพลาสติกกระทบกันเบาๆ
ชายคนนั้นไม่ตอบในทันที เขาวางกล้องลงบนเคาน์เตอร์ของร้านสะดวกซื้ออย่างใจเย็น ราวกับมันเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าที่เก็บได้ข้างทาง เขายกกาแฟกระป๋องในมือขึ้นจิบก่อนจะหันมามองวินเต็มตา แววตาของเขาไม่ได้มีความดุร้าย แต่มันกลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย
"ของที่ถูกลืมมักจะมีที่ของมันเสมอครับคุณช่างภาพ" เขาเอ่ยพลางยิ้มที่มุมปาก "ไม่ว่าจะตั้งใจทิ้ง หรือตั้งใจทำหล่นหายไปในวันที่ฝนตกหนักเมื่อห้าปีก่อนก็ตาม"
วินรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกพรากไปจากปอด เขาจำวันนั้นได้แม่น วันที่เขาตัดสินใจทิ้งกล้องตัวนี้ลงในถังขยะสาธารณะเพียงเพราะไม่อยากเห็นภาพความสุขที่ไม่มีวันหวนคืนผ่านช่องมองภาพอีกต่อไป การที่กล้องตัวนี้กลับมาปรากฏตรงหน้า ไม่ต่างอะไรกับการถูกขุดคุ้ยบาดแผลที่เริ่มตกสะเก็ดให้กลับมาเหวอะหวะอีกครั้ง
"ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร..." วินพยายามคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด "แต่ถ้าจะเอามาข่มขู่กัน ผมว่าคุณเข้าใจผิดคนแล้ว"
รินที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากโซนของใช้ส่วนตัว หยุดกึกอยู่ตรงนั้น เธอสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติของวิน—ผู้ชายที่ดูสุขุมและเย็นชามาตลอดในสายตาเธอ กำลังยืนหน้าซีดเผือดราวกับคนเห็นผี เธอตัดสินใจก้าวเข้ามาแทรกกลางสถานการณ์นั้นทันที
"มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าคะ... เอ้อ ขอโทษครับ" รินเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นสายตาที่วินหันมามองเป็นการปราม
"ไม่มีอะไรครับริน" วินตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปหาชายแปลกหน้าอีกครั้ง "คุณต้องการอะไร"
ชายคนนั้นวางกล้องลงตรงหน้าวิน แล้วเลื่อนมันมาหาเขาช้าๆ "ฟิล์มในนี้ยังไม่เคยถูกล้างนะครับ และผมเชื่อว่าคุณคงยังไม่กล้าพอมือที่จะกดชัตเตอร์ครั้งต่อไป... จนกว่าคุณจะรู้ว่าในภาพสุดท้ายที่ค้างอยู่ในม้วนนั้น มันบันทึกอะไรเอาไว้"
บรรยากาศในร้านสะดวกซื้อเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงแอร์ที่ดังหึ่งๆ รินมองกล้องตัวเก่าสลับกับวินด้วยความสงสัย เธอพอจะเดาออกว่ากล้องตัวนี้มีความหมายกับวินมากเพียงใด แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจคือ 'ความลับ' ที่ชายคนนี้พูดถึง
"ทำไมคุณถึงเก็บมันไว้" วินถาม เสียงของเขาเริ่มมีความสั่นเครือที่ปิดไม่มิด "คุณเป็นคนเก็บของเก่าแถวนี้งั้นเหรอ"
"ผมเป็นเพียงแค่คนส่งสารที่เดินทางช้าไปหน่อยครับ" ชายคนนั้นกล่าวพลางหยิบกระเป๋าใบเก่าขึ้นมาสะพาย "มหานครนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะให้คนคนหนึ่งแบกความทรงจำทั้งหมดไว้เพียงลำพัง วิน... ชีวิตคนเราไม่ได้วัดกันที่ว่าเราถ่ายรูปได้สวยแค่ไหน แต่วัดกันที่ว่าเรากล้าจะมองความจริงที่ติดอยู่ในฟิล์มได้นานแค่ไหนต่างหาก"
ชายแปลกหน้าเดินผ่านไหล่ของวินไป แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นประตูร้าน เขาหยุดชะงักและพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับมามอง
"เช็คดูที่ฝาหลังให้ดีนะครับ... สิ่งที่หายไปไม่ได้มีแค่ภาพถ่าย แต่มันคือคำตอบที่ใครบางคนฝากไว้ให้คุณก่อนที่เขาจะหายไปตลอดกาล"
กระดิ่งหน้าประตูร้านส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งต้อนรับการออกไปของชายคนนั้น ทิ้งให้วินยืนนิ่งงันอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เขาค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะกล้อง Leica ตัวนั้น ผิวสัมผัสของโลหะที่เย็นเฉียบนำพาความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาดั่งพายุคลั่ง
"วิน... คุณโอเคไหม" รินวางมือลงบนไหล่เขาเบาๆ สัมผัสของเธอทำให้วินรู้สึกตัว
"ผมเกลียดมัน" วินพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนตัวกล้อง "ผมเกลียดที่มันกลับมา... ผมพยายามหนีจากอดีตมาตลอด แต่เมืองนี้มันไม่เคยปล่อยให้เราหนีพ้นเลยใช่ไหม"
รินไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ยืนเคียงข้างเขาในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ของร้านสะดวกซื้อ แสงไฟฟลูออเรสเซนต์เหนือหัวกะพริบถี่ๆ เหมือนกำลังจะดับลง ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง วินตัดสินใจเปิดฝาหลังของกล้องออกตามคำบอกของชายแปลกหน้าอย่างใจเด็ดเดี่ยว
ภายในนั้นไม่มีฟิล์มม้วนเดิมที่เขาคิดไว้... แต่มันมีกระดาษโน้ตสีเหลืองซีดแผ่นหนึ่งพับอยู่อย่างประณีต เขาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกด้วยความระมัดระวัง หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นลายมือที่คุ้นตา ลายมือที่เขาไม่ได้เห็นมาตลอดห้าปี ลายมือของคนที่เขาคิดว่า 'จากไป' เพราะความผิดพลาดของเขาเอง
'ถ้าเจ้าได้อ่านบันทึกนี้ แสดงว่าเจ้ายังไม่ตาย... แต่ข้ากำลังจะไปในที่ที่เจ้าตามไม่ทัน'
วินตัวชาวาบ มือที่ถือกระดาษสั่นจนแทบจะทำมันร่วง ความเงียบงันรอบกายถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เดินตรงเข้ามาในร้าน และเมื่อวินเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนในกระจกหน้าร้าน เขาก็ต้องหยุดหายใจ... เพราะคนที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน คือคนที่เขามั่นใจว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน!
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในมหานครที่ไม่มีเงาแห่งนี้ หวังว่าท่านจะยังไม่ถอดใจจากความจริงที่กำลังจะเปิดเผยในตอนถัดไปนะครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 4
บทสนทนาใต้ไฟสลัว
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!