มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 3

กลิ่นอายของเมือง

ผลงานโดย คนมองเมือง
"ถ้ามึงจะถ่ายรูปขยะ ก็ถ่ายให้มันเห็นหนอนที่ไชอยู่ในนั้นด้วยสิไอ้วิน จะได้รู้ว่าใต้ความศิวิไลซ์เนี่ย มันไม่ได้มีแค่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงหรอก" ลุงสมหมายเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจของตลาดสดตอนใกล้รุ่ง มือที่หยาบกร้านจากการกรำงานหนักคว้าขวดพลาสติกขึ้นมาบี้ให้แบนก่อนโยนลงในกระสอบป่าน มืออีกข้างคว้าไม้คีบเหล็กยาวขึ้นมาเคาะพื้นถนนอย่างจังหวะจะโคน เขาไม่ได้หันมามองผม แต่คำพูดนั้นทำเอาชัตเตอร์ในมือผมชะงักค้างไปชั่วขณะ ผมยืนอยู่ตรงรอยต่อของความมืดและแสงไฟนีออนสลัวๆ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นขยะเน่าเหม็นอบอวลจนแสบจมูก นี่คือ ‘รูหนู’ ของมหานครที่คนส่วนใหญ่เดินผ่านไปโดยไม่คิดจะปรายตามอง ผมหยิบกล้อง Leica ตัวเก่งขึ้นมาแนบตาอีกครั้ง โฟกัสไปที่เงาสะท้อนในแอ่งน้ำขังใต้เท้าลุงสมหมาย ภาพสะท้อนของตึกระฟ้าใจกลางเมืองดูบิดเบี้ยวและแตกสลายอยู่ในน้ำครำนั้น "ลุงรู้ไหม... บางทีสิ่งที่ผมอยากถ่าย ไม่ใช่แค่ความเละเทะ แต่มันคือความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเละเทะนั้นต่างหาก" ผมตอบกลับไปพลางกดชัตเตอร์รัว ลุงสมหมายหยุดมือ หันมามองผมด้วยดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนขุ่นมัว "ชีวิตมันไม่ได้สวยหรูเหมือนในเลนส์ของมึงหรอกนะไอ้หนุ่ม คนพวกนี้ไม่ได้ต้องการให้ใครมาบันทึกความทุกข์หรอก พวกเขาต้องการแค่เงินสิบบาทเอาไว้ซื้อข้าวกรอกหม้อให้ลูกเมียก็เท่านั้น" ผมลดกล้องลง สบตากับชายชราตรงหน้า ลึกเข้าไปในแววตาของเขามีความว่างเปล่าที่ดูน่ากลัว มันเป็นความว่างเปล่าแบบเดียวกับที่ผมรู้สึกเมื่อตอนที่ปล่อยมือจากครอบครัวในวันที่ทุกอย่างพังทลาย ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างเรา มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ของรถส่งผักที่เร่งเครื่องผ่านไปดังสนั่น "ลุงเคยอยากหายไปไหมครับ... แบบว่าหายไปเฉยๆ โดยไม่มีใครต้องรับรู้ว่าเราเคยอยู่ที่นี่" ผมถามออกไปโดยไม่ตั้งตัว ลุงสมหมายหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งราวกับกิ่งไม้หัก "มึงน่ะเหรอที่คิดแบบนั้น? ดูจากเสื้อผ้ากับท่าทาง มึงก็แค่คนหลงทางที่เข้ามามองดูชีวิตคนอื่นจากมุมสูง แต่เชื่อเถอะ ถ้ามึงได้ลองลงไปนอนใต้สะพานลอยสักคืน มึงจะรู้ว่าการหายไปมันเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับคนอย่างพวกเรา" เขาเดินลากกระสอบผ่านผมไป ทิ้งให้ผมยืนนิ่งท่ามกลางกลิ่นอายของเมืองที่ผมพยายามจะทำความเข้าใจ ผมเดินตามเขาไปเรื่อยๆ จนถึงตรอกแคบๆ ที่มีเพิงพักชั่วคราวสร้างจากแผ่นสังกะสีและผ้าใบเก่าๆ ที่นี่คือหลังบ้านของเมืองใหญ่ ที่ซึ่งชีวิตถูกย่อส่วนลงเหลือเพียงแค่การเอาตัวรอดไปวันต่อวัน ในมุมมืดของตรอกนั้น ผมเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ เธอสวมเสื้อเชิ้ตทำงานสีขาวที่ยับย่นและหมองคล้ำ ผมเผ้าพะรุงพะรังผิดกับภาพพนักงานออฟฟิศที่ผมเคยเห็นผ่านตาในห้างสรรพสินค้า เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ผมแทบหยุดหายใจ ริน... เธอนั่งอยู่ตรงนั้น แววตาที่เคยฉายความเข้มแข็งบัดนี้ดูเปราะบางจนเหมือนจะแตกสลายได้เพียงแค่ลมพัดผ่าน ในมือของเธอมีสมุดบัญชีเล่มหนึ่งที่ถูกขีดฆ่าด้วยปากกาสีแดงจนแทบอ่านไม่ออก เธอไม่ได้สังเกตเห็นผมจนกระทั่งผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้จนเกิดเสียงดังกรอบแกรบจากเศษแก้วบนพื้น "วิน...?" เสียงของเธอสั่นเครือ แต่มันไม่ใช่ความตกใจ มันคือความเหนื่อยล้าที่เกาะกินหัวใจจนไม่เหลือแรงจะปกปิดอะไรอีกต่อไป "ริน คุณมาทำอะไรที่นี่?" ผมถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมไม่ให้สั่น เธอยิ้มให้ผม เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "ฉันก็แค่... มาดูว่าถ้าฉันหายไปจากโลกของคนทำงานที่ต้องใส่สูทผูกไท โลกมันจะยังหมุนต่อไหม วิน... ฉันเหนื่อยจนไม่รู้จะหายใจยังไงแล้ว" ผมก้าวเข้าไปหาเธอ แต่ก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากปากทางเข้าตรอก พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดเข้ามาจนตาพร่า เสียงชายฉกรรจ์ในชุดดำสนิทดังขึ้นจากความมืดข้างหลังเรา "คุณวินครับ... พวกผมตามหาคุณมานานมาก ท่านฝากบอกว่าถ้าคุณยังไม่ยอมหยุดยุ่งกับเรื่องในรูหนูพวกนี้ ของที่ระลึกชิ้นต่อไปที่จะส่งถึงบ้านคุณ อาจจะไม่ใช่แค่กระดาษเปล่าๆ เหมือนคราวที่แล้วนะครับ" หัวใจผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อหันกลับไปมองสิ่งที่ชายคนนั้นถืออยู่ในมือ มันคือกล้องฟิล์ม Leica ตัวเก่าที่ผมคิดว่าผมทำหายไปเมื่อหลายปีก่อน กล้องที่บรรจุฟิล์มม้วนสุดท้ายของครอบครัวผมเอาไว้ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในมหานครที่เต็มไปด้วยความลับนี้นะครับ ทุกการอ่านคือแรงผลักดันให้ผมยังคงบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ต่อไปครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%