“เลิกมองผมด้วยสายตาแบบนั้นสักทีริน มันไม่ได้ช่วยให้หนี้ก้อนนั้นหายไปหรอกนะ”
เสียงของวินดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในร้านกาแฟเล็กๆ ที่เขาใช้เป็นฐานที่มั่น ชายหนุ่มไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา หากแต่ดวงตาคมกริบหลังเลนส์กล้อง Leica ตัวเก่งกำลังจดจ่ออยู่กับการปรับโฟกัส ภาพสะท้อนในช่องมองภาพคือใบหน้าของรินที่ซีดเผือด ริมฝีปากที่เม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง บ่งบอกถึงความพยายามในการกลั้นอารมณ์ที่พุ่งพล่านอยู่ภายใน
รินวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันเบาๆ นั้นกลับฟังดูหนักอึ้งราวกับค้อนทุบลงบนใจของคนทั้งคู่ เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับเลนส์กล้องที่วินยกขึ้นมาบังใบหน้าของเขาไว้ เธอไม่ได้หลบตา แต่มันกลับเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจนเกือบจะยอมแพ้ต่อทุกสิ่ง
“ถ้าการมองของฉันมันทำให้คุณรำคาญใจขนาดนั้น ทำไมไม่ลองหันกล้องไปทางอื่นบ้างล่ะวิน... ทางอื่นที่ไม่ใช่ชีวิตของฉัน” รินเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือในตอนท้าย
วินลดกล้องลงช้าๆ เขาไม่ได้ถ่ายรูปเธอในจังหวะนี้ เขาเพียงแค่นั่งมองเธอผ่านช่องว่างของอากาศที่อัดแน่นไปด้วยความอึดอัด “ผมไม่ได้ถ่ายเพราะรำคาญ ริน แต่ผมถ่ายเพราะในขณะที่คนทั้งเมืองกำลังเร่งรีบเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ไม่มีอยู่จริง คุณกลับเป็นคนเดียวที่เลือกหยุดยืนนิ่งอยู่กลางพายุ ผมแค่พยายามเก็บเศษเสี้ยวของความจริงนั้นไว้ ก่อนที่มันจะถูกลบเลือนไปกับแสงไฟในเมืองนี้”
“ความจริงที่ว่าฉันกำลังจะล้มละลายหรือไง?” รินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “คุณอยากได้ภาพแบบไหนล่ะ ภาพที่ฉันร้องไห้ในห้องเช่าแคบๆ หรือภาพที่ฉันต้องตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้งเพื่อใช้หนี้ที่ฉันไม่ได้ก่อ? ถ้าอยากได้ภาพที่สมบูรณ์แบบเพื่อไปแสดงในงานนิทรรศการของคุณล่ะก็ บอกมาสิ ผมจะจัดท่าทางให้คุณเอง”
วินนิ่งไป เขารู้ดีว่าสิ่งที่รินพูดคือกลไกการป้องกันตัวจากการถูกจ้องมองจนรู้สึกเปลือยเปล่า เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นลุงสมหมายกำลังเข็นรถซาเล้งบรรทุกของเก่าผ่านหน้าร้านไป ชายชราคนนั้นดูเหมือนจะไม่มีตัวตนในสายตาของผู้คนที่เดินสวนทาง แต่ในเลนส์ของวิน ลุงสมหมายกลับดูมีน้ำหนักและคุณค่ามากกว่าสูทหรูหราที่เดินบนทางเท้าเสียอีก
“คุณไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวที่ผมอยากจะเล่าริน” วินขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง “คุณคือหลักฐานว่ามนุษย์เรายังมีความอดทนเหลืออยู่มากแค่ไหนต่างหาก ทุกครั้งที่คุณก้มหน้ายอมรับความจริงที่โหดร้ายโดยไม่โวยวาย ผมเห็นคุณค่าบางอย่าง... คุณค่าที่คนในเมืองนี้พยายามปิดบังไว้ภายใต้หน้ากากของความสำเร็จ”
รินนิ่งไปครู่ใหญ่ ความโกรธเคืองในแววตาค่อยๆ มอดดับลง เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้ง “คุณมองเห็นคนอื่นดีเสมอวิน แต่คุณเคยหันกลับมามองตัวเองบ้างไหม? คุณถ่ายรูปคนอื่นเพื่อหนีจากปมในใจของคุณเอง... การที่คนคนหนึ่งยอมปล่อยมือจากครอบครัวเพื่อมานั่งสังเกตชีวิตคนอื่นในเมืองที่ไม่มีเงาแบบนี้ คุณคิดว่ามันจะลบความผิดในใจคุณได้จริงๆ เหรอ?”
คำพูดนั้นราวกับมีดคมที่กรีดลงบนแผลเป็นที่วินพยายามกลบฝังไว้ เขาชะงัก กล้องในมือสั่นไหวเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขารู้สึกถึงความเปราะบางของตัวเอง เขาเป็นเพียงชายที่สร้างกำแพงขึ้นมาเพื่อกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่ริน... ผู้หญิงที่เขากำลังจับจ้องผ่านเลนส์ กลับมองทะลุผ่านกำแพงนั้นเข้ามาจนถึงแก่นแท้ของความอ้างว้าง
วินยกกล้องขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้มองผ่านมันเพื่อบันทึกภาพ แต่เขาใช้มันเป็นโล่กำบังสายตาที่สั่นไหวของตน “ผมยอมรับว่าผมหนี... แต่รินครับ เมืองนี้มันบีบให้เราต้องเลือกระหว่างการยอมจำนนต่ออดีต หรือการแกล้งทำเป็นว่าปัจจุบันนั้นสำคัญที่สุด ผมเลือกอย่างหลัง เพราะอย่างน้อย... ในวินาทีที่ผมกดชัตเตอร์ ชีวิตของคุณมันก็หยุดนิ่งและคงอยู่ตลอดไป”
เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในจังหวะที่รินหลับตาลง เป็นภาพที่วินรู้ดีว่ามันจะไม่ใช่แค่ภาพถ่ายทั่วไป แต่มันคือจดหมายเหตุของความเจ็บปวดที่เขาเฝ้าสังเกตมาตลอดหลายสัปดาห์
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบที่แสนหนักอึ้ง บุคคลในชุดสูทสีเทาเรียบกริบก้าวเข้ามาในร้าน สายตาของเขากวาดมองผ่านโต๊ะต่างๆ ก่อนจะมาหยุดลงที่โต๊ะของวินและริน ชายแปลกหน้าคนนั้นหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าถือ แล้วเดินตรงมาหาพวกเขาด้วยท่าทีที่เด็ดขาด
รินหน้าถอดสีทันทีที่เห็นหน้าชายคนนั้น เธอกำชายเสื้อของตัวเองแน่นจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือ วินสังเกตเห็นอาการนั้นและรีบวางกล้องลงบนโต๊ะ พร้อมกับขยับตัวบังรินไว้เบาๆ
ชายชุดเทาหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนจะวางซองเอกสารลงบนโต๊ะแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “คุณรินครับ ทางสำนักงานทนายความไม่ได้ส่งมาเพื่อขอคำปรึกษา แต่เรามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า กำหนดการยึดทรัพย์ที่ตกลงกันไว้ ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นเป็นเย็นวันนี้... และที่สำคัญ คุณวินครับ มีคนว่าจ้างให้เรามาติดตาม 'งานภาพถ่าย' ของคุณ ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารที่อยู่ในมือของเธอตอนนี้”
รินเบิกตากว้าง หันไปมองวินด้วยความตกใจสุดขีด ในขณะที่วินมองไปที่ซองเอกสารนั้นด้วยความรู้สึกที่คาดไม่ถึง เขาไม่ได้แค่บันทึกชีวิตของริน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะบันทึก 'หลักฐาน' อะไรบางอย่างที่ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของใครบางคนไปเสียแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวชีวิตของคนเมืองไปกับผมนะครับ คนมองเมืองครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 6
มุมมองผ่านเลนส์
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!