เสียงรองเท้าหนังบดขยี้พื้นคอนกรีตดังสะท้อนก้องไปทั่วตรอกแคบๆ ด้านหลังไซต์งานก่อสร้าง กลิ่นอับชื้นของฝุ่นปูนและกลิ่นฝนที่กำลังจะตกคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
"อยู่ข้างหลังผม..." ธันวากระซิบเสียงเข้ม สายตาจดจ้องไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและกลุ่มคนจากบริษัทคู่แข่งที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีคุกคาม "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... ผมจะไม่ยอมให้ใครลากคุณไปเด็ดขาด"
พายชะงักไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตฉายแววตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้นตามสัญชาตญาณ เธอไม่ได้ถอยหลังหนີตามที่อีกฝ่ายคาดคิด กลับก้าวเข้ามาประชิดแผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มเจ้าระเบียบคนนี้เสียด้วยซ้ำ ฝ่ามือเรียวควชายเสื้อเชิ้ตทำงานของธันวาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แม้ปากจะยังเก่งไม่สร่างก็ตาม
"พูดบ้าอะไรของคุณเนี่ย ธันวา ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลนะที่จะต้องให้มาปกป้อง!" พายเอ็ดเบาๆ แต่เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยทรยศความรู้สึกที่แท้จริง
"ถ้าไม่อยากให้ผมปกป้อง ก็ช่วยหุบปากแล้ววิ่งตามผมมาเงียบๆ สักครั้งเถอะครับ คุณพาย!" ธันวาตวาดกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือหนาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงให้พุ่งตัวลัดเลาะไปตามซอกตึกมืดทึบอย่างคล่องแคล่ว เสียงฝีเท้าของฝ่ายตรงข้ามไล่หลังมาติดๆ หัวใจของธันวาเต้นรัวระรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะกลัวว่าคนดื้อรั้นที่วิ่งตามหลังมาจะสะดุดล้มหรือได้รับอันตรายจากความบุ่มบ่ามของตัวเอง
พวกเขาวิ่งฝ่าความมืดทะลุออกสู่ถนนใหญ่ที่มีแสงไฟนีออนสว่างไสวของผู้คนยามค่ำคืน ธันวาพาพายเลี้ยวหลบเข้าไปในร้านสะดวกซื้อติดแอร์เย็นฉ่ำที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งคู่ยืนหอบหายใจโยนตัวพิงชั้นวางสินค้าจนขวดน้ำดื่มเกือบหล่นลงมา
แอร์เย็นๆ ปะทะเข้ากับผิวชื้นเหงื่อ ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุมเมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้ว ธันวากวาดสายตามองสำรวจเรือนร่างของคนตรงหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อเช็กความเรียบร้อย ใบหน้าเนียนใสมีคราบฝุ่นปูนเปื้อนอยู่เล็กน้อย เส้นผมที่เคยเซ็ตไว้อย่างดีหลุดลุ่ยตกลงมาเคลีกรอบหน้าสวย
"มองอะไรเล่า หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง" พายส่งเสียงดุกลบเกลื่อนความเขินอายที่หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรีบสะบัดข้อมือออกจากการกุมของเขาแม้จะเสียดายสัมผัสอุ่นนั้นลึกๆ ก็ตาม "ขอบคุณ... ที่ช่วยไว้ก็แล้วกัน"
ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามฟอร์มของสถาปนิกผู้เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อให้พายอย่างลืมตัว ก่อนจะชะงักค้างไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาที่เธอมองกลับมา
"ผมไม่ได้ช่วยคุณฟรีๆ หรอกนะครับ" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ซ่อนความหวั่นไหวไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง "จำโปรเจกต์ที่เราเถียงกันเมื่อตอนบ่ายได้ไหม? พรุ่งนี้คุณต้องยอมแก้แบบตามที่ผมเสนอแต่โดยดี"
"ฝันไปเถอะธันวา!" พายแยกเขี้ยวใส่ทันที ความกลัวเมื่อครู่หายวับไปกับตาเหลือเพียงเชื้อเพลิงแห่งการปะทะฝีปากที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง "เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมันคนละเรื่องกัน อย่าเอาความช่วยเหลือมาต่อรองเรื่องงานนะยะ คนเจ้าเล่ห์!"
"ผมเรียก1ว่าการเจรจาทางธุรกิจต่างหากครับ" ธันวาเลิกคิ้วกวนประสาท เดินไปหยิบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองรสชาติโปรดออกจากชั้นวาง ก่อนจะหยิบน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวติดมือมาด้วย "หิวขนาดนี้แล้ว ยังจะมีแรงมาเถียงผมอีกเหรอครับคุณอินทีเรียดีไซเนอร์"
สิบนาทีต่อมา ทั้งคู่พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนม้าหินอ่อนหน้าตึกสำนักงานเงียบสงบ ไร้เงาผู้คน มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าริมทางสาดส่องลงมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยส่งควันกรุ่นพร้อมกลิ่นหอมชวนท้องร้อง พายใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นบะหมี่ไปมา สีหน้าครุ่นคิดบางอย่างในขณะที่ธันวานั่งเงียบๆ ข้างกาย คอยแกะฝาถ้วยน้ำให้และดันกระป๋องน้ำอัดลมไปตรงหน้าเธออย่างเงียบเชียบ
"นี่..." พายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ดวงตากลมโตมองไปยังถ้วยบะหมี่ตรงหน้า "ทำไมตอนนั้น... ถึงยอมเสี่ยงวิ่งเข้ามาช่วยฉันล่ะ ทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะทะเลาะเรื่องแบบแปลนกันแทบตาย"
ธันวาชะงักตะเกียบที่กำลังจะคีบเส้นเข้าปาก เขาหันไปมองสบตากับคนถาม แสงไฟสลัวขับเน้นให้ดวงตาคมเข้มของสถาปนิกหนุ่มดูลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
"เพราะผมเกลียดเวลาเห็นคุณดื้อรั้นในที่อันตรายมั้งครับ" ธันวาตอบเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาพราวระยับด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามซ่อนมาตลอด "แล้วก็... เพราะผมไม่อยากให้ใครมาทำร้ายคนในความดูแลของผม... โดยเฉพาะคนที่ผมยังเคลียร์งานไม่จบ"
พายรู้สึกเหมือนใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอรีบก้มหน้าหลบสายตา ดื่มน้ำอัดลมเพื่อกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ "ปากเสียตลอด... ใครเป็นคนในความดูแลของคุณกัน"
ธันวายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีเสน่ห์เหลือร้ายจนพายต้องแกล้งทำเป็นสนใจเส้นบะหมี่ในถ้วยแทน บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความเงียบที่ไม่ได้อึดอัด แต่กลับเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในยามค่ำคืน
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นช่างแสนสั้น
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงกุญแจกระทบกันดังขึ้นใกล้ๆ บริเวณทางเข้าตึกสำนักงาน ธันวาหุบยิ้มทันที สัญชาตญาณความระแวดระวังพุ่งพล่าน เขาคว้าแขนพายให้ลุกขึ้นยืนบังไว้ข้างหลังตามสัญชาตญาณอีกครั้งเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นมุมตึกออกมาภายใต้แสงไฟสลัว
ไม่ใช่ร็อกเกอร์หรือคู่แข่งทางธุรกิจอย่างที่คิด... แต่เป็นร่างสูงโปรดของ "คีย์" เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนของธันวา ที่กำลังยืนกอดอกพิงเสาด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ พร้อมกับรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่มุมปาก
"อุ๊ย... ขอโทษทีครับ ขัดจังหวะดินเนอร์สุดโรแมนติกใต้แสงไฟนีออนหรือเปล่าเนี่ยเพื่อนรัก" คีย์เอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน สายตาเจ้ากรรมเหลือบมองถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วยบนม้าหินอ่อนสลับกับมือที่ธันวายังคงคว้าข้อมือพายไว้แน่น "พอดีฉันบังเอิญผ่านมา... แต่ดูเหมือนว่าฉันจะพลาดความลับอะไรสำคัญไปสินะ ธันวา?"
ธันวากัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิดที่ถูกเพื่อนซี้จับได้คาหนังคาเขา ส่วนพายถึงกับเบิกตากว้างเมื่อตระหนักว่าท่าทางของพวกเขาในตอนนี้มันชวนให้เข้าใจผิดขนาดไหน
"นายมาทำอะไรที่นี่, คีย์!" ธันวาตวาดเสียงเข้ม
"มาดูว่าแกตายคาตีนคู่แข่งไปหรือยังน่ะสิ..." คีย์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหรี่ตามองพายแล้วยิ้มกริ่ม "แต่ดูท่าทางแล้ว... เพื่อนฉันน่าจะกำลังตกเป็นเชลยศึกหัวใจของคนแถวนี้มากกว่ากระมัง?"
นาโนบอทมาสเตอร์ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนนี้นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 11
มื้อค่ำที่ไม่ได้นัดหมาย
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!