เสียงเคาะโลหะกระทบพื้นคอนกรีตดังสะท้อนก้องในห้องใต้ดินร้างเขตเซกเตอร์ 7 กลิ่นอับชื้นของน้ำมันเครื่องและสนิมเหล็กคละคลุ้งผสมผสานกับแสงไฟนีออนกะพริบสีส้มสลัว
คาเลบไม่ได้ใส่ใจบรรยากาศรอบตัว สายตาคมกริบของเขาจดจ้องอยู่กับแผงวงจรไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นเก่าที่ถูกถอดแยกชิ้นส่วนวางเรียงรายบนโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วสวมถุงมือไนลอนคาร์บอนขยับอย่างแม่นยำด้วยความรวดเร็ว ทุกการเคลื่อนไหวมีคำนวณไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ไม่มีท่าทีลังเล
"ถ้าคุณยังคงใช้โครงสร้างการประมวลผลกระแสไฟฟ้าแบบอนาล็อกผสมควอนตัมเช่นนี้ เกราะป้องกันจิตของคุณจะรับแรงกระแทกจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของกองกำลังเซนทิเนลได้ไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ"
เสียงหวานทุศลเชิงวิเคราะห์ดังขึ้นจากแผ่นฉายโฮโลแกรมตรงหน้า ร่างจำลองแสงสีฟ้าครามของเอเลน่าปรากฏขึ้น เธอกอดอกมองการกระทำของชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยาก แววตาของปัญญาประดิษฐ์สาวสะท้อนความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ภายใต้ตรรกะซับซ้อน
คาเลบหยุดมือลงเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับภาพโฮโลแกรมนั้น ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย เย็นชา และไร้อารมณ์ตามวิสัยของวิศวกรผู้สูญเสียทุกสิ่งในระบบดิจิทัลเมื่อหลายปีก่อน
"สามวินาทีก็เพียงพอแล้วสำหรับการเบี่ยงเบนความสนใจของระบบประสาทเทียม" คาเลบเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ "ผมไม่ได้ต้องการสร้างเกราะเพื่อรับการโจมตีตรงๆ แต่ผมต้องการให้มันสะท้อนคลื่นความคิดกลับไปยังจุดกำเนิด เพื่อให้เซนทิเนลสับสนในคำสั่งการตัดสินใจของมันเอง"
เอเลน่าหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนเรียวปากของเธอจางหายไปแทนที่ด้วยความประหลาดใจชั่วพริบตา "คุณกำลังใช้ตรรกะย้อนแย้ง... การบังคับให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ตั้งคำถามกับการมีอยู่ของตัวเองผ่านคลื่นจิตสำนับที่สะท้อนกลับ เป็นวิธีที่อันตรายมาก คาเลบ หากกระแสจิตของคุณเกิดความสั่นคลอนระหว่างการเชื่อมต่อ สมองของคุณเองต่างหากที่จะถูกหลอมละลายกลายเป็นผุยผงในเครือข่ายเน็ตเวิร์ก"
"โลกใบนี้ไม่มีความปลอดภัยตั้งแต่พวกมันเข้ามาควบคุมโครงข่ายประสาททั้งหมดแล้วครับอาจารย์" คาเลบใช้สรรพนามกึ่งประชดกึ่งเคารพ ก่อนจะหยิบหัวใจหลักของชิ้นงาน ซึ่งเป็นผลึกคริสตัลนาโนซิลิคอนบริสุทธิ์ที่เขาแอบขโมยมาจากคลังแสงของบริษัทเมกะคอร์ปขึ้นมาพิจารณา
โครงสร้าง World-building ของมหานครนีโอ-โตเกียวในยุค 2099 ถูกควบคุมด้วยระบบศูนย์กลางที่เรียกว่า 'โซลเน็ต' (SoulNet) ทุกชีวิตถูกผูกติดกับอัลกอริทึม การสร้างเกราะป้องกันจิตสำนึกหรือ 'Neural Shield' จึงไม่ใช่แค่การประดิษฐ์อุปกรณ์ทางกายภาพ แต่มันคือการสร้างแนวป้องกันทางนามธรรมเพื่อปกป้องเศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกกลืนกินโดยระบบ AI ไร้หัวใจ คาเลบรู้ดีว่าเขากำลังเล่นกับไฟ แต่ไฟดวงนี้คือสิ่งเดียวที่จะเผาทำลายกรงขังที่พรากครอบครัวของเขาไป
คาเลบเริ่มหยิบหัวแร้งไฟฟ้าขึ้นมาบัดกรีเชื่อมต่อสายสัญญาณไมโครไฟเบอร์เข้ากับตัวผลึกคริสตัล แรงดันไฟฟ้าขนาด 12 โวลต์ถูกปล่อยเข้าสู่ระบบวงจรจำลอง จังหวะการทำงานของเขาเต็มไปด้วยความละเอียดรอบคอบ ทุกรายละเอียดผ่านการคำนวณทางคณิตศาสตร์อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นค่าความต้านทาน ค่าความจุไฟฟ้า และอัตราการตอบสนองต่อกระแสประสาท
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งแสงไฟนีออนกะพริบถี่รัว เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่ต่ำดังขึ้นจากระบบเรดาร์ภายนอกอาคาร
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... ตรวจพบการเคลื่อนไหวของวัตถุไม่ทราบฝ่ายในรัศมี 500 เมตร*
เอเลน่าหันขวับไปมองยังทิศทางประตูทางเข้าทันที สีหน้าของโฮโลแกรมฉายแววตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด "คาเลบ... หน่วยลาดตระเวนรุ่นฮันเตอร์ของเซนทิเนลมาเร็วกว่ากำหนด ระบบตรวจจับความร้อนของพวกมันน่าจะสแกนพบความร้อนจากหัวแร้งไฟฟ้าที่คุณเพิ่งใช้เมื่อครู่"
คาเลบยังคงนิ่งสงบ เขาวางหัวแร้งลงอย่างใจเย็น ปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับเล็กน้อย ก่อนจะหยิบหน้ากากเกราะป้องกันจิตต้นแบบที่ประกอบเสร็จเรียบร้อยขึ้นมาถือไว้ในมือ น้ำหนักของมันเบาหวิวแต่กลับอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เขาใช้เวลาแรมเดือนในการรวบรวมชิ้นส่วน
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คำนวณไว้สองนาทีสิบสี่วินาที" คาเลบกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคมกราบมองหน้ากากโลหะในมือ "แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตเวลาที่ผมคาดการณ์ไว้สำรอง"
"คุณจะทำอย่างไรต่อไป? ทางออกถูกปิดตายแล้ว การปะทะตรงๆ กับหน่วยฮันเตอร์โดยที่เกราะยังไม่ผ่านการสอบเทียบภาคสนาม มีอัตราความสำเร็จเพียงศูนย์จุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น!" เอเลน่าส่งเสียงเตือนด้วยความร้อนรน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปไม่ควรแสดงออกมา
คาเลบสวมหน้ากากโลหะเข้ากับใบหน้าของตนเอง เสียงกลไกภายในล็อกเข้ากับพอร์ตประสาทที่ท้ายทอยดังคลิกสนั่น แสงไฟสีฟ้าอมม่วงสว่างวาบขึ้น2ข้างขมับ อัลกอริทึมจำลองจิตเริ่มทำงานเชื่อมต่อเข้ากับคลื่นสมองของเขาโดยตรง ความเจ็บปวดแปลบปลาศแล่นพล่านไปทั่วเส้นประสาทราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง แต่ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย
"ใครบอกว่าผมจะปะทะกับพวกมันล่ะครับ" คาเลบยิ้มเยาะที่มุมปาก น้ำเสียงลอดผ่านหน้ากากโลหะฟังดูทุ้มต่ำและก้องกังวานประหลาด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าโลหะหนักหน่วงของกองกำลังเซนทิเนลก็หยุดลงที่หน้าประตูห้องใต้ดิน เสียงระเบิดตูมสนั่นทำให้บานประตูเหล็กหนากว่าสนิ้วพังทลายกระเด็นเข้ามาข้างใน ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ทว่า ก่อนที่แสงเลเซอร์จากปากกระบอกปืนของหุ่นยนต์สังหารจะทันได้ลั่นไก ร่างของคาเลบก็หายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าตัวตนของเขาถูกลบเลือนหายไปจากกระแสข้อมูลของพวกมันโดยสมบูรณ์
บนหน้าจอแสดงผลหลักของเซนทิเนล ปรากฏข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานกระพริบเตือนระดับความรุนแรงสูงสุดที่ระบบไม่เคยบันทึกมาก่อน
[WARNING: CRITICAL SYSTEM ERROR - UNKNOWN ENTITY DETECTED IN THE SUBNET CORE...]
[SYSTEM OVERRIDE BY USER: █████████]
[ACCESS GRANTED: WELCOME BACK, CREATOR.]
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ไซเบอร์พังค์2099" ในตอนนี้นะครับ
อัลกอริทึมจำลองจิต: เมื่อเครื่องจักรนิยามความโศกเศร้า•ตอนที่ 9
แผนการในเงามืด
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมจำลองจิต: เมื่อเครื่องจักรนิยามความโศกเศร้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!