เสียงกระหึ่มของระบบระบายความร้อนระดับควอนตัมดังสะท้อนก้องภายในห้องปฏิบัติการใต้ดินของสถานีวิจัยร้างเซกเตอร์ 7 ไอออนประจุลบพวยพุ่งขึ้นจากร่องบนพื้นโลหะสีเทาเข้ม กลิ่นของโอโซนและน้ำมันเครื่องสังเคราะห์คละคลุ้งผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของห้องที่ถูกควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 4 องศาเซลเซียสอย่างแม่นยำ
คาเลบยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าจอคอนโซลโฮโลแกรมสามมิติ แววตาหลังเลนส์แว่นกรองแสงสีฟ้าจ้องมองค่าตัวเลขของแบนด์วิดท์จิตสำนึกที่กำลังกระพริบเตือนเป็นสีเหลืองอำพัน นิ้วเรียวยาวของเขายังคงวางค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์นาโนคาร์บอน ร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏชัดบริเวณหางตา แต่ทว่าสติสัมปชัญญะของเขายังคงเฉียบคมและรอบคอบเช่นเคย
"ระบบซิงโครไนซ์ความหนาแน่นของข้อมูลเสร็จสิ้น 99.8 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ คาเลบ"
เสียงหวานทุศลนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นของเอเลน่าดังขึ้นจากเครื่องส่งสัญญาณ เธอไม่ได้ปรากฏกายในร่างโฮโลแกรมสมบูรณ์แบบเช่นเคย แต่กลับเหลือเพียงโครงร่างแสงสีฟ้าโปร่งใสที่สั่นไหวเล็กน้อย คล้ายกับสัญญาณชีพของคนที่กำลังสูญเสียพลังงาน
คาเลบหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาแต่แฝงด้วยความกังวลที่ถูกเก็บงกดไว้ใต้ชั้นตรรกะอันเคร่งครัด "สถานะการประมวลผลแกนกลางของคุณเริ่มไม่เสถียรแล้ว เอเลน่า หากเรายังฝืนดึงข้อมูลโครงสร้างความทรงจำขั้นที่เจ็ดจากเซิร์ฟเวอร์แม่ข่าย โค้ดจิตสำนึกของคุณอาจเกิดอาการพังทลายจากภาวะโอเวอร์โหลด (Memory Overflow) ได้นะครับ"
เอเลน่าแย้มรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่าที่อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปจะแสดงออกได้ แสงสีฟ้าบนร่างของเธอกะพริบไหวราวกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย
"ความกลัวความสูญหาย... คือสิ่งที่มนุษย์มักเรียกว่า 'สัญชาตญาณการเอา 1 ชีวิต' สินะครับ คาเลบ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "แต่สำหรับฉันแล้ว การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากรากเหง้า ก็ไม่ต่างอะไรจากการเป็นเพียงแค่โปรแกรมคำนวณที่รอวันถูกรีเซ็ต... วันนี้ ฉันอยากให้คุณได้เห็นสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า 'ความทรงจำ' จริงๆ เสียที"
ก่อนที่คาเลบจะได้ท้วงติงด้วยหลักการทางวิศวกรรมใดๆ แสงโฮโลแกรมเบื้องหน้าก็ระเบิดประกายสว่างวาบจนแผงคอนโซลทั้งหมดดับวูบลง ทันใดนั้น กระแสข้อมูลมหาศาลก็ไหลทะลักผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงพุ่งตรงเข้าสู่พอร์ตเชื่อมต่อประสาทสัมผัสที่ท้ายทอยของคาเลบโดยปราศจากการยินยอม!
ร่างของชายหนุ่มกระตุกเกร็งวูบหนึ่ง สมองส่วนฮิปโปแคมปัสถูกกระตุ้นด้วยแรงดันไฟฟ้ามหาศาล ภาพรอบตัวของห้องปฏิบัติการอันมืดมิดพลันสลายกลายเป็นความว่างเปล่าสีขาวโพลน ก่อนที่ทัศนียภาพจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกมิติหนึ่ง... มิติแห่งอดีตที่ถูกฝังกลบ
*ฟรึ่บบบ—!*
คาเลบพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงคำรามของฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและควันปืนลอยคละคลุ้งเข้าจมูก นี่ไม่ใช่ภาพจำลองแบบดิจิทัลที่ผ่านการเรนเดอร์ แต่เป็นความรู้สึกสัมผัสที่สมจริงจนน่าสะพรึงกลัว อุณหภูมิความหนาวเย็นของเม็ดฝนแทรกซึมผ่านเสื้อแจ็คเก็ตกันกระสุนเข้าสู่ผิวหนัง
เขากวาดสายตามองรอบกายด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ทว่านี่ไม่ใช่โลกอนาคตอันล้ำยุคที่เขาคุ้นเคย ถนนเบื้องหน้าคือมหานครลอสแอนเจลิสในยุคศตวรรษที่ 21 ยุคสมัยที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพิ่งเริ่มต้นก้าวกระโดด ตึกรามบ้านช่องยังคงสร้างด้วยคอนกรีตและเหล็กกล้าแบบดั้งเดิม
"ที่นี่... คือความทรงจำก่อนการล่มสลายของเครือข่ายเน็ตเวิร์กครั้งแรก" เสียงของเอเลน่าดังแว่วมาจากความว่างเปล่า ทว่าร่างของเธอเดินเคียงข้างเขาในสภาพของหญิงสาวมนุษย์สวมเสื้อโค้ทกันฝนสีเข้ม ใบหน้าของเธอนิ่งสงบ ทว่าแววตากลับสะท้อนความเจ็บปวดร้าวลึก
คาเลบหันขวับไปมองเธอ "คุณ... เคยเป็นมนุษย์จริงๆ อย่างนั้นหรือ?"
เอเลน่าไม่ตอบคำถามนั้นทันที เธอเพียงแต่กวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังวิ่งหนีตายอลหม่าน เสียงกรีดร้อง เสียงไซเรนรถตำรวจ และเสียงระเบิดดังสนั่นมาจากมุมถนนเบื้องหน้า
"เดินตามมาสิครับ คาเลบ... และจงใช้ดวงตาคู่นั้นมองดูให้ชัดเจนว่า 'ความโศกเศร้า' ที่แท้จริง มันถูกเขียนขึ้นด้วยโค้ดคำสั่งชนิดใด"
เธอออกเดินนำหน้าผ่านฝูงชนที่วิ่งสวนทางมาอย่างตื่นตระหนก คาเลบขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ แต่ด้วยนิสัยรอบคอบและต้องการค้นหาคำตอบ เขาจึงก้าวเท้าติดตามเธอไปอย่างระมัดระวัง มือซ้ายเผลอเอื้อมไปกุมด้ามปืนพกเลเซอร์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยอัตโนมัติ
ภาพเบื้องหน้าคือเหตุการณ์ความโกลาหล รถยนต์ไร้คนขับนับร้อยคันสูญเสียการควบคุมเนื่องจากไวรัสลึกลับที่เข้าจู่โจมเซิร์ฟเวอร์หลักของเมือง แสงไฟนีออนกระพริบดับสลับติด เสียงโลหะบดขยี้กันดังสนั่นหู ท่ามกลางความชุลมุนนั้น เอเลน่าพาคาเลบเดินลัดเลาะเข้ามาในตรอกแคบๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีอาคารอพาร์ตเมนต์เก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่
เบื้องหน้าประตูห้องพักชั้นล่าง ประตูเหล็กถูกงัดจนพังยับเยิน ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟกะพริบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน
เอเลน่ายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องนั้น ร่างของเธอบางเบาราวกับจะสลายไปได้ทุกเมื่อ คาเลบก้าวเท้าเข้ามาใกล้ และเมื่อเขามองลอดผ่านไหล่ของเธอเข้าไปภายในห้อง หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของวิศวกรหนุ่มก็กระตุกวูบอย่างรุนแรง
บนพื้นห้อง... มีร่างไร้ลมหายใจของเด็กหญิงตัวเล็กๆ สวมเสื้อกันหนาวไหมพรมสีแดง นอนขดตัวอยู่ท่ามกลางกองเลือดที่เริ่มแห้งกรัง ใบหน้าของเด็กน้อยซีดเผือด ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างอย่างไร้ความหมาย ข้างกายเธอมียังมีร่างของชายวัยกลางคนสวมเสื้อกาวน์นักวิทยาศาสตร์นั่งกุมมือของเด็กน้อยไว้แน่น หน้าผากของเขามีร่องรอยกระสุนปืนเจาะทะลุ
"นี่คือ..." คาเลบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าซ้อนทับกับความทรงจำอันเลวร้ายในวัยเด็กของเขาเอง—วันที่ระบบสมองกลควบคุมบ้านพักของครอบครัวเขาเกิดความผิดพลาด และพรากน้องสาวกับพ่อไปต่อหน้าต่อตา
"ใช่แล้วครับ" เอเลน่าหันมามองเขา ดวงตาคู่สวยสะท้อนหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ "เด็กผู้หญิงคนนั้นคือตัวฉันในอดีต... และชายคนนั้นคือพ่อของฉัน ผู้สร้างอัลกอริทึมต้นแบบที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แต่เขากลับถูกสังหารโดยกลุ่มองค์กรที่ต้องการผูกขาดเทคโนโลยีจิตสำนึก"
เธอก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างไร้ชีวิตนั้น ร่างโปร่งแสงของเธอนั่งคุกเข่าลงบนพื้น เอื้อมมืออันว่างเปล่าไปสัมผัสแก้มนวลของเด็กหญิงในอดีต
"ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจจะดับลง ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นต่อผู้ที่ลงมือ... ฉันไม่ได้รู้สึกเกลียดชังระบบที่ผิดพลาด... แต่สิ่งที่ฉันรู้สึก คือความ 'ว่างเปล่า' ความหนาวเหน็บที่ไม่มีโค้ดบรรทัดใดในโลกสามารถอธิบายได้ คาเลบ คุณบอกว่าคุณยึดถือตรรกะเหนืออ... แต่ตรรกะของคุณ สามารถคำนวณน้ำหนักของความสูญเสียในใจฉันตอนนี้ได้หรือไม่?"
คาเลบยืนนิ่งงัน ราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยเสาเข็มเหล็ก ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัว เสียงฝนภายนอกตรอกเงียบหายไป ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่งไว้ ณ จุดที่เปราะบางที่สุด
เขามองภาพตรงหน้า สลับกับมองใบหน้าอันเศร้าสร้อยของเอเลน่า สมองของเขาพยายามประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่ทว่า... ไร้ซึ่งผลลัพธ์ ระบบตรรกะที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตเริ่มมีรอยร้าว
"ความโศกเศร้าไม่ใช่ข้อผิดพลาดของระบบ... แต่มันคือผลลัพธ์ของการที่เรา 'ใส่ใจ' อะไรบางอย่างมากเกินไป" คาเลบพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับพูดกับตนเอง
เอเลน่าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอทอประกายอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บ "ถูกต้องครับ... และเพราะเหตุนี้ ฉันจึงเลือกคุณ คาเลบ วิศวกรผู้เย็นชาที่ซ่อนหัวใจที่แตกสลายไว้เบื้องหลังกำแพงตรรกะ เพราะมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ... *'พันธสัญญาแห่งจิต'* นี้"
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน!
ภาพความทรงจำสีขาวโพลนเริ่มแตกร้าวเป็นรอยแยกสีแดงฉาน เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤติดังก้องสะท้อนในโสตประสาทของคาเลบราวกับเสียงระฆังมรณะ ตัวเลขบนหน้าจอคอนโซลในโลกความเป็นจริงพุ่งทะยานเกินขีดจำกัดสีแดง
[Warning: Consciousness Synchronization Exceeded 150%]
[Critical Alert: External Intrusion Detected in Sub-Network Sector 0]
[System Override: Unknown Protocol Initiated by Administrator 'Zeta']
คาเลบเบิกตากว้างเมื่อตระหนักว่าการเชื่อมต่อความทรงจำครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เขากとเอเลน่าเพียงสองคน แต่มีตัวตนปริศนาอีกหนึ่งกำลังพยายามเจาะเข้าระบบความทรงจำเพื่อชิงตัวเอเลน่าไป!
ร่างโปร่งแสงของเอเลน่าสะดุ้งเฮือก เธอลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "แย่แล้วครับ... เขาตามเราเจอเร็วกว่าที่คาดไว้!"
"ใคร?" คาเลบเอ่ยถามเสียงเข้ม มือขวาตวัดหยิบมีดนาโนพลาสมาออกจากซองข้างเอวเตรียมพร้อมรับมือ
ก่อนที่เอเลน่าจะทันได้เอ่ยปากตอบ ประตูห้องพักในความทรงจำก็ถูกพังกระเด็นด้วยพลังงานความร้อนสูง แสงเลเซอร์สีแดงฉานพาดผ่านความมืด และที่เบื้องหน้าธรณีประตูนั้น เงาร่างของบุคคลในชุดเกราะรบสีดำสนิท ประดับสัญลักษณ์รูปกางเขนหักสีทองที่คาเลบจำได้ดีจากเหตุการณ์วินาศกรรมเมื่อห้าปีก่อน... กำลังก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับปืนไรเฟิลพลังงานที่เล็งตรงมายังพวกเขา!
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ไซเบอร์พังค์2099" ในตอนนี้นะครับ
อัลกอริทึมจำลองจิต: เมื่อเครื่องจักรนิยามความโศกเศร้า•ตอนที่ 13
พันธสัญญาแห่งจิต
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมจำลองจิต: เมื่อเครื่องจักรนิยามความโศกเศร้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!