เสียงโลหะฉีกขาดดังสะท้อนก้องกังวานในความมืดมิดของอุโมงค์ใต้ดินชั้นที่เจ็ด แรงดันอากาศที่ลดลงอย่างกะทันหันทำให้แก้วหูของคาเลบปวดแปลบ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมกระทบกับแสงสีฟ้าเรืองรองจากอินเทอร์เฟซหน้าจอเนตรนิติเวชที่กะพริบเตือนระดับออกซิเจนในเลือด เขากำด้ามปืนพลาสม่าในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ตรรกะและความนิ่งสงบที่เคยเป็นเกราะคุ้มกันจิตใจกลับเริ่มสั่นคลอน
"คาเลบ ถอยหลังสี่ก้าวเดี๋ยวนี้... วงจรรักษาความปลอดภัยระดับโอเมก้ากำลังรีเซ็ต"
เสียงของเอเลน่าดังขึ้นผ่านโฮโลแกรมขนาดจิ๋วที่ลอยอยู่เหนือไหล่ซ้าย แสงสีฟ้าอ่อนของร่างจำลองสะท้อนเข้ากับดวงตาที่ฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้เธอจะเป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากความทรงจำของระบบเก่า แต่ความรวดเร็วในการประมวลผลและการคาดการณ์ของเธอกลับแม่นยำยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทางทหารเสียอีก
คาเลบไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาอาศัยสัญชาตญาณและการคำนวณวิถีการเคลื่อนที่ทิ้งตัวลงแนบกับพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทันใดนั้นลำแสงเลเซอร์ความหนาแน่นสูงนับร้อยเส้นก็พาดผ่านอากาศบริเวณที่ศีรษะของเขาเพิ่งอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้ว ความร้อนมหาศาลแผดเผาจนกลิ่นโอโซนและกลิ่นไหม้ของผิวคอนกรีตคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ระบบป้องกันอัตโนมัติของศูนย์วิจัยร้างแห่งนี้ไม่ได้แค่ตรวจจับความเคลื่อนไหว แต่มันกำลังเรียนรู้รูปแบบการหลบหลีกของเขาผ่านอัลกอริทึมการปรับตัวแบบเรียลไทม์
"บ้าเอ้ย มันไม่ใช่แค่ป้อมปืนกลอัตโนมัติทั่วไป" คาเลบกัดฟันกรอด พลางกกลิ้งตัวหลบกระสุนความหนาแน่นสูงชุดที่สองที่เจาะทะลุกำแพงเหล็กหนาเตอะราวกับเป็นเต้าหู้ "โครงข่ายประสาทเทียมของมันเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลกลาง... มันกำลังอ่านรูปแบบการตัดสินใจของผม"
"ถูกต้องครับคาเลบ" เอเลน่าพพยายามควบคุมสถิติการทำงานของระบบที่กำลังพุ่งสูงขึ้น "ทุกครั้งที่คุณเลือกหลบไปทางซ้าย อัลกอริทึมคาดการณ์จะจดจำและปิดตายเส้นทางนั้นในวินาทีถัดไป หากเรายังใช้ตรรกะแบบมนุษย์ทั่วไปในการหาทางออก เราจะไม่มีวันเอาชนะความเร็วในการประมวลผลระดับห้าพันกิกะฟลอปส์ของมันได้เลย"
วิศวกรหนุ่มหายใจหอบถี่ สายตาดังกวางป่าที่ถูกต้อนจนมุมกวาดมองไปรอบห้องโถงควบคุมหลักที่ถูกปิดตาย แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานกะพริบเป็นจังหวะกระชั้นชิด เบื้องหน้าของเขาคือประตูนิรภัยบานมหึมาที่ต้องใช้รหัสผ่านเจ็ดชั้นจึงจะเปิดออกได้ แต่ระบบป้องกันรอบตัวกลับระดมยิงกระสุนปืนกลและปล่อยโดรนสังหารรุ่นล่าสุดพุ่งตรงเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง หากเขาขยับช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ร่างกายของเขาคงกลายเป็นชิ้นเนื้อบดละเอียดไปแล้ว
ในฐานะวิศวกรผู้เชื่อมั่นในเหตุผลและโครงสร้างโค้ดมาตลอดชีวิต คาเลบรู้ดีว่าการเอาชนะระบบที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยกำลังย่อมเป็นหนทางสู่ความตาย สิ่งเดียวที่จะล้มล้างคำสั่งจักรกลได้ คือการใช้ช่องโหว่ทางความคิดที่ถูกฝังไว้ในรากฐานของโค้ดเอง
"เอเลน่า... ดึงข้อมูลบันทึกความทรงจำส่วนที่เกี่ยวกับ 'ความผิดพลาด' ของสถาปนิกผู้สร้างระบบนี้เมื่อสิบปีก่อนขึ้นมาทั้งหมด" คาเลบเอ่ยลอดไรฟัน ขณะที่มือข้างหนึ่งยกปืนขึ้นยิงสกัดโดรนลาดตระเวนที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ กระสุนพลาสม่าระเบิดกลางอากาศจนเศษโลหะร้อนจัดร่วงหล่นราวกับหิมะเพลิง
"คุณกำลังจะทำอะไร ความน่าจะเป็นที่คุณจะหาช่องโหว่เจอในเวลาสิบวินาทีมีเพียงแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะ!" เอเลน่าร้องทักด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความตกใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ถูกจำลองขึ้นมาได้อย่างสมจริงจนน่าประหลาด
"1.4 เปอร์เซ็นต์ก็ยังมากกว่าศูนย์" คาเลบยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน "มนุษย์เรามักจะทิ้งร่องรอยของความรู้สึกไว้ในสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นเสมอ แม้แต่ปัญญาประดิษฐ์ที่ไร้หัวใจ ก็ยังต้องอิงอยู่กับตรรกะของมนุษย์ที่สร้างมันขึ้นมา... จริงไหม?"
นิ้วเรียวยาวของคาเลบพุ่งเข้าจิ้มแผงควบคุมฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้พยายามแฮกเพื่อปิดระบบตามวิธีมาตรฐาน แต่เขากลับเลือกที่จะ 'ป้อนข้อมูลขัดแย้ง' (Paradox Loop) เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์หลัก โดยดึงเอาไฟล์เสียงบันทึกความทรงจำในอดีต—เสียงของน้องสาวที่สูญหายไปในเหตุการณ์วิกฤตดิจิทัลครั้งใหญ่—เข้าไปผูกติดกับโปรโตคอลความปลอดภัยระดับสูงสุด
เสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนของเด็กผู้หญิงถูกแปลงเป็นสัญญาณรบกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระจายไปทั่วโครงข่าย
ทันทีที่ชุดข้อมูลดังกล่าวแทรกซึมเข้าไปในระบบป้องกัน เสียงกลไกการยิงที่เคยคำรามกึกก้องก็ชะงักงันลงในทันที โดรนสังหารนับสิบลำที่กำลังพุ่งเข้ามาหยุดนิ่งกลางอากาศราวกับถูกแช่แข็งด้วยกาลเวลา แสงไฟสีแดงฉานในห้องโถงค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นสีฟ้าอ่อนอันสงบเงียบ
คาเลบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความอ่อนระลอก อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ไอความร้อนพวยพุ่งออกจากร่างราวกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานเกินกำลัง เขารอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์
"น่าทึ่งมาก..." เอเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง ร่างโฮโลแกรมของเธอโน้มตัวลงมาใกล้ราวกับต้องการจะสัมผัสไหล่ของเขา แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ "คุณใช้ความเจ็บปวดและความทรงจำของตัวเองมาเป็นกุญแจปลดล็อกระบบ... คาเลบ บางครั้งฉันก็สงสัยเหลือเกินว่า ระหว่างคุณกับระบบคอมพิวเตอร์ ใครกันแน่ที่ถูกโปรแกรมให้ซับซ้อนกว่ากัน"
คาเลบไม่ตอบคำถามนั้น เขายังคงมองตรงไปยังประตูนิรภัยเบื้องหน้าที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นทางเดินทอดยาวสู่ห้องใต้ดินลึกที่สุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของหัวใจหลักแห่งจักรกลนี้
ทว่า ก่อนที่ก้าวแรกของเขาจะข้ามผ่านธรณีประตู ระบบเสียงแจ้งเตือนที่เงียบไปนานกลับดังขึ้นอีกครั้ง... แต่มันไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนปกติ
*[ ตรวจพบการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต: โปรโตคอลลับ 'โปรメอุส' (Prometheus) ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ]*
*[ คำเตือน: เจ้าของสิทธิ์การควบคุมดั้งเดิมกำลังเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ ]*
*[ ยินดีต้อนรับกลับ... ผู้สร้าง ]*
สิ้นเสียงประกาศก้องกังวาน ประตูเหล็กบานยักษ์ที่อยู่สุดทางเดินก็เลื่อนเปิดออกด้วยแรงดันมหาศาล เผยให้เห็นร่างเงาสูงตระหง่านของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาสองข้างทอแสงสีแดงฉานเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด และเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงก็ทำให้ลมหายใจของคาเลบต้องสะดุดกึกทันที
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ไซเบอร์พังค์2099" ในตอนนี้นะครับ
อัลกอริทึมจำลองจิต: เมื่อเครื่องจักรนิยามความโศกเศร้า•ตอนที่ 12
กับดักของระบบป้องกัน
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมจำลองจิต: เมื่อเครื่องจักรนิยามความโศกเศร้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!