เสียงโลหะกระทบกันดัง *คลิ้าก* แผ่วเบา ทว่าก้องกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงอสุนิบาตในยามวิกาล บานพับประตูห้องทำงานส่วนตัวของมินตราค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากวงกบอย่างเชื่องช้า ราวกับผู้มาเยือนจงใจทรมานประสาทสัมผัสของคนทั้งคู่ให้ตึงเครียดถึงขีดสุด
รวิศไม่ขยับเขยื้อnกาย เขายังคงยืนค้ำโต๊ะทำงานด้วยมือข้างหนึ่ง สายตาคมกริบดุจใบมีดโกนจดจ้องไปยังช่องว่างของประตูที่ค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้น ในขณะที่มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว มือเรียวบางที่เคยจับปากกาหมึกซึมเล่มโปรดเมื่อครู่ เผลอกำชายเสื้อสูทของตนเองแน่นจนยับยู่ยี่
เงาสูงโปร่งทอดตัวยาวทับพรมเปอร์เซียสีเข้มเข้ามาในห้อง ก่อนที่ร่างของ "ภาคภูมิ" รองประธานกรรมการบริหารสำนักพิมพ์จะก้าวพ้นธรณ์ประตูเข้ามา ใบหน้าคมคายที่มักประดับด้วยรอยยิ้มการค้าอันไร้ที่ติในยามกลางวัน บัดนี้ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นโลหะกลับฉายประกายความเยียบเย็นอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
"ยังไม่กลับกันอีกหรือครับ... ขยันขันแข็งเสียจริง กวีผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ กับบรรณาธิการผู้แบกรับยอดขาย" ภาคภูมิเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มรื่นหูทว่ากลับแฝงความกดดันไว้อย่างแนบเนียน เขากวาดสายตามองกองกระดาษต้นฉบับบทกวีที่กระจายเกลื่อนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างของรวิศด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก
รวิศผ่อนลมหายใจออกทางจมูกช้า ๆ ความตึงเครียดในอากาศไม่ได้ทำให้เขาลนลาน ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกราวกับเสือที่พบเหยื่อในพงหญ้า ร่างสูงยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้ามกับมินตราเล็กน้อย เพื่อสร้างอาณาเขตทางจิตวิทยา
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว รองประธานภาคภูมิยังมีธุระอะไรกับเอกสารในห้องนี้อีกหรือครับ หรือว่า... มีความจริงชุดไหนที่ไม่อยากให้แสงสว่างส่องถึงในยามเช้า" รวิศย้อนถาม น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
มินตราเหลียวมองชายหนุ่มทั้งสองสลับกันอย่างรวดเร็ว สมองอันชาญฉลาดของเธอกำลังประมวลผลสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง ภาคภูมิมาทำอะไรที่นี่ในเวลาตีหนึ่งสิบห้าส นาที? และที่สำคัญที่สุด... เขารู้เรื่องต้นฉบับบทกวีบทนี้มากน้อยแค่ไหนแล้ว?
"คุณรวิศนี่ช่างจินตนาการสมเป็นกวีเสียจริงนะครับ" ภาคภูมิหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นทีละน้อย รองเท้าหนังขัดมันส่งเสียงกระทบพื้นไม้ปาเกต์เป็นจังหวะสม่ำเสมอ "ผมแค่ผ่านมาตรวจความเรียบร้อยของระบบรักษาความปลอดภัย แล้วบังเห็นไฟในห้องนี้ยังเปิดอยู่... เกรงว่าทรัพย์สินของบริษัทจะเสียหาย ก็เท่านั้นเองครับ"
"ทรัพย์สิน หรือ... 'ความจริง' กันแน่ครับที่ท่านรองประธานกลัวว่าจะเสียหาย" รวิศสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไร้ความเกรงกลัว "บทกวีบทนี้กำลังจะตีพิมพ์ในสัปดาห์หน้า และมันกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวที่พวกคุณพยายามกวาดซุกไว้ใต้พรมมานานหลายปีไม่ใช่หรือครับ"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงัน ภาคภูมิหยุดเดิน เขายืนนิ่งอยู่ห่างจากโต๊ะเพียงก้าวเดียว รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงแววตาคมปลาบที่มองรวิศราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
มินตราขยับตัวเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยสถานการณ์ก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่เธอจะควบคุมได้ "ดึกมากแล้วครับคุณภาคภูมิ ทางที่ดีเราควรพักเรื่องงานไว้ก่อน แล้วค่อยมาคุยรายละเอียดกันในห้องประชุมใหญ่พรุ่งนี้เช้าดีกว่า..."
"ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้าหรอกครับ คุณมินตรา" ภาคภูมิหันมามองบรรณาธิการสาว แววตาอ่อนลงชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม "เพราะสิ่งที่ผมถืออยู่ในมือตอนนี้... มันไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีกต่อไปแล้ว"
มือหนาที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทค่อย ๆ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลใบย่อมออกมา วางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้ามินตรา เสียงกระดาษหนาทึบกระทบผิวไม้ทำให้ทั้งรวิศและมินตราต้องก้มลงมองโดยสัญชาตญาณ
มินตราขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวยื่นออกไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตไล่อ่านข้อความบนหัวกระดาษแผ่นแรกที่ดึงออกมา ก่อนที่นัยน์ตาของเธอจะเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อสายตา
"นี่มัน... หมายความว่ายังไงกันครับ?" เสียงของมินตราสั่นพร่าเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา
รวิศก้มลงมองเอกสารในมือหญิงสาวด้วยเช่นกัน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาคมกริบของกวีหนุ่มก็วาวโรจน์ขึ้นด้วยประกายแห่งความเข้าใจอันน่าสะพรึงกลัว บนแผ่นกระดาษพิมพ์ดีดนั้น ไม่ใช่บทกวีต้นฉบับที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จ... แต่มันคือสัญญาว่าจ้างลับ ระหว่างสำนักพิมพ์กับองค์กรการเมืองใหญ่ ที่มีลายมือชื่อของมินตราเซ็นอนุมัติยอดเงินก้อนโตเพื่อ 'ซื้อความเงียบ' ของคดีอื้อฉาวเมื่อปีก่อน!
"คุณมินตรา..." รวิศหันขวับไปมองหญิงสาวข้างกายทันที แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเคลือบแคลง "นี่คือเหตุผลที่คุณขอให้ผม 'แก้บทกวีให้ดูประนีประนอมขึ้น' ตั้งแต่แรกงั้นหรือครับ?"
มินตราหน้าถอดสีทันที ริมฝีปากอิบเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเผือด เธอหันไปมองหน้าภาคภูมิสลับกับรวิศ ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความโกรธและตกใจ "ไม่... รวิศ ฟังผมก่อน! นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมเซ็น... เอกสารนี้ถูกปลอมแปลงขึ้น!"
"ปลอมแปลงงั้นหรือครับ?" ภาคภูมิหัวเราะออกมาเบา ๆ น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึก "ลายเซ็นดิจิทัลของคุณ ประทับตรารับรองจากห้องทำงานของคุณเอง คุณมินตรา... คุณจะบอกว่าระบบความปลอดภัยของบริษัทเราหละหลวมขนาดที่มีคนแอบเข้ามาเซ็นชื่อแทนคุณได้เชียวหรือ?"
รวิศถอยหลังออกห่างจากมินตราครึ่งก้าว สายตาที่เคยมีความรู้สึกซับซ้อนลึกซึ้งเจืออยู่ภายใน บัดนี้กลับเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาตระหนักได้ทันทีว่าเกมนี้... เขากับมินตราไม่ได้เป็นผู้เล่นอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขากำลังถูกชักใยอยู่บนเวทีของคนอื่น
ในจังหวะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของมินตราก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ หน้าจอเรืองแสงวาบเผยให้เห็นเบอร์โทรเข้าที่ไม่ปรากฏชื่อ ทว่ากลับมีข้อความสั้น ๆ เด้งขึ้นมาบนหน้าจอหลักอย่างชัดเจน
*<ระวังตัวให้ดี... คนที่ส่งเอกสารชุดนี้มา ไม่ได้มีแค่ภาคภูมิคนเดียว>*
รวิศและมินตราหันขวับไปมองหน้าจอโทรศัพท์พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ขณะที่รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของภาคภูมิ... ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทเมื่อครู่ กลับถูกลมจากช่องระบายอากาศด้านนอกพัดกระแทกจนเปิดผางออกเผยให้เห็นความมืดมิดของทางเดินด้านนอกที่ว่างเปล่า ทว่ามี 'รอยเปื้อนสีดำ' หยดใหม่หยดหนึ่ง... ค่อย ๆ ไหลรินลงมาจากเพดานด้านบนเหนือศีรษะของพวกเขาช้า ๆ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและเงาอารมณ์อันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 4
เมื่อความจริงถูกบิดเบือน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!