"ถ้าคุณยังจรดปากกาลงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ถึงอดีตแบบนั้น ต้นฉบับชุดนี้ก็เป็นได้แค่กระดาษชำระราคาแพงที่ใช้ซับน้ำตาตัวเองครับ, คุณรวิศ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของมินตราดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานขนาดกะทัดรัดที่ถูกโอบล้อมด้วยกองหนังสือสูงตระหง่าน ปลายพู่กันขนนกในมือของรวิศหยุดชะงักกลางอากาศ หมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายขนเปื้อนกระดาษสาเนื้อดีจนเป็นวงสีเข้ม รวิศไม่เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงจ้องมองรอยหมึกที่ค่อยๆ ซึมซับขยายวงกว้างออกไปราวกับรอยแผลที่ลุกลามในใจ
แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลสาดส่องลงบนร่างของกวีหนุ่ม ไหล่กว้างของเขาลู่ลงเล็กน้อยภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้ม รวิศสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวนอยู่ภายใน ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ แต่นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับฉายแววท้าทาย เขาวางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับบรรณาธิการสาวผู้กุมชะตากรรมงานเขียนของเขา
มินตรายืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ด้านนอกคือทัศนียภาพของเมืองกรุงยามค่ำคืนที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟจากตึกสูง แสงนีออนสะท้อนผ่านกระจกเข้ามาอาบไล้กรอบหน้าคมคายของเธอ ดวงตาคู่คมของหญิงสาวจ้องมองตรงมาที่เขาอย่างไร้ความปรานี มันคือสายตาของนักล่าที่รู้ว่าเหยื่ออยู่ในกำมือ และไม่มีทางหนีรอดไปไหนได้
"สัจนิยมไม่ได้แปลว่าการขุดคุ้ยซากศพความเจ็บช้ำมาประจานให้ตลาดสมเพชหรอกนะครับ, คุณมินตรา" รวิศเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาแต่แฝงไว้ด้วยคมมีด "ถ้าผมต้องเขียนตามสูตรสำเร็จการตลาดที่คุณขีดเส้นไว้ ตัวอักษรพวกนั้นก็เป็นได้แค่ศพไร้จิตวิญญาณ... ซึ่งผมทำใจให้พู่กันของตัวเองแปดเปื้อนความปลอมเปลือกแบบนั้นไม่ได้"
มินตราแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเย็นชา เธอเดินน่องเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ชEโงกตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันให้ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลง กลิ่นน้ำหอมจางๆ แนวไม้กฤษณาโชยแตะจมูก เจือปนกับกลิ่นหมึกจีนและกระดาษเก่า
"จิตวิญญาณกินไม่ได้หรอกครับ, คุณรวิศ" มินตรากระซิบ น้ำเสียงใกล้ชิดจนน่าอึดอัด "ในโลกที่สำนักพิมพ์กำลังจะล้มละลาย และชื่อเสียงของคุณกำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตที่คนลืมเลือน การรักษา 'ความบริสุทธิ์' ทางศิลปะไว้บนกองขี้เถ้า มันไม่ได้เท่เลยสักนิด... มันน่าสมเพช"
คำพูดของเธอบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก รวิศรู้สึกได้ถึงเลือดที่สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า เขาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Muscle นัยน์ตาคมกริบวับโรจน์ด้วยไฟโทสะ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า... ทุกคำที่เธอกล่าวมาคือความจริงอันโหดร้าย
ในสัญญานรกฉบับนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า เขาต้องส่งต้นฉบับบทแรกภายในคืนนี้ และต้องผ่านการอนุมัติจากมินตราเท่านั้น หากไม่... ลิขสิทธิ์ผลงานทั้งหมดตลอดชีวิตของเขาจะตกเป็นของสำนักพิมพ์ และเขาจะต้องชดใช้ค่าเสียหายมหาศาลที่ไม่มีวันหามาคืนได้
แต่สิ่งที่กวนใจเขายิ่งกว่าเรื่องสัญญา หรือแม้แต่การถูกบีบบังคับให้เขียนงานในทิศทางที่เกลียด คือปมปริศนาที่ค้างคาใจมาจากเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย
*ในสัญญานั้น... ไม่มีใครอื่นเลยนอกจากเธอและเขาที่รู้เรื่องนี้*
แล้วใครกันที่เป็นคนทรยศตัดหน้าพวกเขาไปก่อน?
ความคิดนั้นทำให้รวิศหวนนึกถึงต้นฉบับบทกวีชิ้นโบแดงที่เขาเก็บซ่อนไว้ในตู้นิรภัย มันคือโครงเรื่องเดียวกันกับที่เขาและมินตรากำลังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ และมีเพียงเขา กับมินตรา... เท่านั้นที่กุมกุญแจและรหัสผ่าน แต่เมื่อวานนี้ ก่อนที่การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ กลับมีสำนักพิมพ์คู่แข่งรายใหญ่ปล่อยทีเซอร์งานเขียนที่มีโครงสร้าง เนื้อหา และแม้กระทั่งการเลือกใช้ถ้อยคำที่คล้ายคลึงกันออกมาถึงร้อยละแปด عشر!
นั่นหมายความว่า... มีคน 'รั่วไหล' ข้อมูล
รวิศหรี่ตาลง พ인의พิจารณาสีหน้าของหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างละเอียด เพื่อค้นหาพิรุธ มินตราไม่มีทีท่าลุกลี้ลุกลน เธอยังคงยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน แต่แววตาคู่นั้นกลับมีความระแวงซ่อนอยู่ลึกๆ ที่เธอพยายามปกปิดไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง
"คุณกำลังสงสัยผม... อ้อ, ฉันหมายถึง กำลังสงสัยฉันสินะครับ" มินตราเปลี่ยนสรรพนามอย่างจงใจเมื่อเห็นสายตาจับผิดของเขา มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ "คิดว่าฉันเป็นคนขายข่าวให้คู่แข่ง เพื่อบีบให้คุณเซ็นสัญญาฉบับนี้ด้วยความจนมุมอย่างนั้นหรือครับ?"
"ความคิดรอบคอบระดับคุณ... การสร้างสถานการณ์ให้ผมจนมุมแล้วยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดเป็นกรดไม่ใช่หรือครับ?" รวิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันไม่แพ้กัน "และที่สำคัญ... ในห้องนี้ มีแค่คุณกับผมที่เข้าถึงไฟล์ต้นฉบับร่างแรก"
มินตราผละตัวถอยหลังกลับไปยืนกอดอกตามเดิม เธอนิ่งเงไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมจับจ้องมองรวิศนิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นวูบไหวไปชั่วเสี้ยววินาทีจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนที่มันจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่ตึงเครียดขึ้นจนแทบมีประกายไฟแลบออกมา
"ถ้าฉันเป็นคนทำจริง ป่านนี้คุณคงไม่มีโอกาสได้มานั่งถือพู่กันทำหน้าอมทุกข์อยู่ในห้องนี้หรอกครับ, คุณรวิศ" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความเย้ยหยันลงเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความจริงจังที่เฉียบคม "จำไว้ว่า... เราสองคนอยู่บนเรือลำเดียวกัน ถ้าเรือล่ม ฉันจมน้ำตายพร้อมคุณ ไม่ใช่แค่คุณที่สูญเสีย ทุกอย่างที่ฉันสร้างมา... ก็จะพังทลายลงเหมือนกัน"
รวิศจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ เขาพยายามค้นหาความจริงจากร่องรอยเล็กๆ บนใบหน้านั้น สัญชาตญาณของกวีบอกเขาว่า ผู้หญิงคนนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่... ความลับที่อาจยิ่งใหญ่กว่าเรื่องยอดขายหนังสือ หรือวิกฤตของสำนักพิมพ์
"ถ้าอย่างนั้น... พิสูจน์ให้ผมเห็นสิครับ" รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง จุ่มลงในหมึกสีดำสนิทจนชุ่มฉ่ำ "ถ้าคุณแน่ใจว่ากลยุทธ์ของคุณจะกอบกู้ทุกอย่างได้... ก็ช่วยบอกผมหน่อย ว่าคำแรกของบทกวีที่จะช่วยดึงคนขึ้นมาจากขุมนรกนี้... ควรจะเป็นคำว่าอะไร"
มินตรานิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะย้อนถามเธอกลับมาแบบนี้ รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความประหลาดใจที่ฉายชัดขึ้นในแววตา
หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกครั้ง เธอยื่นปลายนิเรียวลงแตะที่ขอบกระดาษสาแผ่นขาวสะอาดที่ยังว่างเปล่า รวิศเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันเสียจนเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นไอความเครียด
"ไม่ใช่คำว่า 'ความรัก'..." มินตรากระซิบแผ่วเบา ชิดริมหูของเขาจนขนลุกซู่ "และไม่ใช่คำว่า 'ความเจ็บปวด'..."
รวิศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างประหลาดกับความใกล้ชิดที่รุกล้ำนี้ "แล้วควรเป็นคำว่าอะไร?"
มินตราถอนสายตากลับ เธอยืดตัวตรงด้วยท่าทีสง่างามดังเดิม รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงกลางความเงียบงัน
"คำว่า **'การทรยศ'** ต่างหากล่ะครับ... ที่จะทำให้คนอ่านยอมวางหนังสือไม่ลง"
รวิศชะงักค้าง ปลายพู่กันในมือสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้น มันไม่ใช่แค่คำศัพท์ในงานเขียน แต่มันคือคำประกาศิตที่พุ่งตรงไปยังปมปริศนารอบตัวพวกเขาอย่างจัง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นกะทันหันจากทางเดินด้านนอก...
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพนักงานทำความสะอาด...
และไม่ใช่เสียงของ รปภ. กะดึก...
รวิศและมินตราหันขวับไปมองที่ประตูห้องพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เงาดำทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าประตูก่อนที่เงื่อนงำทั้งหมดจะกระจ่างชัด... มีใครบางคนกำลังไขกุญแจเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของมินตรา... ทั้งที่เวลานี้เลยเที่ยงคืนไปแล้ว!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและบทกวีบทนี้ด้วยกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 3
กรงขังแห่งถ้อยคำ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!