กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดริปเมล็ดพันธุ์ปางขอนยังคงลอยอวลอยู่เหนือโต๊ะไม้สักตัวยาวในมุมลับตาคนของร้านหนังสืออิสระ แต่ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเยียบลงถนัดตา ปลายนิ้วเรียวยาวของมินตราไม่ได้แตะต้องถ้วยกระเบื้องเคลือบตรงหน้าเลยตั้งแต่เมื่อครู่ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นทรง The Row สีทองคู่นั้นจ้องมองรวิศอย่างไม่กะพริบ ราวกับกำลังประเมินมูลค่าของหยดหมึกทุกหยดที่ร่วงหล่นลงบนกระดาษร่างของเขา
"คุณกำลังยิ้มเยาะอะไรอยู่หรือครับ คุณมินตรา"
รวิศเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำของกวีหนุ่มเจือความเย้ยหยันจางๆ เขาเอนหลังพิงพนักโซฟาหนังสีชา ปล่อยให้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะตกกระทบสันจมูกและโครงหน้าคมสันที่มักซ่อนอยู่หลังเงาอักษร สายตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะ ซึ่งเวลานี้แสดงตัวเลขขาดทุนสุทธิของสำนักพิมพ์ 'อักษราพิจิตร' สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่กำลังหายใจรดต้นคอตัวเองในวาระสุดท้าย
มินตราแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหรมคมราวกับใบมีดโกนที่กรีดผ่านความเงียบ
"ฉันไม่ได้ยิ้มเยาะคุณ รวิศ" เธอยืดตัวตรง มือขวาประสานกันไว้บนตักอย่างเป็นระเบียบตามวิสัยของบรรณาธิการบริหารมืออาชีพ "ฉันแค่กำลังสมเพชตัวเอง ที่ต้องเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากกวีผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ จนยอมปล่อยให้สำนักพิมพ์ที่ปั้นกวีอย่างคุณขึ้นมา... ต้องทยอยปิดไฟทีละดวง"
คำพูดนั้นคมกริบจนรวิศชะงัก รอยยิ้มมุมปากของเขาเลือนหายไป เหลือเพียงแววตาที่หรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด
สำนักพิมพ์อักษราพิจิตรคือบ้านหลังแรกของเขา คือสถานที่ตีพิมพ์รวมบทกวีเล่มแรกในชีวิตที่ชื่อว่า 'เศษเสี้ยวแห่งเงา' เมื่อเจ็ดปีก่อน แต่ในยุคที่อัลกอริทึมโซเชียลมีเดียมีอำนาจเหนือรสนิยมการอ่าน บทกวีความยาวสามบรรทัดที่เรียกยอดไลก์ได้ย่อมมีค่ามากกว่าร้อยแก้วลึกซึ้งที่ต้องใช้เวลาเคี้ยวนาน สำนักพิมพ์แห่งนี้จึงกำลังล้มละลาย—พ่ายแพ้ให้กับความจริงอันโหดร้ายของทุนนิยม
"คุณคิดว่าเงินสามล้านบาทกับสัญญาว่าจ้างในฐานะที่ปรึกษาโครงการ จะช่วยซื้อวิญญาณของผมได้สินะครับ" รวิศเอ่ยน้ำเรียบ ทว่าทุกพยางค์หนักแน่นและเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยา เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกวางบนเข่า สายตาจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ "คุณกำลังจะเอาชื่อเสียงของผม ไปเป็นเครื่องมือสร้างกระแสการตลาดเพื่อกอบกู้บริษัทที่บริหารผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น"
"ถูกต้องครับ" มินตราไม่ปฏิเสธ เธอยอมรับมันอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีร่องรอยความลังเลใจแม้แต่น้อย "ฉันกำลังใช้ประโยชน์จากคุณ และคุณก็รู้ดีว่าคุณเองก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไม่ได้เช่นกัน"
"ทำไมผมถึงต้องปฏิเสธไม่ได้?" รวิศถามย้อน น้ำเสียงเจือแววท้าทาย
มินตราหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาเลื่อนส่งให้เขาผ่านหน้าโต๊ะ ปลายนิ้วของเธอแตะขอบซองแผ่วเบา ราวกับกำลังส่งมอบกล่องดนตรีที่บรรจุความลับอันตราย
"เพราะสิทธิ์การตีพิมพ์ผลงานทั้งหมดของคุณ... รวมถึงต้นฉบับกวีนิพนธ์ชุดใหม่ 'บทเพลงแห่งความตายของกาลเวลา' ที่คุณอุตส่าห์เก็บซ่อนไว้ในลิ้นชักล็อกกุญแจมาตลอดสองปี ตอนนี้กรรมสิทธิ์ทางกฎหมายไม่ได้อยู่กับคุณร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างที่คุณเข้าใจ"
รวิศขมวดคิ้วฉับ ความนิ่งสงบในแววตาสั่นไหวไปชั่วขณะ เขารีบคว้าซองเอกสารนั้นมาเปิดออก ดึงปึกกระดาษด้านในออกมาพลิกดูอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองตัวอักษรทางกฎหมายทีละบรรทัด ก่อนที่ลมหายใจของเขาจะสะดุดกึก
สัญญาฉบับเก่าเมื่อเจ็ดปีก่อน—สัญญาที่เขาเคยไว้วางใจเซ็นโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดปลีกย่อยในภาคผนวกว่าด้วย 'ลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง' ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผลงานชิ้นเอกที่ยังไม่ตีพิมพ์หากเขียนขึ้นภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสำนักพิมพ์ จะตกเป็นทรัพย์สินร่วมในยามที่องค์กรประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน
มือหนาที่ถือกระดาษกำแน่นจนกระดาษยับย่น รวิศเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไม่ได้มีแค่ความระแวงระวัง แต่มันลุกโชนไปด้วยประกายไฟแห่งความโกรธกรำที่ถูกควบคุมไว้อย่างดี
"คุณเล่นสกปรก" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน
"ไม่ใช่สกปรก รวิศ... แต่นี่คือเกมธุรกิจ" มินตราตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ใกล้เขา รัศมีความกดดันจากตัวเธอบดบังแสงไฟจนรวิศรู้สึกราวกับว่าพื้นที่ตรงนี้กำลังแคบลงเรื่อยๆ "คุณมีทางเลือกสองทาง หนึ่ง... ยอมรับข้อเสนอของฉัน เซ็นสัญญาเป็นหัวเรือใหญ่ในโปรเจกต์กอบกู้สำนักพิมพ์ เขียนบทกวีตามโจทย์การตลาดที่ฉันขีดเส้นให้ แล้วเราจะได้เงินมาพยุงบริษัทและรักษาลิขสิทธิ์งานของคุณไว้"
เธอเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความหมายที่สองซึมซับเข้าสู่โสตประสาทของกวีหนุ่ม
"หรือสอง... ปฏิเสธฉัน เดินออกไปจากที่นี่มือเปล่า แล้วรอดูผลงานชิ้นเอกของคุณถูกนำออกประมูลขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้ธนาคาร โดยที่คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกปกหนังสือด้วยซ้ำ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเขาทั้งสองชั่วขณะ เสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากลำโพงร้านดูเหมือนจะไกลออกไป รวิศแหงนมองผู้หญิงตรงหน้า หัวใจของเขากำลังเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ที่เขาปกป้องมาทั้งชีวิต กับผลงานจิตวิญญาณที่เปรียบเสมือนลูกในไส้
นี่ไม่ใช่แค่การร่วมมือกันทางธุรกิจ แต่มันคือการดวลกันระหว่างกวีผู้ยอมตายเพื่อความหมาย กับบรรณาธิการผู้ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
รวิศกระตุกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยอมจำนนและท้าทายในเวลาเดียวกัน เขาสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบปากกาหมึกซึมด้ามโปรดออกมาวางลงบนโต๊ะ
"คุณชนะแล้วครับ... บรรณาธิการมินตรา" เขาเอ่ยเสียงพร่า "แต่บอกไว้ก่อน ว่าถ้าเกมนี้พังทลายลง ผมจะลากคุณลงเหวไปพร้อมกับผมด้วย"
มินตราแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มแรกที่จริงใจที่สุดตั้งแต่บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น เธอหยิบปากกาด้ามนั้นเลื่อนส่งคืนให้เขา
"ยินดีต้อนรับสู่ทีมครับ รวิศ"
ทว่า ในวินาทีที่รวิศกำลังจะเอื้อมมือไปรับปากกาเพื่อจรดปลายปากกาลงบนกระดาษสัญญา เสียงข้อความแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของมินตราก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
*ติ๊ง!*
มินตรารับโทรศัพท์ขึ้นมาดู แววตานิ่งสงบของเธอกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนจากความมั่นอกมั่นใจกลายเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เธอกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนหน้าจอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรวิศด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจคาดเดา
"มีอะไรหรือครับ" รวิศถามด้วยความสังเกต
มินตราไม่ได้ตอบทันที เธอยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้เขาดู ปรากฏภาพข่าวจากสำนักพิมพ์คู่แข่งรายใหญ่ พร้อมพาดหัวตัวหนาเปรี้ยงที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ต้องสะดุด
*'ด่วนที่สุด! ต้นฉบับลับกวีนิพนธ์ชุดสุดท้ายของรวิศ ถูกประกาศขายสิทธิ์ขาดให้แก่กลุ่มทุนต่างชาติแล้ว โดยบุคคลปริศนาที่มีอำนาจเหนืออักษราพิจิตร'*
รวิศตาค้างทันทีที่อ่านจบ เขาดึงสายตากลับมาจ้องหน้ามินตรา ซึ่งตอนนี้ใบหน้าของเธอกลับซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะในสัญญานั้น... ไม่มีใครอื่นเลยนอกจากเธอและเขาที่รู้เรื่องนี้ แล้วใครกันที่เป็นคนทรยศตัดหน้าพวกเขาไปก่อน?
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 2
ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ลง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!