กลิ่นคาวของฝนยามค่ำคืนคละเคล้ากับกลิ่นหมึกราคาถูกและควันบุหรี่จางๆ ลอยอลวนอยู่ในอากาศ รวิศยืนอยู่หลังไมโครโฟนสีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเวทีเล็กๆ ในมุมอับของร้านกาแฟกึ่งบาร์ใต้ดิน แสงไฟนีออนสีส้มสลัวสาดส่องลงมาทาบทับร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิร์ตสีเทาที่ยับย่นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทอดมองออกไปเบื้องหน้า—ที่ซึ่งมีเพียงเก้าอี้ว่างเปล่าสิบกว่าตัว และพนักงานเสิร์ฟหนุ่มที่กำลังเช็ดแก้วน้ำด้วยความเบื่อหน่าย
ไม่มีใครฟัง
โลกหมุนไปข้างหน้าด้วยความเร็วของทุนนิยม เสียงเพลงบีทหนักๆ จากร้านอาหารกึ่งผับชั้นบนเล็ดลอดลงมาแข่งกับเสียงทุ้มต่ำของเขา ราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามในการกอบกู้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณมนุษย์ผ่านบทกวี
"ความเจ็บปวดไม่ได้งดงาม... มันแค่กัดกินเราให้ผุพังไปทีละน้อย"
เสียงของรวิศแหบพร่า ทว่าถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบงัน เขากำกระดาษโน้ตในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว อุดมการณ์ที่เขาแบกรับไว้มันหนักอึ้งเกินกว่าที่คนกลุ่มน้อยในยุคสมัยนี้จะแบกรับไหว เขารู้ดี แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะพูดความจริงอันโหดร้ายผ่านตัวอักษร
ทันใดนั้น เสียงปรบมือช้าๆ และจงใจให้เกิดเสียงดังแสบแก้วหูก็แว่วมาจากโต๊ะมุมมืดสุดของร้าน
แปะ... แปะ... แปะ...
รวิศชะงัก สายตาคมกริบหันขวับไปมองต้นเสียง ร่างของหญิงสาวในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มคัตติ้งเนี้ยบก้าวออกมาจากเงาสลัว เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและประกายความเฉลียวฉลาดที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกความอ่อนแอให้แหลکคาที่
มินตราก้าวเข้ามาใกล้เวทีทีละน้อย ส้นสูงกระทบพื้นไม้ส่งเสียงก้องกังวาน เธอหยุดยืนห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว เงยหน้าขึ้นมองกวีหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่เคยไปถึงดวงตา
"บทกวีเมื่อครู่... ลึกซึ้งเสียจนเกือบจะทำให้ฉันหลับคาโต๊ะเลยล่ะครับ... อ้อ ขอโทษที พอดีฉันติดนิสัยเรียกทุกคนว่าคุณรวิศด้วยความคุ้นเคยน่ะนะ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่นิ่งสนิท เต็มไปด้วยอำนาจที่กดดันให้อีกฝ่ายต้องหายใจลำบาก
รวิศลดไมโครโฟนลงช้าๆ ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน "ถ้าคุณอยากฟังนิทานปรัมปราที่จบลงอย่างมีความสุขเพื่อกล่อมให้หลับฝันดี เชิญขึ้นไปชั้นบนครับ ที่นี่ไม่มีสินค้าปลอบประโลมใจแบบนั้นขาย"
มินตราหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน เธอกวาดสายตามองกระดาษโน้ตยับย่นในมือของเขาด้วยความสมเพชเจือความทึ่ง "สินค้าปลอบประโลมใจเหรอ? คุณรวิศเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่ได้มาหาของพวกนั้น ฉันมาที่นี่ในฐานะบรรณาธิการ... และคนที่กำลังจะบอกคุณว่า งานเขียนที่ขายไม่ได้ ก็เป็นแค่ขยะเปียกที่รอวันเน่าเปื่อยบนชั้นหนังสือ"
คำพูดนั้นพุ่งเป้าเข้ามาตรงจุดตาย บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดฮวบลงจนเยือกเย็น รวิศไม่หลบสายตา เขาก้าวลงจากเวที เคลื่อนกายเข้ามาประชิดหญิงสาวจนรับรู้ถึงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เจือจางอยู่ในอากาศ ความสูงของเขาทำให้ต้องก้มมองเธอเล็กน้อย
"ศิลปะที่มีราคาค่างวด วัดกันที่ความฉาบฉวยของยอดขายตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ บรรณาธิการมินตรา" รวิศเอ่ยเสียงกระซิบ ทว่าเน้นย้ำทุกถ้อยคำด้วยความโกรธกรุ่นที่ถูกสะกดไว้ใต้ท่าทีนิ่งสงบ "คุณมันก็แค่พยาธิที่เกาะกินภูมิปัญญาของคนอื่น เพื่อแลกกับโบนัสปลายปีจากนายทุนหน้าเลือด"
มินตราไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอยกมือขึ้นกอดอก รอยยิ้มเย้ยหยันยิ่งเด่นชัดขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว "แล้วความจริงอันแสนบริสุทธิ์ของคุณ มันช่วยจ่ายค่ากาแฟแก้วนี้ได้ไหมล่ะคะ? หรือว่าคุณรวิศยอมกลืนน้ำลายตัวเอง เขียนกวีขายวิญญาณให้สำนักพิมพ์ของฉันลับหลัง แลกกับเงินก้อนโตที่จะทำให้คุณไม่ต้องมายืนเพ้อเจ้อในหลุมหลบภัยซอมซ่อแห่งนี้อีก"
คำพูดนั้นแทงใจดำอย่างจัง รวิศรู้สึกได้ถึงเลือดที่สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า เขาเกลียดความจริงข้อนั้น—ความจริงที่ว่าความหิวโหยบางครั้งมันก็มีอำนาจเหนือกว่าอุดมการณ์
แต่ก่อนที่รวิศจะได้สวนกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบพอกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ทางเข้าประตูร้าน พร้อมกับร่างของชายในชุดสูทเปียกฝนที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าของเขินซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
"คุณมินตราครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..." ชายคนนั้นร้องตะโกนเสียงหลง ขณะที่ยื่นแท็บเล็ตหน้าจอแตกยับให้เธอดู "ต้นฉบับลับสุดยอดของนักเขียนซีรีส์อันดับหนึ่งที่เราเพิ่งซื้อลิขสิทธิ์มา... ตอนนี้มันถูกปล่อยลงอินเทอร์เน็ตจนหมดแล้วครับ และที่แย่กว่านั้น..."
มินตราหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก รอยยิ้มเย่อหยิ่งเลือนหายไปจากใบหน้าทันที เธอก้มมองหน้าจอแท็บเล็ตที่ปรากฏภาพหน้ากระดาษต้นฉบับ พร้อมข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคน—ลายมือที่ทั้งเธอและรวิศคุ้นเคยเป็นอย่างดี
รวิศเหลือบสายตาคมกริบมองข้อความบนหน้าจอนั้น ก่อนที่มุมปากของเขาจะกระตุกยิ้มขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อตระหนักได้ว่า คืนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ระหว่างเขากับเธอเสียแล้ว... แต่เกมกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและบทกวีไปด้วยกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 1
หยดหมึกแรกในพายุ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!