กลิ่นหมึกซึมบนกระดาษสาเนื้อหยาบยังไม่ทันแห้งสนิทดี น้ำหนักของปลายพู่กันที่ถูกกดลงด้วยความอัดอั้นก็ทิ้งรอยย่นลึกไว้บนแผ่นกระดาษราวกับแผลเป็น
"คุณกำลังแปลงบทกวีให้กลายเป็นสินค้าลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต มินตรา"
รวิศเอ่ยขึ้นทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ทุ้มต่ำและบาดลึกพอจะตัดผ่านความเงียบงันของห้องกระจกเก็บเสียง บรรณาธิการบริหารสาวไม่ได้สะดุ้ง เธอยังคงยืนพิงขอบโต๊ะทำงานสีเข้ม นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนหน้ากระดาษสรุปยอดขายไตรมาสล่าสุดอย่างใจเย็น สายตาคู่คมที่ผ่านการเจียระไนจากโลกธุรกิจหนังสือมาโชกโชนมองตรงมาที่ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่รวิศมักรู้สึกว่ามันช่างเยียบเย็นและชาญฉลาดเกินกว่าที่กวีผู้ดื้อรั้นอย่างเขาจะรับมือได้ไหว
"และคุณก็กำลังปล่อยให้งานศิลปะของคุณเน่าตายไปพร้อมกับความอีโก้ที่กินไม่ได้ รวิศ" มินตราสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่ "โลกไม่ได้หมุนรอบความเจ็บปวดอันแสนบริสุทธิ์ของคุณหรอกนะ นวนิยายกวีร่วมสมัยเล่มนี้จะตีพิมพ์ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีตัวเลขกำไรมาค้ำประกันค่าใช้จ่ายของโรงพิมพ์"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อย เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานนั้นทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้บรรยากาศในห้องแคบลงถนัดตา
"ศิลปะไม่ใช่สินค้าแฟชั่นที่จะต้องเปลี่ยนคอลเลกชันตามฤดูกาลเพื่อเอาใจตลาดทุนนิยม" รวิศโน้มตัวลงเล็กน้อย กลิ่นอายเฉพาะตัวของหมึกจีนและกระดาษเก่าผสมผสานกับความตึงเครียดในอากาศ "บทกวีถูกเขียนขึ้นเพื่อเขย่าขวัญจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพื่อแปะป้ายลดราคาในงานสัปดาห์หนังสือเพื่อให้คุณได้โบนัสสิ้นปี"
มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ แววตาสีน้ำตาลเข้มของเธอกำลังสั่นไหวด้วยประกายแห่งความท้าทาย ไม่ใช่ความโกรธ เธอมักจะตื่นเต้นเสมอเวลาที่ได้ปะทะคารมกับกวีหนุ่มคนนี้ ผู้ซึ่งเป็นทั้งความปวดหัวที่สุดและผลงานชิ้นเอกที่เธอปั้นแต่งขึ้นมากับมือ
"แล้วคุณคิดว่าจิตวิญญาณที่ถูกเขย่าขวัญนั้น จะมีค่าอะไรถ้ากวีไม่มีข้าวกินล่ะ?" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลง ทว่าทรงพลังพอจะกดให้อีกฝ่ายนิ่งฟัง "ตื่นเถอะรวิศ... คนอ่านในยุคนี้ไม่ได้มีเวลามานั่งตีความนัยยะซ่อนเร้นสามชั้นในบทกลอนแปดบรรทัดของคุณหรอก พวกเขาต้องการความเรียบง่าย รวดเร็ว และตรงไปตรงมาเพื่อฮีลใจจากความโหดร้ายของระบบทุนนิยมที่คุณเกนักเกียนหนานั่นแหละ และหน้าที่ของฉัน คือการทำให้งานของคุณ... 'ขายได้'"
"คำว่า 'ขายได้' ของคุณ กำลังทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของภาษา" รวิศกัดกรามแน่น สันจมูกโด่งคมนูนขึ้นตามแรงอารมณ์ เขายื่นมือออกไปแตะแผ่นกระดาษต้นฉบับที่ถูกมินตราแก้คำด้วยหมึกสีแดงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม "คุณแก้ท่อนนี้... 'หยดน้ำตาบนใบไม้แห้ง' ให้กลายเป็น 'รอยยิ้มใต้แสงตะวัน' เพียงเพราะกลัวว่ามันจะหดหู่เกินไปสำหรับนักอ่านวัยรุ่นอย่างนั้นหรือ? คุณกำลังทรยศความจริง"
"ฉันไม่ได้ทรยศความจริง ฉันกำลังบริหารความคาดหวังต่างหาก" มินตราปัดมือเขาออกเบาๆ ทว่าเด็ดขาด เธอยืดตัวตรง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ความจริงมันเจ็บปวดเกินกว่าที่ใครจะอยากจ่ายเงินซื้อเพื่อมาอ่านซ้ำสองรอบหรอกนะ รวิศ... คุณเขียนเพื่อระบายความโดดเดี่ยวของตัวเอง แต่ฉันทำธุรกิจเพื่อให้สำนักพิมพ์นี้ยังคงมีลมหายใจอยู่ได้ เพื่อให้หนังสือของคุณยังมีชั้นวางให้ยืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ได้ต่างหาก"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาที่เฉียบคมราวกับดาบสองคมหยุดชะงักลงด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทั้งคู่ต่างก็พยายามปฏิเสธมาตลอด ในระยะประชิดนี้ รวิศมองเห็นเงาสสะท้อนของตัวเองในแววตาที่แข็งกร้าวแต่ว้าเหว่ของหญิงสาว ขณะที่มินตราก็สัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เกราะกำบังอันแข็งกระด้างของกวีหนุ่ม
มันคือความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ไม่มีวันบรรจบกัน แต่ในขณะเดียวกัน แรงเสียดทานนี้กลับหลอมรวมจิตวิญญาณของทั้งคู่ให้ผูกติดกันไว้ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ไม่อาจหาได้จากใครอื่น
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดออกมาทำลายความเงียบ เสียงเคาะประตูก็รัวเร็วขึ้นสามครั้งติดกันตามด้วยการผลักเข้ามาอย่างไร้มารยาท
ประตูห้องทำงานเปิดผางออกโดยไม่รออนุญาต ร่างของเด็กฝึกงานฝ่ายศิลป์ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด หอบหายใจถี่กระชั้นจนตัวโยน ในมือมีแท็บเล็ตหน้าจอแตกยับเยือนและซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูยับเยินไม่แพ้กัน
"คุณมินตรา... คุณรวิศครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ" เสียงเด็กหนุ่มสั่นระรัวจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ต้นฉบับบทกวีเซ็ตสุดท้าย... ต้นฉบับที่ต้องใช้ตีพิมพ์เป็นเล่มพิเศษในงานพรุ่งนี้เช้า... ถูกปล่อยหลุดลงอินเทอร์เน็ตครบทุกบทแล้วครับ!"
มินตราหน้าถอดสีทันที รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่อันตรธานหายไปในพริบตา เธอก้าวพรวดพราดเข้าไปแย่งแท็บเล็ตจากมือเด็กฝึกงาน สายตากวาดมองข้อความบนหน้าจออย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
รวิศขยับเข้าไปชิด เธอ ก้มมองข้ามไหล่บางไปยังหน้าจอแสงสีฟ้าสว่างวาบในความสลัวของห้อง
ข้อความบนหน้าจอนั้นไม่ใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วไป แต่ทุกบทกลอนถูกโพสต์ผ่านบัญชีนิรนาม พร้อมกับภาพถ่ายสำเนาต้นฉบับตัวจริง... ต้นฉบับที่มีลายมือแก้ด้วยหมึกสีแดงของมินตรา และรอยยับจากแรงกดของรวิศกำกับไว้อย่างชัดเจน
และที่เลวร้ายที่สุด ท้ายโพสต์นั้นมีข้อความทิ้งท้ายสั้นๆ ไว้ว่า: *"ขอบคุณสำนักพิมพ์... สำหรับความลับที่พวกคุณซ่อนไว้ใต้พรม"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและเงาอารมณ์อันลึกซึ้งนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 5
รอยร้าวในกระดาษ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!