วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 10

บทกวีที่ไม่ยอมจำนน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เช็คเงินสดมูลค่าเจ็ดหลักวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แสงไฟนีออนสีนวลจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องลงบนตัวเลขบนกระดาษแผ่นนั้นจนเด่นชัด ทว่ามันกลับดูไร้ค่าสิ้นเมื่อเทียบกับความเงียบงันอันหนักอึ้งที่ปกคลุมบรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ มินตราไม่ได้ขยับเขยื้อnตัวไปไหน ร่างเพรียวในชุดสูทเข้ารูปนั่งหลังตรง ดวงตาคู่คมที่ผ่านการวิเคราะห์ตัวเลขและยอดขายมานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองรวิศนิ่ง เธอไม่ได้มองเช็คเงินสดตรงหน้า แต่มองลึกลงไปในดวงตาของกวีหนุ่มผู้ปฏิเสธการจำนนต่ออำนาจเงินตราอย่างเยือกเย็น "คุณคิดว่าความเงียบของคุณจะซื้อเวลาได้สักกี่น้ำครับ รวิศ" เสียงทุ้มต่ำของชายปริศนาผู้ถือครองโฉนดที่ดินสำนักพิมพ์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขายืนกอดอกพิงกรอบประตู รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ปิดบัง "พรุ่งนี้เช้า สำนักพิมพ์แห่งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อ และบทกวีขบถของคุณจะกลายเป็นเพียงกระดาษชำระที่ไม่มีใครจดจำ" รวิศยังคงนิ่งเงียบ นิ้วเรียวยาวของเขากำปากกาหมึกซึมด้ามเก่าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด บนโต๊ะตรงหน้าคือต้นฉบับบทกวีรวมเล่มเล่มสุดท้าย ต้นฉบับที่มินตราต้องตรวจทานและส่งเข้าโรงพิมพ์ให้ทันภายในคืนนี้ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขแลกกับการต่อลมหายใจให้สำนักพิมพ์ "คุณกำลังเล่นกับไฟนะครับ รวิศ" มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา ทว่าแฝงด้วยความกังวลลึกๆ ที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของบรรณาธิการมืออาชีพ "ถ้าคุณยังดื้อดึงที่จะพิมพ์ถ้อยคำพวกนั้นลงไป ไม่ใช่แค่คุณที่จะเดือดร้อน แต่พวกเราทุกคน... สำนักพิมพ์แห่งนี้จะถูกปิดตายอย่างถาวร" รวิศเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มส่งยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน รอยยิ้มที่ทำให้มินต้ารู้สึกใจหายวาบอย่างประหลาด "ศิลปะที่ไม่กล้ากรีดร้องในวันที่ผู้คนกำลังถูกความอยุติธรรมกลืนกิน ก็เป็นเพียงแค่หมึกพิมพ์ราคาถูกที่รอวันจางหายไปเท่านั้นแหละครับ มินตรา" รวิศกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว สายตาของเขาสะท้อนความดื้อรั้นที่ไม่มีอำนาจใดในโลกสั่นคลอนได้ ชายปริศนาหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน "ความโรแมนติกงี่เง่าของคุณกินไม่ได้หรอกนะกวีหนุ่ม พรุ่งนี้เช้า..." "ผมไม่ได้ขายวิญญาณให้ธนาคารของคุณครับ" รวิศตัดบท ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดหันไปสบตาตรงๆ "และต้นฉบับที่อยู่บนโต๊ะนี้... ได้ถูกส่งเข้าระบบพิมพ์ดิจิทัลตั้งแต่ก่อนที่คุณจะก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้แล้วครับ" บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที "คุณทำอะไรลงไป รวิศ!" เสียงของมินตราตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด รวิศไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่เลื่อนกระดาษแผ่นสุดท้ายของต้นฉบับให้พ้นจากเงาของโคมไฟ เผยให้เห็นบทกวีบทใหม่—บทกวีที่ไม่ได้พูดถึงความรักหรือความงามของธรรมชาติ แต่เป็นบทกวีวิจารณ์โครงสร้างอำนาจอันเน่าเฟะของกลุ่มทุนที่กำลังฮุบที่ดินย่านนี้ ซึ่งถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างแยบยลด้วยกลวิธีทางวรรณศิลป์ จนยากที่กองเซ็นเซอร์หรือนายทุนหน้าไหนจะจับผิดได้ทันตั้งแต่แรกอ่าน แต่มินตราในฐานะบรรณาธิการมือฉกาจ อ่านปราดเดียวก็รู้ทันทีว่า หากบทกวีบทนี้หลุดออกไปสู่สายสาธารณชน มันจะไม่ใช่แค่การประท้วงธรรมดา แต่มันคือ "ประกายไฟ" ที่พร้อมจะเผาทำลายชื่อเสียงและผลประโยชน์นับล้านของกลุ่มทุนผู้ทรงอิทธิพล ชายปริศนาหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยเมื่อครู่อันตรธานหายไปในพริบตา เขาพุ่งเข้ามาคว้าต้นฉบับบนโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่ารวิศกลับชักมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของชายปริศนาคนนั้น หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบในความมืด พร้อมกับข้อความอัตโนมัติจากระบบคลาวด์สำรองของสำนักพิมพ์ที่ตั้งเวลาส่งตรงถึงมืออัยการสูงสุดและสำนักข่าวหัวสีชื่อดังทั่วประเทศ... *ไฟล์ต้นฉบับฉบับสมบูรณ์ ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเรียบร้อยแล้ว* เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เริ่มดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก หน้าต่างกระจกสะท้อนเงาของร่างหลายร่างที่กำลังรายล้อมตัวอาคารสำนักพิมพ์แห่งนี้ไว้ในความเงียบยามวิกาล... ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวอักษรของผมเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%