เสียงกระดาษแผ่นบางที่ถูกปลิวว่อนลงบนโต๊ะทำงานไม้สักสีเข้ม ไม่ได้สร้างเสียงดังอึกทึก แต่มันหนักอึ้งราubกับก้อนหินที่ถูกทุ่มลงกลางอกของรวิศ
"คุณไม่ได้กำลังทำธุรกิจ มินตรา... คุณกำลังเล่นการพนันกับศพของสำนักพิมพ์ตัวเอง"
น้ำเสียงของรวิศเรียบสนทนา ทว่าแฝงไว้ด้วยรังสีความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงขั้วหัวกระดูก เขายืนค้ำโต๊ะทำงานของหญิงสาว ดวงตาคมกริบกวาดมองเอกสารทางการเงินนับสิบหน้าที่เพิ่งร่วงหล่นจากการควควานหาของเขาเอง มันไม่ใช่เอกสารที่ควรจะมาอยู่บนโต๊ะนี้—เอกสารแจ้งเตือนการอายัดบัญชีจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และหมายศาลเตือนเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ค่าโรงพิมพ์มูลค่าเจ็ดหลัก
มินตราไม่ได้ขยับตัวหนี เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังเบาะสีชา ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นอย่างถือดีกลับผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด ราวกับความลับที่ถูกปิดตายมาตลอดห้าปี ได้หลุดลอยออกไปจากกรงขังแห่งความภาคภูมิใจแล้ว
ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาเคลียแก้มอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าสบตากับกวีหนุ่มผู้ยึดมั่นในสัจนิยม รอยยิ้มบางเบาถูกจุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงความพยศไว้จนหยดสุดท้าย
"คุณคิดว่ากวีอย่างคุณใช้ชีวิตอยู่ด้วยบทกลอนและความฝันอย่างเดียวหรือครับ รวิศ... อากาศที่คุณหายใจในตึกนี้ ค่ากระดาษอาร์ตมันที่คุณใช้พิมพ์รวมเล่มบทกวีเล่มล่าสุด ค่าลิขสิทธิ์ที่คุณได้รับตรงเวลาทุกสิ้นเดือน คุณคิดว่ามันงอกเงยมาจากหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าหรือไง"
คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำตาล รวิศชะงักกรามขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาผสมปนเปกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก—ความรู้สึกเจ็บแปลบที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้รับจากผู้หญิงที่เขาเคยมองว่าเย็นชาและไร้หัวใจคนนี้
"คุณยอมแบกรับมันไว้คนเดียวเนี่ยนะ ห้าปีเต็ม..." รวิศทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่มองเธอบ่งบอกถึงความไม่เข้าใจ "ทำไมไม่บอกใคร ทำไมต้องทำเป็นว่าสำนักพิมพ์ *'อักษราวิจิตร'* ยังคงมั่นคงในฐานะเสาหลักของวงการวรรณกรรม ทั้งที่ข้างในมันกลวงโบ๋และกำลังจะพังลงมาทับคุณอยู่รอมร่อ!"
"บอกแล้วจะได้อะไรครับ?" มินตราสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย แต่เจ้าตัวก็รีบควบคุมมันให้กลับมานิ่งสนิทอย่างรวดเร็ว เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอกแน่นเพื่อสร้างกำแพงป้องกันตัวอีกครั้ง "ถ้าผมบอกคุณ หรือบอกพวกนักเขียนอีโก้สูงส่งในสังกัด สิ่งที่พวกคุณจะทำก็มีแค่การเดินหนีไปหาสำนักพิมพ์อื่นที่มีเงินหนากว่า หรือไม่ก็เขียนบทความวิจารณ์สมเพชความล้มเหลวของผมลงในคอลัมน์วรรณกรรม ศิลปะมันจะสูงส่งได้ยังไง... ถ้าท้องของคนสร้างมันหิวโหย"
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวเคล้ากับแสงไฟสีส้มสลัวที่สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างตึกสูงลงมา สะท้อนเงาของคนทั้งคู่ที่ยืนเผชิญหน้ากันบนเส้นด้ายแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์
รวิศถอนหายใจยาวนาน เขาหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อกลั่นกรองความรู้สึกมหาศาลที่กำลังถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาและมินตราคือคู่ปรับคนสำคัญ ฝั่งหนึ่งมองวรรณกรรมคือจิตวิญญาณที่ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่อีกฝั่งกลับมองมันเป็นสินค้าที่ต้องแลกมาด้วยกลยุทธ์และการยอมจำนนต่อกลไกตลาด เขากลเกลียดความเจ้าเล่ห์และการประนีประนอมทางธุรกิจของเธอมาโดยตลอด
ทว่า... ในวินาทีนี้ เมื่อเขาได้เห็นตัวเลขหนี้สินที่พรั่งพรูอยู่เบื้องหน้า และรอยคล้ำใต้ดวงตาของหญิงสาวที่ถูกปกปิดด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ภาพลักษณ์ของ 'แม่มดแห่งวงการสิ่งพิมพ์' ก็พังทลายลง เหลือเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังใช้สองมือเปล่าค้ำยันซากปรักหักพังของความฝันเอาไว้ไม่ให้หล่นทับตัวเอง
รวิศก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าวหนึ่ง เขายื่นมือออกไปหยิบกระดาษแผ่นที่อยู่ล่างสุดขึ้นมาพลิกดูอย่างละเอียด ดวงตาคมกริบกวาดอ่านชื่อเจ้าหนี้และยอดเงินกู้ยืมส่วนบุคคลที่ใช้ชื่อของมินตราเป็นผู้ค้ำประกันแต่เพียงผู้เดียว
"คุณเอามรดกของครอบครัวไปจำนอง... เพื่อจ่ายค่าพิมพ์หนังสือรวมบทกวีเล่มแรกของผมเนี่ยนะ?" รวิศเงยหน้าขึ้นมองเธอ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแข็งกร้าวถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงระคนสำนึกผิด
มินตราเบือนหน้าหนีไปมองวิวยามค่ำคืนนอกหน้าต่าง ปฏิเสธที่จะตอบคำถามด้วยสายตา ทว่าความเงียบนั้นได้ให้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
"ผมไม่ได้ขอให้คุณทำแบบนั้น..." รวิศพึมพำ น้ำเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบกับตัวเอง "คุณทำไปทำไม มินตรา? หนังสือของผมมันขายไม่ได้กำไรหรอก คุณก็รู้ดี"
"เพราะผมเชื่อในตัวคุณไงครับ..." มินตราหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวมาตลอดบัดนี้กลับเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ไหลริน "ในวันที่ทุกคนบอกว่ากวีนิพนธ์มันตายไปจากสังคมไทยแล้ว ในวันที่ไม่มีใครสนใจอ่านตัวอักษรที่ร้อยเรียงอย่างประณีต มีแค่คุณคนเดียวที่ยังเขียนมันด้วยจิตวิญญาณ... ผมอาจจะเป็นนักธุรกิจที่เลวทรามในสายตาคนอื่น แต่ผมไม่ใช่คนตาบอด ผมรู้ว่าอะไรคือเพชรแท้ และอะไรคือเศษกรวด"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ รวิศนิ่งค้างไป เขาไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากที่เย่อหยิ่งและคำพูดเชือดเฉือนที่เธอใช้รับมือกับเขามาตลอดห้าปี ผู้หญิงคนนี้จะแบกรับความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวเขาไว้หนักหนาถึงเพียงนี้
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกผิดและแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างพุ่งเข้าชนจิตวิญญาณของเขาอย่างจัง มันไม่ใช่ความรักในแบบหนุ่มสาวทั่วไป แต่มันคือความผูกพันลึกซึ้งของสองวิญญาณที่ยืนอยู่คนละฝั่งของเหวแห่งความเป็นจริง แต่มุ่งมั่นจะสร้างสะพานเชื่อมเข้าหากันด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ
รวิศวางกระดาษเอกสารทั้งหมดลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบa เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่เข้ามาประชิดตัวมินตราที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจเมื่อเงาร่างของกวีหนุ่มทาบทับลงมาบังแสงไฟจากเพดาน
"เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยกัน" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงและจริงจังจนไม่อาจปฏิเสธได้ "คุณหยุดวิ่งเต้นหาเงินมาโปะหนี้ด้วยวิธีเดิมๆ ได้แล้ว... นับจากวินาทีนี้ไป บรรณาธิการบริหารของผมจะต้องเลิกแบกโลกไว้คนเดียว"
มินตราเม้มปากแน่น หัวใจในอกเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานนับปี รวิศโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาของเขาสะท้อนภาพของเธอไว้อย่างชัดเจน มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บางเพื่อปลอบประโลม
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสโดนเนื้อผ้า
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างกระชั้นชิด ขัดจังหวะบรรยากาศที่กำลังเปราะบางและลึกซึ้งลงทันที
ทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย มินตราผุดลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ สีหน้าของเธอกลับคืนสู่ความเรียบเฉยอย่างรวดเร็วราวกับถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี รวิศถอยหลังกลับไปตั้งหลักพร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"เข้ามาครับ" มินตราเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเย็นชาแบบนักบริหาร
ประตูไม้บานหนักค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลราคาแพง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงแววตาดุดันที่รวิศคุ้นเคยเป็นอย่างดี—ชายผู้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดในตลาดหนังสือปัจจุบัน
ชายคนนั้นก้าวเข้ามาในห้อง กวาดสายตามองรวิศและมินตราสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มเยาะ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงจนติดลบ
"ผมไม่ได้มารบกวนเวลาส่วนตัวของพวกคุณใช่ไหมครับ... พอดีผมได้รับเอกสารแจ้งเตือนจากธนาคารเมื่อบ่ายนี้ ว่าโฉนดที่ดินสำนักพิมพ์แห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนมือในวันพรุ่งนี้เช้า... และผมก็เตรียมเช็คเงินสดก้อนโตมาที่นี่ เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์กวีนิพนธ์ทั้งหมดของรวิศ... แบบผูกขาดตลอดชีพครับ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและบทกวีบทนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 9
เบื้องหลังฉากหน้า
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!