"ตัวเลขยอดพิมพ์ครั้งที่สี่ตกลงสามสิบเปอร์เซ็นต์... มินตรา คุณกำลังทำให้งานชิ้นเอกกลายเป็นเศษกระดาษที่ไร้ราคาบนแผงหนังสือ"
เสียงทุ้มต่ำของประธานกรรมการบริหารสำนักพิมพ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ แสงไฟนีออนสีขาวนวลส่องกระทบสันปกหนังสือสีดำสนิท—ผลงานรวมบทกวีเล่มล่าสุดที่มินตราทุ่มเทแรงกายแรงใจปลุกปั้นมานานนับปี ตัวเล่มวางอยู่นิ่งสนิทบนโต๊ะไม้โอ๊กขัดเงา ราวกับคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนความมั่นใจทั้งหมดของเธอให้แหลกสลายลงในพริบตา
มินตรารักษารอยยิ้มราบเรียบไว้บนใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ปลายนิ้วมือภายใต้โต๊ะจะกำลังจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวเหน็บเท่ากับสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมา ราวกับเธอกำลังยืนอยู่บนลานประหารโดยไร้ซึ่งเกราะป้องกัน
"ดิฉันได้ปรับแผนการตลาดและเพิ่มช่องทางการโปรโมทออนไลน์แล้วครับท่าน... เราเพียงแต่ต้องให้เวลา" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าลึกinใจกลับสั่นไหวราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ
"เวลาคือต้นทุน มินตรา และตอนนี้สำนักพิมพ์เราไม่มีความอดทนเหลือพอสำหรับความล้มเหลวเชิงพาณิชย์อีกต่อไปแล้ว" ประธานกรรมการลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ถ้าการพิมพ์บทกวีของกวีหัวรั้นอย่างรวิศมันทำให้เราขาดทุน คุณก็มีเวลาอีกเพียงแค่เจ็ดวัน ก่อนที่ผมจะสั่งระงับการจัดจำหน่ายทั้งหมด... ไปจัดการซะ"
ประตูกระจกบานใหญ่ปิดลงพร้อมกับความเงียบงันที่กลับคืนมา มินตราทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ลลมหายใจของเธอติดขัดอยู่ในลำคอ ความกลัว—ความรู้สึกที่เธอพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากของหญิงสาวผู้ทะเยอทะยานและกุมบังเหียนความสำเร็จ—บัดนี้กำลังกัดกินหัวใจเธอจากภายใน
เธอไม่กลัวความเหนื่อยยาก ไม่กลัวการทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่สิ่งที่เธอกลัวที่สุด... คือการยอมรับว่าความเชื่อมั่นของตนเองนั้น "ผิดพลาด" และเธอกำลังทำให้ศิลปะที่เธอกล่าวอ้างว่ารัก ต้องพังทลายลงด้วยมือของเธอเอง
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟกึ่งห้องสมุดย่านเก่าแก่ รวิศกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเดิม ปลายนิ้วเรียวยาวคีบมวนบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไฟไว้ ขณะที่สายตาคมกริบมองลอดผ่านกระจกใสออกไปเบื้องนอก สายฝนปรอยๆ เริ่มโปรยปลงมา ลวดลายของหยดน้ำที่ไหลลู่ลงบนกระจกดูคล้ายกับบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นด้วยความเศร้าโศก
เขารู้ดีถึงสถานการณ์ที่สำนักพิมพ์กำลังเผชิญ รวิศไม่ใช่คนโง่เขลา เขารู้ว่างานเขียนของเขาขายยาก และเขาก็รู้ดีว่ามินตรากำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งเพียงลำพัง
เสียงผลักประตูกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ดังขึ้น รวิศเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ดวงตาคมกริบนั้นหรี่แคบลงเล็กน้อย
มินตราก้าวเข้ามาในร้านด้วยสภาพที่แตกต่างไปจากทุกครั้ง เสื้อสูทเข้ารูปยับยับเล็กน้อย เส้นผมที่เคยรวบตึงไว้อย่างไร้ที่ติหลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียกรอบหน้า ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำเล็กน้อย—ร่องรอยของความพ่ายแพ้ที่เธอพยายามซ่อนไว้ แต่มันกลับชัดเจนเสียจนบาดลึกเข้ามาในใจของกวีหนุ่มผู้มองโลกตามความเป็นจริง
เธอก้าวตรงมาที่โต๊ะของเขา ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่เอ่ยคำทักทายใดๆ นานนับนาทีมีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาและเสียงลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างไม่สม่ำเสมอของเธอ
"คุณดูเหมือนคนกำลังจะไปลานประหาร, บรรณาธิการสาว" รวิศเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าเจือไปด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด
มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มฝืนๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ถ้าฉันบอกว่า... พรุ่งนี้หนังสือของคุณอาจจะไม่เหลืออยู่บนแผงอีกต่อไปแล้วล่ะ คุณจะรู้สึกอย่างไร, รวิศ?"
รวิศนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม เขาวางมวนบุหรี่ลงบนเขี่ยบุหรี่อย่างช้าๆ
"ผมเสียใจ... แต่ไม่ใช่เพราะหนังสือของผมไม่ได้ไปต่อ" รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "แต่ผมเสียใจที่เห็นคุณกำลังใช้ชีวิตทั้งหมดของคุณ ไปกับการแบกความคาดหวังของคนอื่นที่มองไม่เห็นแม้แต่คุณค่าของงานศิลปะ"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีด ทว่ากลับกรีดทะลวงเข้าไปถึงกลางใจของมินตรา ความเข้มแข็งทั้งหมดที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาพังทลายลงในวินาทีนั้น หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่ขอบตา ก่อนจะไหลรินลงมาเงียบๆ บนแก้มเนียน
"คุณไม่เข้าใจหรอก รวิศ..." เสียงของเธოსั่นเครือเล็กน้อย "ฉันต้องพิสูจน์ให้พวกลงทุนเห็นว่า ศิลปะกับพาณิชย์มันเดินไปด้วยกันได้ ฉันไม่อยากล้มเหลว... เพราะถ้าฉันล้มเหลว หมายความว่าสิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดชีวิตมันไร้ความหมาย"
รวิศถอนหายใจยาวนาน เขาเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเธอ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนหวานเลี่ยน เพราะเขารู้ดีว่าคนอย่างมินตราไม่ต้องการความสงสาร เธอกล้าหาญเกินกว่าจะยอมรับคำปลอบโยนแบบนั้น
"คุณไม่ได้ล้มเหลวเพราะตัวงาน, มินตรา" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเธออย่างชัดเจน "คุณล้มเหลวเพราะคุณกำลังพยายามขายบทกวีให้19คนที่ไม่เคยเข้าใจความหมายของถ้อยคำ... ศิลปะมันไม่ได้มีไว้เพื่อการันตีผลกำไร แต่มันมีไว้เพื่อเขย่าจิตใจของคนที่ยินดีจะเจ็บปวดไปกับมันต่างหาก"
มินตราเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตายังคงคลอหน่วย แต่แววตาเริ่มมีความแข็งกร้าวกลับคืนมา "แล้วคุณจะให้ฉันทำอย่างไร? ยอมแพ้แล้วปล่อยให้สำนักพิมพ์เตะเราออกไปอย่างไม่ใยดีอย่างนั้นหรือ?"
"เปล่าเลย" รวิศมุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของบรรณาธิการสาวเต้นผิดจังหวะอย่างไม่รู้ตัว "เราจะไม่ยอมแพ้... แต่เราจะเล่นเกมใหม่ ในแบบฉบับของเรา"
รวิศล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ ออกมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนมันข้ามไปให้เธอช้าๆ
มินตราขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอเปิดซองเอกสารออกแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ลมหายใจของเธอสะดุดกึกเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัดที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
มันไม่ใช่ต้นฉบับบทกวีชิ้นใหม่... แต่มันคือบันทึกหลักฐานการเงินและการประชุมลับของคณะผู้บริหารสำนักพิมพ์ ที่เกี่ยวกับการพยายามยักย้ายถ่ายเทงบประมาณเพื่อบีบให้สำนักพิมพ์ปิดตัวลงในอีกสามเดือนข้างหน้า
มินตราเงยหน้าขึ้นมองกวีหนุ่มทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกใจและตื่นตะลึง "นี่มัน... คุณไปได้มาจากไหน?"
รวิศเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบฉายประกายลึกล้ำราวกับนักล่าที่รอจังหวะตะครุบเหยื่อมานาน
"เพราะความจริง... ไม่เคยซ่อนอยู่บนแผงหนังสือขายดีหรอกครับ มินตรา" รวิศกระซิบเบาๆ ท่ามกลางเสียงฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอก "แต่มันซ่อนอยู่หลังกระดาษสัญญาที่คุณกำลังจะเซ็นในวันพรุ่งนี้ต่างหาก"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 18
ม่านหมอกในใจ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!