วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 17

ความลับในป่าทึบ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"ถ้อยคำหนึ่งประโยค มีน้ำหนักมากพอที่จะกดทับลมหายใจของคนคนหนึ่งให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งได้... คุณเชื่อเรื่องนั้นไหมครับ, คุณมินตรา" เสียงของรวิศลอยละลิ่วท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดเก่าแก่ ปลายพู่กันในมือของเขาหยุดนิ่งค้างอยู่เหนือกระดาษสา หยดหมึกสีดำเข้มข้นค่อย ๆ ซึมลามแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างบนพื้นผิวสีขาว ราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือน สายตาของเขาไม่ได้มองสบกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หากแต่ทอดมองทะลุกระจกบานใหญ่เบื้องหน้าออกไป—เบื้องนอกนั้นคือความมืดมิดของราวป่าทึบที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกทึบทึบยามค่ำคืน มินตราขยับตัวเล็กน้อย เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าไหมราคาแพงกับเก้าอี้ไม้เก่าดังขึ้นแผ่วเบา เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในฐานะบรรณาธิการบริหาร เธอกำลังเผชิญหน้ากับต้นฉบับที่อันตรายที่สุดในชีวิตการทำงาน และไม่ใช่แค่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต่มันคือวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อยู่เบื้องหน้าเธอ "คำพูดเป็นเพียงลมปากค่ะ... เอ่อ... สำหรับฉัน มันเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด จนกระทั่งได้มานั่งฟังคุณพูดในตอนนี้แหละค่ะ" มินตราเกือบหลุดคำลงท้ายแบบเดิมออกไปตามความคุ้นชิน แต่สายตาคมกริบที่ปรายกลับมาทำให้เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงให้รัดGomยิ่งขึ้น "สำหรับดิฉัน... คำพูดสร้างมูลค่าได้ แต่มันไม่ควรฆ่าใคร" "แต่มันฆ่ามาแล้วครับ" รวิศวางพู่กันลงอย่างช้า ๆ ราวกับกลัวว่าเสียงกระทบจะไปปลุกปีศาจตนใดให้ตื่นขึ้น เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นจาง ๆ ที่มุมขมับซ้าย "คุณอยากรู้ไม่ใช่หรือครับ ว่าทำไมกวีผู้รักสันโดษอย่างผม ถึงปฏิเสธแสงสว่างจากสำนักพิมพ์ของคุณมาตลอดหลายปี ทำไมผมถึงยอมจมอยู่กับความยากจนและความโดดเดี่ยวในบ้านหลังนี้" บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถนัดตา แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้สัก โต๊ะทำงานตัวยาวคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง ราวกับเส้นแบ่งเขตระหว่างโลกแห่งทุนนิยมที่มินตราแบกรับ กับโลกแห่งโศกนาฏกรรมที่รวิศฝังกลบไว้ "สิบปีก่อน" เสียงของรวิศนุ่มทุ้มและราบเรียบราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "พ่อของผมเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมผู้ซื่อตรง เขาไม่เคยประจบสอพลอใคร และมักจะเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ความเน่าเฟะของวงการหนังสืออย่างตรงไปตรงมา วันหนึ่ง... มีบทความชิ้นหนึ่งถูกตีพิมพ์ออกไป มันเปิดโปงการทุจริตและการซื้อรางวัลวรรณกรรมของกลุ่มอิทธิพลใหญ่" มินตรานิ่งฟังอย่างตั้งใจ เธอนั่งตัวตรง สัญชาตญาณบรรณาธิการบอกเธอว่าเรื่องเล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือโครงสร้างรากฐานของความเกลียดชังที่รวิศมีต่อ 'ระบบ' ที่เธอเป็นตัวแทน "พวกเขาสู้ไม่ได้ด้วยเหตุผล" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเจ็บปวด "พวกเขาจึงใช้ 'กระแส' แทนอำนาจศาล เริ่มจากการปล่อยข่าวลือ บิดเบือนถ้อยคำของพ่อผม ตัดตอนประโยคเพียงสั้น ๆ แล้วขยายความด้วยปากต่อปาก จนสังคมพิพากษาว่าพ่อของผมเป็นคนทรยศต่ออุดมการณ์ เป็นคนเสแสร้ง... ภายในเวลาไม่ถึงสามเดือน จากเสียงปรบมือและการยกย่อง กลายเป็นเสียงก่นด่า สาปแช่ง และก้อนอิฐที่ปาเข้ามาทางหน้าต่างบ้านทุกคืน" รวิศเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมคายไหววับสะท้อนเปลวไฟจากตะเกียง "คืนที่ฝนตกหนักที่สุด... แม่รับแรงกดดันจากสายตาของคนรอบข้างไม่ไหว เธอเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการดื่มยาพิษทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ พร้อมกับจดหมายลาตายที่เขียนไว้บรรทัดเดียวว่า *'แม่ทนอยู่ท่ามกลางสายตาที่มองเราเป็นสัตว์ประหลาดไม่ได้อีกแล้ว'*... และในคืนเดียวกันนั้นเอง พ่อก็ใช้เชือกเส้นเดิมผูกคอตัวเองกับคานบ้านหลังนี้ หลังจากเผาต้นฉบับทั้งหมดที่เขาเคยเขียนทิ้งจนไม่เหลือแม้แต่หน้าเดียว" มินตราสูดหายใจเข้าลึก ๆ ความรู้สึกหนับหน่วงเข้าเกาะกุมหน้าอก เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเย้ยหยันโลกใบนี้เป็นเกราะกำบัง เธอนึกอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสมือที่กำแน่นอยู่บนโต๊ะนั้น แต่ความเป็นมืออาชีพและช่องว่างระหว่างพวกเขาหยุดยั้งเธอไว้ "นั่นคือเหตุผล... ที่คุณเกลียดการบิด ใช่มั้ยคะ?" มินตราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งของบรรณาธิการสาวหายวับไป เหลือเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อแผลลึกในใจของคู่สนทนา "คุณมองว่าทุกคำพูดที่ถูกนำไปใช้ทางการตลาด คือการฆาตกรรมรูปแบบหนึ่ง... เหมือนกับที่ครอบครัวของคุณเคยเจอ" "คุณฉลาดมากครับ คุณมินตรา" รวิศเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง "คุณมองทะลุปรุโปร่งถึงกลยุทธ์การขาย แต่วันนี้... คุณเพิ่งจะได้รู้ว่าต้นทุนของบทกวีเล่มนี้ มันแลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของคนสองคนที่ผมรักที่สุด เพราะฉะนั้น อย่ามาบอกผมเลยครับ ว่าเราควรยอมประนีประนอมกับความจริงเพื่อให้หนังสือมันขายดีขึ้น" ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายกระทบหลังคากระเบื้องด้านนอก เป็นจังหวะที่ช่วยขับเน้นความอ้างว้างในจิตใจของคนทั้งคู่ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น มินตราเม้มปากแน่น เธอตระหนักดีว่าข้อเสนอเรื่องการปรับแก้เนื้อหาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในตอนนี้นั้น ช่างดูไร้หัวใจและเห็นแก่ตัวเพียงใด แต่ก่อนที่มินตราจะได้เอ่ยคำขอโทษหรือถอนคำพูดใด ๆ ออกมา เสียงบางอย่างจากภายนอกก็ทำลายบรรยากาศอันเปราะบางนั้นลง *ก๊อบ... ก๊อบ... ก๊อบ...* เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเชื่องช้า ดังมาจากระเบียงทางเดินด้านนอกห้องสมุด—ระเบียงที่ควรจะว่างเปล่า และประตูทางเข้าก็ควรจะถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้ามาแล้ว รวิศชะงัก สายตาคมกริบเปลี่ยนเป้าหมายจากใบหน้าของมินตรา พุ่งตรงไปยังประตูปิดทึบเบื้องหน้าทันที สัญชาตญาณนักล่าและผู้ระแวดระวังภัยตื่นตัวขึ้นเต็มพิกัด ร่างสูงลุกขึ้นยืนช้า ๆ โดยไม่ส่งเสียงดัง ขณะที่มินตราผุดลุกขึ้นตามด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดลงถนัดตา *ก๊อบ... ก๊อบ...* เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงตรงหน้าประตูปิดสนิท ไม่มีการเคาะ ไม่มีเสียงประกาศตัว มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกสอดลอดใต้ช่องประตูไม้เข้ามาอย่างเชื่องช้า ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งสนิทอยู่กลางห้อง รวิศก้มมองแผ่นกระดาษนั้นด้วยสายตาที่หรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด มือของเขาเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ขณะที่มินตราก้าวเข้าไปใกล้เพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ในมือเขาด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ เมื่อรวิศคลี่กระดาษแผ่นนั้นออก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ—บนกระดาษสาแผ่นเก่า มีลายมือคุ้นตาเขียนข้อความสั้น ๆ ด้วยหมึกสีแดงฉานเอาไว้เพียงบรรทัดเดียว *“สิ่งที่แกตามหามาสิบปี ไม่ได้ตายอยู่ในกองเพลิง... แต่อยู่ในห้องใต้ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกแกตอนนี้”* รวิศชะงักค้าง มือที่ถือกระดาษสั่นเทาเล็กน้อย สายตาของเขาตวัดกลับมามองมินตราที่กำลังจ้องมองข้อความนั้นด้วยความตื่นตระหนกไม่แพ้กัน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงหัว-เราะแหברי้วต่ำ ๆ ก็ดังขึ้นจากใต้พื้นไม้กระดานใต้เท้าของพวกเขา พร้อมกับเสียงโซ่ตรวนที่ถูกลากับพื้นปูนดัง *แกรก... แกรก...* ขึ้นมาจากเบื้องล่าง โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%