วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 19

บทเพลงจากความว่างเปล่า

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"คุณกำลังพาเราเดินไปสู่ทางตันที่สวยงามที่สุด... คุณมินตรา" เสียงทุ้มต่ำของรวิศดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องเก็บเอกสารเก่าคร่ำครึ กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและฝุ่นผงที่ลอยวน under แสงไฟนีออนสีส้มสลัว ราวกับเป็นสักขีพยานในค่ำคืนที่โลกของกวีและโลกของบรรณาธิการต้องมาบรรจบกันในจุดที่ไม่มีทางเลี่ยง น้ำหมึกสีดำหยดสุดท้ายจากปากกาซึมลงบนกระดาษร่างรายงานการเงินที่ถูกฉีกขาดครึ่งหนึ่ง บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ที่มีแฟ้มเอกสารคดีฉ้อโกงลิขสิทธิ์กองสุมเป็นภูเขา รวิศนั่งไขว่ห้าง แว่นสายตากรอบบางสะท้อนแสงไฟวับวาว ขณะที่สายตาคมกริบจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือฝั่งตรงข้าม มินตราไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือน เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความเหนื่อยล้าและความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ ชุดสูทสีเทาเข้มยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการทำงานข้ามคืน บ่งบอกว่าเธอก็สู้ไม่ถอยเช่นกัน "ทางตันเหรอคะ... อ้อ ขอโทษทีครับ ผมติดปาก" มินตราแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อเห็นคิ้วเข้มของชายหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเยหยัน "ทางตันที่คุณว่า มันคือทางเดียวที่เราจะรอดต่างหากล่ะ รวิศ ถ้าคุณยังดื้อดึงจะรักษาศักดิ์ศรีของกวีจนตัวตาย พรุ่งนี้สำนักพิมพ์ของเราจะถูกฟ้องจนล้มละลาย และผลงานที่คุณทุ่มเทเขียนด้วยหยาดเลือด จะกลายเป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่าที่ถูกเผาทิ้งในโรงพิมพ์เถื่อน" รวิศแค่นยิ้ม ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงเสียงฝนที่โปรยปรายกระทบกระจกหน้าต่างด้านนอกเป็นจังหวะราวกับเสียงเคาะเคาน์เตอร์ของความจริงอันโหดร้าย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่ผอมบางแต่เปี่ยมด้วยพลังกดดันก้าวเข้าไปใกล้มินตราทีละน้อย กลิ่นกายจางๆ ของชาออร์แกนิกผสมกับความเคร่งเครียดลอยอบอวลในอากาศระยะประชิด มินตรายังคงยืนนิ่ง ไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตาสีเข้มของทั้งคู่ประสานกันราวกับกำลังประลองกำลังภายในผ่านความเงียบ "คุณคิดว่าผมกลัวความล้มละลายหรือครับ มินตรา" รวิศโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย เสียงของเขาต่ำจนแทบจะเป็นกระซิบ แต่ทุกคำหนักแน่น "สิ่งที่ผมกลัว... คือการเห็นตัวอักษรที่ผมบรรจงสร้างด้วยจิตวิญญาณ ถูกพวกคุณเอาไปบิด ฆ่า และย่อยสลายเพื่อแลกกับตัวเลขบนบัญชีธนาคารต่างหาก" "แต่จิตวิญญาณกินไม่ได้ รวิศ!" มินตราสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือด้วยความอัดอั้น เธอเงยหน้าขึ้นจ้องเขาอย่างไม่เกรงกลัว "คุณคิดว่าฉันอยากทำแบบนี้เหรอ? ฉันอยากเป็นบรรณาธิการที่นั่งจิบกาแฟสวยๆ ตรวจต้นฉบับบทกวีหวานซึ้งไปวันๆ เหมือนกัน! แต่โลกมันไม่ได้สวยงามแบบบทกลอนของคุณ ฉันต้องปกป้องคนนับสิบในสำนักพิมพ์ ปกป้องชื่อเสียงที่คุณเองก็มีส่วนสร้างมันขึ้นมา... ถ้าเราไม่ร่วมมือกันตอนนี้ ทั้งคุณและฉันก็พังกันหมด" บรรยากาศระหว่างทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่กัดเซาะความสัมพันธ์ของพวกเขามาร่วมปี บัดนี้ถูกบีบอัดให้เหลือเพียงพื้นที่แคบๆ ในห้องเก็บเอกสารยามวิกาล ความเกลียดชัง ความชื่นชม และความปรารถนาที่จะเอาชนะ ปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าเส้นแบ่งระหว่างมิตรและศัตรูคืออะไร ทันใดนั้น ไฟฟ้าในตึกก็ดับวูบลงกะทันหัน ความมืดมิดกลืนกินห้องทั้งห้องในเสี้ยววินาที มีเพียงแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวบนโต๊ะที่ส่องสะท้อนโครงหน้าของทั้งคู่ให้ดูราวกับภาพเงาดำในโรงละครเงา "บ้าเอ๊ย..." มินตราอุทานเบาๆ พร้อมกับก้าวถอยหลังไปสะดุดกับกองแฟ้มเอกสาร ร่างของเธอเซถลาด้วยความตกใจ รวิศที่ไวกว่าคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้ตามสัญชาตญาณ แรงดึงทำให้ร่างบางกระแทกเข้ากับแผงอกกว้างของชายหนุ่มอย่างจัง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความมืด ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้หัวใจของทั้งสองคนเต้นผิดจังหวะ มินตราบังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะห่างเพียงคืบ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างสาดส่องลงมาพอดี เผยให้เห็นแววตาที่สั่นไหวของหญิงสาวและความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งกร้าวของกวีหนุ่ม "ปล่อย..." มินตรากระซิบเสียงแผ่ว แต่ไม่มีแรงผลักไส "ถ้าผมปล่อย คุณก็จะล้ม" รวิศตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มือหนายังคงประคองเอวบางของเธอไว้เพื่อทรงตัว "เช่นเดียวกับสถานการณ์ตอนนี้... ถ้าเราไม่พึ่งพากันและกัน เราก็ร่วงหล่นไปด้วยกันทั้งคู่" มินตราเม้มริมฝีปากแน่น เธอยอมรับความจริงในข้อนั้นอย่างจำยอม มือเรียวของเธอค่อยๆ เอื้อมไปแตะไหล่กว้างของเขาเพื่อยึดเหนี่ยวในความมืด ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและแรงสั่นน้อยๆ จากตัวตนของชายผู้ที่เป็นทั้งคู่ปรับและที่พึ่งเดียวในยามนี้ "ตกลง..." มินตราเอ่ยเสียงเบาหวิว ดวงตาเป็นประกายในความมืด "เราจะใช้กลยุทธ์ของคุณ... แต่เงื่อนไขทุกอย่างต้องผ่านการกลั่นกรองจากปากกาของคุณ รวิศ" รวิศยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่หา 10 ปีมีหน "ดีมาก บรรณาธิการของผม" ในจังหวะที่ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลงและเปลี่ยนเป็นความเงียบอันลึกซึ้งที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่ทางเดินด้านนอก... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทั้งๆ ที่เลยเที่ยงคืนและตึกนี้ควรจะปิดล็อกสนิทแล้ว รวิศและมินตราหันขวับไปมองประตูไม้บานเก่าพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง แสงไฟฉายลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดที่ค่อยๆ หมุนเปิดออกอย่างเชื่องช้า ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%