ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่ปกคลุมบรรยากาศอันตึงเครียดระหว่างเราทั้งคู่ลงอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง
รินรดา สะดุ้งเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก ร่างบางขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อตระหนักว่าตอนนี้ระยะห่างระหว่างเธอกับ ศิลา วรโชติเมธี นั้นใกล้ชิดกันจนเกินคำว่า 'ผู้ร่วมวางแผน' ไปไกลลิบ
ชายหนุ่มไม่ได้ขยับตัวตาม เขายังคงยืนค้ำร่างสูงใหญ่ของตนไว้กับขอบโต๊ะทำงาน แววตาคมกริบดั่งใบมีดที่เคยฉายแววดุดันและเยือกเย็นเมื่อครู่ กลับไหววับด้วยประกายบางอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน มันวูบไหว เปราะบาง และลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นใต้น้ำอันบ้าคลั่งเอาไว้
"อย่าเพิ่งส่งเสียง" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำทุบกระซิบชิดริมหูของเธอ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอขาวผ่องจนหญิงสาวขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะประตูห้องทำงานส่วนตัวดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงและเร่งรีบกว่าเดิม พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของลูกน้องคนสนิทที่ดังลอดเข้ามา
"นายครับ... ทางฝั่งของคินเริ่มเคลื่อนไหวแล้วครับ มันส่งคนมากวาดล้อมรอบคฤหาสน์ เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้สามชั่วโมง!"
ศิลาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบฉายแววเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาจนอากาศรอบตัวแทบจะเย็นเฉียบลงไปถนัดตา นี่คือบททดสอบความอดทนที่คินตั้งใจส่งมาหยั่งเชิง และมันหมายความว่า... คนของพวกมันอาจจะแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้แล้ว
แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ศิลากำลังจะหันหลังไปหยิบอาวุธประจำกาย รินรดา กลับเอื้อมมือเรียวไปคว้าข้อมือหนาของเขาเอาไว้แน่น
"เดี๋ยวก่อนค่ะ ศิลา..." น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แววตาคู่สวยมองลึกเข้าไปในดวงตาคมที่กำลังลุกโชนด้วยไฟแห่งโทสะ "คุณกำลังใจร้อน... ถ้าคุณออกไปตอนนี้ ทั้งหมดที่เราวางแผนมาจะพังไม่เป็นท่า คินมันรอจังหวะนี้อยู่แล้ว รอให้คุณหลุด"
ศิลาชะงัก ชายหนุ่มก้มมองมือเรียวที่กุมข้อมือเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้มากมายอะไร แต่มันกลับมีพลังบางอย่างที่หยุดยั้งพายุอารมณ์บ้าคลั่งในอกของเขาได้ชะงักงัน
"ปล่อยริน..." เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน แววตาที่มองเธอมิได้ดุดันดังเดิม หากแต่มีความร้าวรานลึกซึ้งบางอย่างที่ถูกปิดตายมานานนับปีสะท้อนออกมา "เธอไม่เข้าใจหรอ... ว่าพวกมันกำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉัน ศักดิ์ศรีที่ฉันต้องแลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตาในอดีต!"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงใหญ่นั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว มืออีกข้างยกขึ้นประคองใบหน้าคมคายที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ปลายนิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ที่โหนกแก้มสากระคายอย่างปลอบประโลม
"ฉันเข้าใจค่ะ... เข้าใจดีมากกว่าใครทั้งหมด" รินรดากระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยหยาดน้ำใส "เพราะฉันเองก็เคยสูญเสีย เคยถูกหักหลัง และเคยต้องยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกองเพลิงแห่งความแค้นมาโดยตลอด... ศิลา คนอย่างพวกเราน่ะ ร้องไห้ไม่ได้หรอกค่ะ ร้องไปก็ไม่มีใครเช็ดน้ำตาให้ มีแต่จะรอซ้ำเติม"
คำพูดนั้น... ราวกับกุญแจดอกสำคัญที่ไขเข้าสู่ห้องลับในใจของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล ศิลาชะงักค้าง ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งราวกับหินผากลับสั่นสะท้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง ความเปราะบางที่เขาพยายามซ่อนเร้นมาตลอดชีวิตภายใต้หน้ากากแห่งความโหดเหี้ยม บัดนี้ได้ถูกรินรดาเปิดเปลือยออกจนหมดสิ้น
ชายหนุ่มหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนจะดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างแรง สองแขนแข็งแกร่งโอบกอดรัดรอบเอวคอดกิ่วไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปในอากาศ ลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่บนลาดไหล่บาง ร่างกายที่เคยเยือกเย็นและคำนวณทุกย่างก้าวอย่างแม่นยำ บัดนี้กลับสั่นเทาด้วยแรงปรารถนาอันตรายและอารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกปลุกเร้า
"ริน..." เสียงเรียกชื่อเธอดังแหบพร่าและสั่นเครือ ชายหนุ่มซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นสูดดมความหวานล้ำเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอที่เพิ่งเผลอแสดงออกมา "เธอกำลังทำให้ฉันคลั่ง... รู้ตัวไหม"
"ถ้าการที่คุณคลั่งมันจะทำให้เราผ่านคืนนี้ไปได้... ฉันก็ยินดีค่ะ" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระซิบข้างหูเขาเช่นกัน ความตึงเครียดภายนอกประตูห้องราวกับถูกตัดขาดออกไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงแรงดึงดูดทางเพศและไฟเสน่หาที่กำลังเผาผลาญร่างทั้งสองให้หลอมละลายเข้าหากัน
ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดจนแทบเป็นสีดำสนิทเต็มไปด้วยความเร่าร้อนกระหายหิว ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาบดขยี้เรียวปากคู่งามอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความดุดันและโหยหา ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและวาบหวาม รินรดารับรสจูบอันเร่าร้อนนั้นด้วยความเต็มใจ มือเรียวเลื่อนขึ้นไปสอดเข้ากับกลุ่มผมสีดำสนิทของเขา ออกแรงดึงรั้งเล็กน้อยเพื่อให้เขารุกรานเธอได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดดังประสานกันในความเงียบ มือหนาของมาเฟียหนุ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนเว้าโค้งภายใต้ชุดเดรสเข้ารูปสัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาทำเอาผิวเนื้อของหญิงสาวซ่านสยิวราวกับถูกไฟลวก ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง ทุกสัมผัส ทุกหยาดเหงื่อ และทุกจังหวะลมหายใจ ล้วนตอกย้ำถึงพันธนาการอันตรายที่พวกเขาไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
ศิลาอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่ปล่อยให้ริมฝีปากเป็นอิสระ รินรดาเกาะเกี่ยวลำคอแกร่งไว้แน่น เรียวขาเกี่ยวรอบเอวสอบของเขาโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มก้าวเดินไปที่เตียงนอนขนาดใหญ่กลางห้อง ก่อนจะวางร่างเธอลงอย่างทะนุถนอมท่ามกลางแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา
ร่างสูงทาบทับลงมา กักขังเธอไว้ใต้ร่าง แววตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อแห่งความปรารถนา นิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากบวมเจ่อจากการจูบอย่างแผ่วเบา
"ถ้าก้าวเข้ามาในโลกของฉันแล้ว... อย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปง่ายๆ อีก รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากหยัก "เธอเป็นของฉัน... ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป"
ทว่า... ในวินาทีที่ศิลาโน้มตัวลงมาเพื่อมอบสัมผัสที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม เสียงกระจกหน้าต่างด้านหลังห้องนอนก็แตกละเอียดกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับแสงไฟเลเซอร์สีแดงหลายดวงที่พุ่งตรงมาทาบอยู่บนแผ่นหลังกว้างของศิลาอย่างแม่นยำ!
พันธนาการรักกับดักพยัคฆ์ร้าย•ตอนที่ 12
ภายใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย กุหลาบอาบแสงจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบอาบแสงจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการรักกับดักพยัคฆ์ร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!