หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานสั่นครืดคราดติดต่อกันหลายครั้ง ข้อความเสียงความยาวสิบวินาทีจากเบอร์แปลกถูกส่งเข้ามา พร้อมกับรูปภาพความละเอียดสูงที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ในภาพนั้น... คือซองพลาสติกใสบรรจุเศษโลหะชิ้นเล็กๆ ที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นชิ้นส่วนกลไกภายในของเครื่องจักรที่เธอรับผิดชอบ แต่มันถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักตัวเก่งในห้องทำงานส่วนตัวของอาคเนย์ ชายหนุ่มผู้ซ่อนความลับดำมืดไว้หลังเลนส์กล้อง
เสียงโทรศัพท์ยังคงแผดเสียงกรีดร้องในความเงียบ รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความไม่ไว้ใจที่เคยก่อตัวขึ้นเป็นเพียงรอยร้าวเล็กๆ บัดนี้ได้ขยายวงกว้างจนกลายเป็นเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งระหว่างเธอกับเขา
"รับสิครับ... รินรดา" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดตรงมุมห้อง อาคเนย์ก้าวออกมาจากเงาสลัวของผ้าม่าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและรอยสักจางๆ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองเธอด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา มันทั้งดุดัน เย้ายวน และเต็มไปด้วยอำนาจที่กดดันจนหายใจไม่ออก
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ดวงตาคู่สวยจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองเพล "คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม... ว่าเกิดอะไรขึ้น อาคเนย์ คุณรู้ว่าชิ้นส่วนบ้าๆ นั่นมันมาอยู่บนโต๊ะของคุณได้ยังไง"
อาคเนย์ไม่ตอบทันที เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขาเชื่องช้าแต่มั่นคงราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม กลิ่นกายอายแดดผสมกับน้ำหอมราคาแพงลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดใจ
"คุณกำลังสงสัยผมเหรอครับ ริน" เสียงของเขาแหบพร่าขณะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากแก้มเนียนเพียงแค่คืบ "คุณใช้สมองอันชาญฉลาดของวิศวกรเครื่องกลคำนวณทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องของหัวใจ... และเรื่องที่เรากำลังเผชิญอยู่"
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!" รินรดาผลักอกแกร่งออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ทว่าร่างของเธอกลับถูกมือหนาคว้าข้อมือทั้งสองข้างไว้แล้วรวบขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างง่ายดาย อาคเนย์ใช้ร่างกายที่สูงใหญ่กว่าเบียดเข้าชิดจนแผ่นหลังของเธอกระแทกเข้ากับชั้นวางหนังสือด้านหลังอย่างจัง
แรงปะทะทำให้ลมหายใจของเธอกระเจิดกระเจิง รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว ปนเปไปกับความหวั่นไหวที่เธอเกลียดชังตัวเองเหลือเกินที่ยังคงพ่ายแพ้ให้กับสัมผัสของเขา "ปล่อยฉันนะ อาคเนย์... เราจบกันแค่นี้ ความลับบ้าๆ ของคุณ กับความระแวงที่ฉันมี มันไปด้วยกันไม่ได้!"
"จบเหรอครับ?" อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาดุดันฉายประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าจนลุกโชน "คุณคิดว่าเรื่องของเรามันตัดขาดกันได้ง่ายขนาดนั้นเชียวรึ รินรดา คุณมองเข้ามาในตาผมสิ... แล้วบอกผมซิว่าคุณไม่ต้องการผม"
ริมฝีปากร้อนผ่าวทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี การจูบในครั้งนี้ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงแต่ความเร่าร้อน ดิบเถื่อน และการลงทัณฑ์ที่ต้องการจะครอบครอง รินรดาพยายามเบือนหน้าหนีและเม้มริมฝีปากแน่น แต่เรียวปากแข็งแกร่งของเขากลับขบเม้มและบดขยี้กลีบปากของเธออย่างเอาแต่ใจ จนรสหวานปนกลิ่นคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งไปทั่วโพรงปาก
มือหนาที่เคยรวบข้อมือเธอไว้ เลื่อนต่ำลงมาโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่น สัมผัสอุ่นร้อนผ่านเนื้อผ้าทำให้สะท้านไปทั้งร่าง ความตึงเครียดที่สะสมมานานนับแรมเดือนถูกเผาผลาญด้วยเพลิงพิศวาสที่โหมกระหน่ำ ร่างกายของทั้งคู่สั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ กับความโหยหาที่ปฏิเสธไม่ได้
อาคเนย์ถอนริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้หญิงสาวได้หอบหายใจโกยกอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่หน้าผากของเขายังคงแนบชิดติดกับหน้าผากของเธอ ลมหายใจร้อนรินรดรดรอยร้าวที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นในความสัมพันธ์
"ผมไม่ได้เป็นคนเอาชิ้นส่วนนั้นไปวาง..." อาคเนย์กระซิบเสียงพร่าข้างใบหู แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่ากลัว "แต่มีคนกำลังเล่นเกมกับเรา... และมันต้องการทำลายเราให้พังไปทีละนิด"
รินรดานิ่งงัง สมองที่คิดวิเคราะห์ด้วยตรรกะมาตลอดเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว หากไม่ใช่เขา... แล้วใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายและข้อความข่มขู่เหล่านั้น?
ทว่า ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป เสียงเคาะประตูกระจกห้องทำงานด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ไม่ได้ถูกล็อค
อาคเนย์ผละออกจากร่างของเธออย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองที่ประตูห้องทันที รินรดายกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม
บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่รอยยิ้มมุมปากของเขากลับทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงในพริบตา
"ขอโทษที่ขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวนะครับ... คุณอาคเนย์, คุณรินรดา" ผู้มาใหม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนขนหัวลุก "พอดีผมบังเอิญผ่านมา... แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า 'ความลับ' อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ น่าจะถึงเวลาเอามาคืนเจ้าของตัวจริงเสียที"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะครับ
วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง•ตอนที่ 29
รอยร้าวที่ขยายวง
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!