ประโยคเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องมืด มีเพียงแสงไฟสลัวจากจอคอมพิวเตอร์ที่สาดกระทบกรอบหน้าคมคายของอาคเนย์ ช่างภาพหนุ่มผู้มีดวงตาดุดันราวกับสัตว์ป่ากำลังจ้องมองรินรดา ลมหายใจของวิศวกรสาวสะดุดกึก ร่างเพรียวภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มสั่นเทิ้มด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทะเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว คำกล่าวหาที่ว่าเธอกำลังกอดฆาตกร—หรือตัวเขาเองที่กำลังกอดคนที่พรากน้องสาวไป—มันหนักหน่วงเสียจนบด
"คุณพูดบ้าอะไรออกมา อาคเนย์"
รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงสติและตรรกะทั้งหมดที่เธอมีมาคานอำนาจ แต่มันยากเหลือเกินเมื่อมือหนาของเขาไม่ได้ปล่อยเธอให้เป็นอิสระ กลับกัน... เขากลับกระชากข้อมือของเธอเข้าหาตัวจนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับกายสาว แรงบีบที่ข้อมือนั้นเต็มไปด้วยโทสะและแรงปรารถนาที่ตีรวนกันจนแยกไม่ออก
"บ้าอย่างนั้นหรือ..." อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุบต่ำของเขาสั่นพร่าและอันตราย ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากสั่นระริกของเธอ "ถ้าฉันบ้า เธอก็เป็นคนจุดไฟเผาความบ้าคลั่งนี้เอง รินรดา... มองตาฉันสิ กล้าสบตาฉันไหม แล้วบอกว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้น"
ความใกล้ชิดนี้มันแผดเผา เธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวทำให้สติสัมปชัญญะของวิศวกรสาวเริ่มพร่าเลือน ความเย็นชาที่เธอใช้สวมเกราะป้องกันตัวมาตลอดพังทลายลงในพริบตา เมื่อนิ้วเรียวแกร่งของเขาเลื่อนขึ้นมาแตะที่ปลายคาง บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับจูบที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและแรงเสน่หาที่อัดอั้นมานาน
ริมฝีปากหนาบดขยี้ลงมาอย่างไร้ความปรานี รสจูบในค่ำคืนนี้ไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่มันคือการลงทัณฑ์และการครอบครอง รินรดาพยายามเบือนหน้าหนีและทุบ
อกเขา แต่แรงแค่น้อยนิดของเธอกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับพละกำลังของช่างภาพหนุ่ม เขาใช้มืออีกข้างรวบเอวบางไว้แน่นตรึงเธอให้ติดกับผนังห้อง ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ
รสชาติของความโกรธ ความเจ็บปวด และความต้องการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่ง รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความมืดที่อาคเนย์เป็นผู้สร้างขึ้น เธอยอมจำนนต่อสัมผัสที่ร้อนแรง ปลายเล็บจิกเข้าที่ไหล่กว้างเพื่อระบายความวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ความยับยั้งชั่งใจทั้งหมดขาดสะบั้นลงในวินาทีที่เรียวปากของเขาผละลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยรักสีจางเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างดิบเถื่อน
"อาคเนย์... พอ... อื้ม..."
เสียงททักท้วงของเธอแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางแผ่วเบา เมื่อมือใหญ่สอดเข้าใต้ร่มผ้า ลูบไล้ผิวเนียนนุ่มจนเกิดกระแสไฟฟ้าวาบหวาม สัมผัสของเขาชำนาญและเรียกร้อง ปลุกเร้าทุกอณูสัมผัสในร่างกายของเธอให้ตื่นตัวอย่างไม่อาจปฏิเสธ สติสัมปชัญญะที่เคยยึดมั่นในเหตุผลถูกแผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของความเป็นมนุษย์ที่โหยหากันและกัน
อาคเนย์อุ้มร่างบางขึ้นโดยที่ริมฝีปากยังไม่ยอมผละออกจากกัน รินรดาจำต้องเกี่ยวแขนโอบรอบลำคอแกร่งของเขาโดยอัตโนมัติ ร่างของเธอถูกวางลงบนเตียงนอนกว้างในความมืด แสงจันทร์ที่ลอดผ่านผ้าม่านเผยให้เห็นแววตาวาวโรจน์ของช่างภาพหนุ่มที่มองลงมา ราวกับเสือร้ายที่กำลังจ้องเหยื่ออันโอชะในกรงเล็บ
"จำไว้... ว่าเธอเป็นคนเปิดประตูให้ฉันเข้ามาเอง"
เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูทำเอาขนลุกเกรียว อาคเนย์ทาบทับร่างหนาลงมา ปิดกั้นทุกช่องทางหนี เสื้อผ้าทีละชิ้นถูกปลดเปลื้องออกด้วยความเร่งร้อนและรุนแรง ผิวเนื้อที่แนบชิดกันก่อให้เกิดความร้อนรุ่มที่แทบจะหลอมละลายทุกอย่างให้เป็นจุล
บทเพลงรักอันดุเดือดเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความมืดมิดและเงื่อนงำที่ยังไม่คลี่คลาย ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาอีก นอกจากเสียงหอบหายใจกระชั้น เสียงครางประท้วงและเสียงเว้าวอนที่กลืนหายไปในรสจูบอันเร่าร้อน อาคเนย์มอบสัมผัสที่ทั้งลึกล้ำและดุดัน ราวกับต้องการลบเลือนความแค้นทั้งหมดด้วยความสุขสม ขณะที่รินรดาเองก็ตอบสนองเขาอย่างลืมตัว เธอโอบกอดแผ่นหลังกว้าง จิกเล็บลงบนผิวเนื้อเพื่อระบายความเสียวซ่านที่โถมซัดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของทั้งคู่หลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน หนักหน่วง รุนแรง และเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่ไม่อาจฝืนต้านทาน ทุกหยาดหยดของเหงื่อไคลและเสียงครางในค่ำคืนนี้คือหลัก
ฐานยืนยันว่า... พวกเขาได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตปลอดภัยมาไกลเกินกว่าจะหวนกลับเสียแล้ว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เมื่อพายุอารมณ์สงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอในความมืด รินรดานอนซบอยู่บนอกกว้างของอาคเนย์ นิ้วเรียวของเขายังคงลูบไล้เส้นผมของเธออย่างเหม่อลอย ความเงียบสงบชั่วขณะทำให้ความจริงอันโหดร้ายเริ่มกลับมาทวงถามพื้นที่ในหัวใจอีกครั้ง
ทว่า... ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอยคำใดออกมาทำลายความเงียบ เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวก็ผ่ากลางความมืดขึ้นเสียก่อน ตามด้วยเสียงทุบและแรงกระแทกจากด้านนอกที่ทำให้บานประตูไม้แทบหลุดจากวงกบ
"อาคเนย์! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน... และผู้หญิงคนนั้นก็อยู่กับแก!"
เสียงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดที่ดังแทรกเข้ามาทำให้ดวงตาของอาคเนย์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความงงงวยระคนตกใจฉายชัดในแววตาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดถึงขีดสุด รินรดาสะดุ้งสุดตัว รีบคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาปกปิดร่างกายที่สั่นเทา เพราะน้ำเสียงที่ตะโกนเข้ามาเมื่อครู่... คือเสียงของบุคคลที่ควรจะตายไปจากชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้นะครับ
วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง•ตอนที่ 11
ใต้เงาความมืด
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!