กลิ่นอายของฟิล์มกระจกและน้ำยาอัดภาพจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ในความมืด ทว่าสิ่งที่หนาแน่นยิ่งกว่าคือออกซิเจนที่ถูกสูบหายไปจากปอดของรินรดาจนเกือบหมดสิ้น กระดาษภาพถ่ายในมือเธอยับยู่ยี่จากแรงบีบอันสั่นเทา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจ้องมองภาพเงาสะท้อนของตัวเองเมื่อสามปีก่อน—ภาพในมุมอับสายตาที่ไม่มีทางถูกบันทึกได้ด้วยความบังเอิญ และรอยตราประทับรูปเฟืองจักรไขว้กับหนามกุหลาบ... สัญลักษณ์ขององค์กรลับที่ตามล่าเธอจนต้องทิ้งทุกอย่างแล้วหนีตายมาไกลถึงที่นี่
มันซ่อนอยู่หลังชั้นวางฟิล์มเก่า ๆ ในห้องมืดที่อาคเนย์ประกาศิตนักหนาว่า "ห้ามเข้า"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น รินรดารีบซุกภาพถ่ายแผ่นนั้นลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างลนลาน แต่ช้าเกินกว่าจะหลบพ้นเงาร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาขวางทางออกไว้เสียมิด
แอ๊ด... เสียงประตูห้องมืดถูกผลักให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น แสงไฟสีส้มสลัวจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาทาบทับร่างของอาคเนย์ ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เขายืนกอดอกพิงกรอบประตู รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นช่างเย็นเยียบและทรงอำนาจจนน่ากลัว ดวงตาคมก్రిบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับเสือดาวที่กำลังมองเหยื่อซึ่งเดินเข้ากรงมาให้ขย้ำด้วยความสมัครใจ
"รนหาที่ตาย... หรือว่าคิดถึงสัมผัสของผมจนทนไม่ไหว ถึงได้แอบย่องเข้ามาในเขตหวงห้ามแบบนี้ล่ะครับ รินรดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำคาดคั้นดังขึ้น ราชาแห่งหลังเลนส์ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนบรรยากาศรอบกายร้อนระอุขึ้นอย่างฉับพลัน รินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับโต๊ะวางน้ำยาเคมี แต่มือข้างหนึ่งของเธอยังคงกุมกระเป๋าเสื้อที่มีหลักฐานชิ้นสำคัญไว้แน่น
"คุณเป็นใครกันแน่... อาคเนย์" เختเสียงของเธอสั่นพร่าแต่ยังคงความแข็งกร้าวไว้ "ภาพพวกนี้... ทำไมคุณถึงมีมัน ทำไมคุณถึงถ่ายฉันตั้งแต่ก่อนที่เราจะรู้จักกันเสียอีก!"
อาคเนย์ไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขายื่นมือหนาออกไป ปลายนิ้วแข็งกระด้างไล้ไปตามกรอบหน้าเรียวของเธออย่างถือวิสาสะ รินรดาเบี่ยงหน้าหนีด้วยความรังเกียจ แต่เขาไวishกว่า มืออีกข้างคว้าต้นคอระหงไว้มั่น บังคับให้เธอต้องเงยหน้าสบตา ประกายตาของเขาในวินาทีนั้นเต็มไปด้วยความดุดัน หิวกระหาย และแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะควบคุม
"อยากรู้ความจริงเหรอครับ..." ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างแก้ม น้ำเสียงกระซิบพร่าต่ำชวนสั่นประสาท "ความจริงมันทั้งเจ็บปวดและเร่าร้อนเกินกว่าที่สมองวิศวกรตรรกะจัดเจนอย่างคุณจะรับไหวหรอกนะ... แต่ถ้าอยากรู้นัก งั้นเรามาเริ่มบทเรียนแรกกันก่อนดีกว่า"
สิ้นคำพูดนั้น อาคเนย์ก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ ริมฝีปากหนาประกบจูบลงมาบดขยี้เรียวปากอิ่มของเธออย่างไร้ความปรานี แรงปะทะรุนแรงจนรสคาวเลือดจาง ๆ คลุ้งอยู่ในโพรงปาก ความโกรธเกรี้ยว ความหวาดระแวง และแรงดึงดูดทางเพศที่อัดอั้นมานานนับแรมเดือนหลอมรวมเป็นการจูบอันดุเดือดที่ดึงสติของรินรดาให้หลุดลอย ร่างกายของเธออ่อนยวบลงด้วยพิษสงแห่งสัมผัสที่เขาจงใจบงการ แม้สมองจะสั่งให้ผลักไส แต่มือทั้งสองข้างกลับเผลอขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
รสจูบที่เปลี่ยนจากความดุดันเป็นความเร่าร้อนลุ่มลึก มือแกร่งปัดป่ายไปตามส่วนโค้งเว้าของสรีระอย่างชำนาญ ปลดเปลื้องเสื้อแจ็คเก็ตและเสื้อผ้าเกะกะออกไปทีละชิ้นท่ามกลางความมืดสลัวของห้องมืด กลิ่นไอน้ำยาเคมีผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายตรงหน้า ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนในตัวอาคเนย์ให้พุ่งทะยานถึงขีดสุด
"คุณมันบ้า... อื้อ..." เสียงครางประท้วงถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อฝ่ามือใหญ่รุกรานเข้ามาสัมผัสผิวเนื้อเนียนนุ่มอย่างจาบจ้วง ความเย็นชาที่เธอใช้ปกป้องตัวเองมาตลอดสามปีพังทลายลงในพริบตา ภายใต้อำนาจของชายหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดในชีวิตเธอ รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในวังวนเสน่หาอันตรายที่ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่
สัมผัสของเขาหนักหน่วง เร่าร้อน และเต็มไปด้วยการครอบครอง ร่างกายแนบชิดจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกัน แรงเสียดทานระหว่างผิวเนื้อปลุกเร้าไฟสวาทให้ลุกโชนขึ้นกลางความมืด อาคเนย์ประคับประคองร่างบางให้นั่งลงบนขอบโต๊ะทำงาน แขนแกร่งรวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น ขณะที่ริมฝีปากร้อนผ่าวไล่จูบซับตั้งแต่ซอกคอระหง ไหปลาร้า จนถึงยอดอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ
"จำไว้... ว่าคุณเป็นของผม รินรดา" เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูมาพร้อมกับแรงสัมผัสวาบหวามที่ทำให้เธอสะท้านเฮือก ความสุขสมทางอารมณ์ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งจนเธอต้องจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเพื่อระบายความเสียวซ่าน ร่างกายทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและเร่าร้อนถึงขีดสุด บทเพลงรักอันดุเดื่อนดำเนินไปอย่างไร้ความปราณี มีเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงครางแผ่วเบาที่สะท้อนก้องอยู่ในความมืดมิดของห้องลับ
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่พายุอารมณ์โหมกระหน่ำจนทั้งสองสงบนิ่งลง รินรดานอนหอบหายใจรดอยู่บนแผ่นอกกว้างของอาคเนย์ ร่างกายระบมระคนสุขสม ดวงตาคู่สวยมองเหม่อไปยังความมืดเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนหวาดกลัว ขณะที่มือของอาคเนย์ยังคงลูบไล้เส้นผมของเธออย่างแผ่วเบา ราวกับผู้ชนะที่กำลังกักขังนักโทษประหารไว้ในกำมือ
ทว่า ในความเงียบงันที่ควรจะผ่อนคลายนั้นเอง เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยหน้าประตูห้องพักก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน!
อาคเนย์ชะงักมือที่ลูบไล้ แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันขึ้นในเสี้ยววินาที เขาดึงตัวรินรดาให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับคว้าเสื้อผ้ามาสวมให้อย่างรวดเร็ว
"มีคนมา..." รินรดากระซิบด้วยความตกใจ หัวใจเต้นรัวระทึกยิ่งกว่าเก่า
อาคเนย์ไม่ตอบ เขาเดินไปหยิบหน้าจอแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดที่ซ่อนไว้มุมห้อง ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อมองเห็นร่างของชายชุดดำสามคนกำลังงัดประตูหน้าห้องพักของพวกเขาเข้ามาอย่างอุกอาจ และที่สำคัญ... หนึ่งในนั้นสวมแหวนสัญลักษณ์รูปเฟืองจักรไขว้กับหนามกุหลาบเช่นเดียวกับในภาพถ่าย!
อาคเนย์หันกลับมามองรินรดาที่ใบซีดเผือกด้วยความตกใจ รอยยิ้มเยnเยียบปรากฏขึ้นบนมุมปากเขาอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะกระชากข้อมือเธอให้เข้ามาซ่อนอยู่ด้านหลัง พร้อมกับควักปืนพกสั้นสีดำสนิทออกมาจากลิ้นชักอย่างคล่องแคล่ว
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่ผมคิดเสียอีกนะที่รัก"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของภูริศร์เสมอมานะครับ
วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง•ตอนที่ 13
ความจริงหลังม่าน
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!