กลิ่นอายความเย็นเยียบของค่ำคืนไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ แต่มาจากภาพถ่ายนับสิบใบที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นห้อง
อาคเนย์ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหิน สันกรามคมกริบขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายตามไรผมทั้งที่อุณหภูมิห้องค่อนข้างต่ำ ดวงตาคมปลาที่เคยพินิจโลกผ่านเลนส์ด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจ บัดนี้กลับเบิกกว้างสั่นระริกด้วยความเดือดดาลและหวาดระแวงระคนกัน ภาพถ่ายในซองสีน้ำตาลไม่ใช่ภาพธรรมดา แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญในอดีต—อดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันด้วยชื่อเสียง เงินตรา และเลนส์กล้องราคาแพง
"ใคร..." เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม ร่างสูงก้าวเท้ากระชากประตูห้องให้เปิดกว้างขึ้นเพื่อมองหาเงาปริศนา แต่ทางเดินยาวเหยียดกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงความเงียบงันที่เยาะเย้ยความคลุ้มคลั่งของเขา
รินรดาที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องครัวพร้อมแก้วน้ำในมือ ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นท่าทีผิดปกติของชายหนุ่ม เธอวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์บาร์อย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสฉายแววระแวง เมื่อกวาดสายตาไปยังพื้นห้องและเห็นภาพถ่ายกระจัดกระจาย หัวใจของเธอก็เต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะเมื่อสังเกตเห็นความตึงเครียดที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นหลังกว้างนั้น
"เกิดอะไรขึ้น... อาคเนย์" น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าซ่อนความกังวลไว้ลึกๆ
ชายหนุ่มหันขวับกลับมามอง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากตัวเขาราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขาก้าวเข้าประชิดตัวหญิงสาวในสามก้าวใหญ่ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวบางบีบแน่นจนรินรดาต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด
"เธอเล่นตลกอะไร รินรดา!" เขาคำรามลั่น ดวงตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "บอกฉันมาว่าใครส่งพวกมันมา! ใครที่รู้เรื่องนี้!"
"ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!" รินรดาตวาดกลับอย่างเหลืออด ศักดิ์ศรีที่เธอพยายามรักษาไว้ทำให้เธอไม่ยอมก้มหัวให้แรงกดดันเถื่อนๆ นี้ มือเรียวพยายามแกะมือเหล็กที่พันธนาการแขนเธอไว้ออก "ปล่อยฉันนะ! นายบ้าไปแล้วหรือไง ถึงได้มาระรานฉันแบบนี้!"
"คิดเหรอว่าทำเป็นไขสือแล้วฉันจะเชื่อ!" อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏบนริมฝีปากหยักลึกที่สั่นระริกด้วยความโกรธ "ภาพพวกนี้... มันมีแค่ไม่กี่คนที่รู้ และหนึ่งในนั้นคือคนที่พยายามจะขุดคุ้ยเรื่องของฉัน!"
เขากระชากร่างบางให้เข้ามาประชิดจนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับทรวดทรงอิ่มเอม แรงปะทะระหว่างคนทั้งสองดุเดือดราวกับสนามรบ อาคเนย์มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและปรารถนาอันบิดเบี้ยว ขณะที่รินรดากลับเชิดหน้าขึ้นสู้ ดวงตาคู่สวยรื้นหยดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจแต่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอ่อนแอ
"ถ้าคิดว่าฉันเป็นคนทำ... นายก็ฆ่าฉันให้ตายสิ!" เธอกัดฟันกรอด ท้าทายอำนาจเถื่อนของเขาอย่างไม่เกรงกลัว "แต่อย่ามาใช้วิธีต่ำๆ กล่าวหาคนอื่นอย่างไร้เหตุผล แค่เพราะนายมีความลับสกปรกที่ซ่อนไว้ไม่ได้!"
คำว่า 'ความลับสกปรก' ทำให้อาคเนย์สติหลุดผึง สัญชาตญาณดิบเถื่อนเข้าครอบงำจิตใจจนหมดสิ้น ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดอันตรายที่รุนแรง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มือหนาเลื่อนขึ้นล็อกท้ายทอยของหญิงสาวไว้มั่น บังคับให้เธอแหงนเงยรับการลงทัณฑ์จากเขา
ริมฝีปากร้อนผ่าวทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ความหวาดระแวง และความกระหายที่จะครอบครอง รินรดาสะفัดหน้าหนีแต่ไร้ผล กลีบปากนุ่มถูกบดขยี้ด้วยความดุดันจนรสคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก ความเจ็บปวดผสมผสานกับความวาบหวามที่แล่นพล่านไปตามกระแสเลือดทำให้สมองของเธอตื้อตัน
มือใหญ่รวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้ด้วยมือเดียวด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่มืออีกข้างจะสอดเข้าไปใต้สาบเสื้อเนื้อบางสัมผัสกับผิวเนียนนุ่มร้อนรุ่ม รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แรงต้านทานที่มีเริ่มมลายหายไปทีละน้อยเมื่อสัมผัสอันคุ้นเคยและเร่าร้อนของชายหนุ่มเริ่มปลุกเร้าไฟปรารถนาในกายเธอให้ลุกโชน
"ปล่อย..." เสียงประท้วงของเธอเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบเมื่อริมฝีปากหนาเคลื่อนต่ำลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยแดงช้ำเพื่อตีตราความเป็นเจ้าของ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่บนผิวเนื้อทำให้ขนลุกเกรียว ร่างกายของเธอกำลังทรยศต่อตรรกะและเหตุผลที่เธอเชื่อมั่นมาตลอด
อาคเนย์อุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสตั้งตัว รินรดาต้องใช้แขนคล้องคอเขาไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ร่วงหล่น ขายาวก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องนอนใหญ่ แรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเร่งร้อนและดิบเถื่อน
เมื่อแผ่นหลังของเธอกระแทกกับฟูกนุ่มของเตียงกว้าง อาคเนย์ก็ทาบทับลงมาทันที ราวกับราชสีห์ที่ตะครุบเหยื่อ ดึงดันและไม่อาจปฏิเสธ ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอผ่านความมลMัวของอารมณ์ ปะปนไปด้วยความโกรธและความลุ่มหลงที่ยากจะหาคำบรรยาย
"นายมัน... คนเผด็จการ..." รินรดาหอบหายใจสะท้าน หน้าอกอิ่มกระเพื่อมไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ดวงตาคู่หวานฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้
"ใช่... ฉันมันคนเผด็จการ" อาคเนย์กระซิบชิดริมหูกv เสียงทุ้มพร่าต่ำเต็มไปด้วยแรงปรารถนาที่พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ "และเธอก็เป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันคลั่งได้ขนาดนี้ รินรดา..."
มือหนาลากไล้ลงมาตามสัดส่วนโค้งเว้า ปลดเปลื้องพันธนาการอุปสรรคขวางกั้นออกไปทีละชิ้นอย่างเร่งร้อน บทเพลงรักอันดุเดือดและเร่าร้อนเริ่มบรรเลงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดของความจริงที่ถูกเปิดเผย การเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่เต็มไปด้วยแรงเหวี่ยงของอารมณ์—ทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งโหยหา และโรมรันพันตูเข้าหากันอย่างลึกซึ้งจนลมหายใจขาดห้วง สัมผัสแนบแน่นที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวดึงทั้งสองดิ่งจมลงไปในวังวนแห่งเสน่หาอันตรายที่ไม่มีใครยอมใคร
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่พายุอารมณ์โหมกระหน่ำจนความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องนอน มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งสองที่นอนเคียงข้างกันบนเตียงยับยู่ยี่ อาคเนย์ใช้นศอกค้ำศีรษะตัวเองไว้ ดวงตากลมโตมองไปยังเพดานห้องด้วยความครุ่นคิด ขณะที่มืออีกข้างยังคงลูบไล้ไหล่เนียนของหญิงสาวที่นอนหลับตาพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อน
แต่แล้ว ความเงียบสงบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกริ่งหน้าห้องที่ดังขึ้นกะทันหัน!
*กริ่ง... กริ่ง... กริ่ง...*
อาคเนย์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด ร่างสูงผุดลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาสวมอย่างลวกๆ ด้วยใบหน้าถมึงทึง เขาก้าวเดินไปที่ประตูหน้าห้องด้วยฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมจะจัดการกับคนที่กลมารบกวนเวลาส่วนตัวยามวิกาล
แต่เมื่อเขาเปิดประตูออก... ร่างสูงก็ต้องชะงักค้าง แววตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่หน้าห้องในยามวิกาลนี้ คือ "คนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน" และในมือของเธอกำลังถือแฟ้มเอกสารบางอย่างพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมาให้เขา!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวังวนอันตรายนี้ด้วยกันนะครับ
วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง•ตอนที่ 26
ศักดิ์ศรีที่ต้องแลก
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเครื่องกลกับคนเหล็กหลังเลนส์กล้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!