กลิ่นอับของกระดาษเก่าและสารเคมีในห้องทำงานส่วนตัว ณ สถาบันนิติเวชวิทยา ยามตีสองสามสิบนาที ไม่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัยกับรินรดาเลยแม้แต่น้อย มันคือกลิ่นแห่งความตายที่ถูกย่อยสลายด้วยกาลเวลา และกลิ่นอายของความลับที่ถูกฝังกลบ
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางสีขาวกำลังคีบแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ชิ้นสุดท้ายขึ้นส่องกับไฟแบ็คไลท์ ความเงียบงันรอบตัวถูกรบกวนเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศเก่าคร่ำครึ แต่ในโสตประสาทของแพทย์นิติเวชผู้เย็นชา กลับมีเสียงบางอย่างที่ดังเด่นชัดเสียยิ่งกว่า... เสียงกระดาษพลิกไหวเบาๆ จากมุมมืดของห้อง
รินรดายังคงยืนนิ่งหลังโต๊ะทำงาน ท่าทางไม่สะทกสะท้าน แม้ประสาทสัมผัสทุกส่วนจะตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นบางสะท้อนเงาแสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ เธอกวาดสายตามองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพด้านหลัง ชายเสื้อผ้าสีเข้มที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบหลังชั้นวางแฟ้มประวัติคดีเก่า คือหลักฐานยืนยันว่า... มีผู้ไม่ประสงค์ดีกำลังเดินอยู่บนหยดเลือดและรอยนิ้วมือที่เธอเพิ่งรวบรวมไว้
"ถ้าคุณกำลังมองหาแฟ้มคดีหมายเลข 048..." เสียงทุ้มต่ำของรินรดาดังขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบจนไร้ร่องรอยความหวาดกลัว "เกรงว่ามันจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอกค่ะ มันอยู่บนโต๊ะผ่าศพชั้นใต้ดินต่างหาก... ที่ซึ่งคุณอาจจะต้องลงไปนอนเคียงข้างเจ้าของศพ ถ้ายังก้าวเดินอย่างไร้มารยาทในพื้นที่ของฉันเช่นนี้"
เงาร่างในความมืดชะงักกึก ก่อนจะก้าวพ้นจากมุมอับออกมาเผชิญแสงไฟ กวินทร์ ในชุดสูทสีเข้มที่หลุดลุ่ยเนคไทเล็กน้อย ปรากฏกายขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เจือความขมขื่น เขามองเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังประเมินว่าผู้หญิงตรงหน้าทำด้วยเหล็กกล้าหรือหัวใจมนุษย์จริงๆ
"คุณนี่มัน... เกินกว่าที่ผมจินตนาการไว้เสมอ รินรดา" ทนายความหนุ่มเอ่ยเสียงแหบพร่า ขณะก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกสองก้าว "รู้ทั้งรู้ว่ามีคนบุกรุก แต่คุณกลับเลือกที่จะยืนรอให้ผมเดินออกมาเอง แทนที่จะกดสัญญาณเตือนภัย"
"เพราะฉันรู้ว่าสัญญาณเตือนภัยใช้ไม่ได้ผลกับคนที่จ่ายเงินค่าปิดปากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างคุณ" รินรดาหันกลับมาเผชิญหน้า แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย "ว่าอย่างไรคะ ทนายกวินทร์? หรือว่าเอกสารผลชันสูตรฉบับดั้งเดิมของแม่ฉัน มันรบกวนความสุขของตระกูลคุณจนต้องลักขโมยมันยามวิกาลแบบนี้?"
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยร่องรอยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากนักกฎหมายผู้เยือกเย็น เขาใช้มือปัดเศษฝุ่นบนปกเสื้อช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่เจือจางในความหนาวเหน็บ
"คุณคิดว่าผมมาเพื่อทำลายมันหรือครับ?" กวินทร์ถามกลับ น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "รินรดา... ถ้าผมอยากทำลายมันจริงๆ ป่านนี้คุณคงไม่ได้ยืนถือฟิล์มเอกซเรย์แผ่นนั้นอยู่หรอกครับ สิ่งที่คุณกำลังถืออยู่ในมือ... มันคือชนวนระเบิดที่จะไม่ได้เผาแค่ตระกูลของผม แต่มันจะเผาผลาญตัวคุณเองให้มอดไหม้ไปพร้อมกันด้วย"
"ฉันไม่กลัวไฟหรอกค่ะ" รินรดาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบขาดราวกับคมมีดผ่าตัด "ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของฉันก็อยู่ในกองเพลิงแห่งความสงสัยมาตลอด การรู้ความจริงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ก็ยังดีกว่าการหายใจอยู่ท่ามกลางคำโกหกที่คุณและครอบครัวของคุณสร้างขึ้น!"
"คุณมันดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผล!" กวินทร์ขึ้นเสียงเล็กน้อย ความอดทนที่เขาสสะสมมานานดูเหมือนจะพังทลายลงในชั่วพริบตา มือหนาเอื้อมไปคว้าขอบโต๊ะทำงานแน่นจนข้อต่องอขาว "คุณคิดว่าความจริงจะปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระอย่างนั้นหรือ? ตื่นเสียทีรินรดา! โลกที่คุณกำลังพยายามเปิดโปง มันไม่ได้มีแค่คนดีกับคนเลว แต่มันมี 'ความจำเป็น' ที่สกปรกเกินกว่าที่แพทย์นิติเวชโลกสวยอย่างคุณจะรับไหว!"
"ความจำเป็นที่ว่า... คือการฆ่าคนแล้วโยนความผิดให้คนตายงั้นหรือคะ?" รินรดาตอกกลับทันที ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บกดไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนแทบชิด "คุณพูดราวกับว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งๆ ที่คุณเองก็ยืนอยู่บนกองเลือดนั้นไม่ต่างจากคนอื่นๆ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เคมีอันตรายระหว่างทั้งคู่—ความดึงดูดใจที่เกิดจากความแตกต่างสุดขั้วและการต่อสู้ทางปัญญา—ระอุขึ้นในความมืดมน กวินทร์มองริมฝีปากที่เม้มแน่นของเธอ ก่อนจะทอดถอนหายใจยาวนานราวกับคนพ่ายแพ้
"ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อทะเลาะกับคุณเรื่องอดีต" กวินทร์ลดเสียงลง นัยน์ตาคู่คมฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด "มีคนกำลังจับตาดูเราอยู่... และฉันหมายถึง 'พวกมัน' ไม่ใช่ตระกูลของผม ผลชันสูตรที่คุณกำลังถืออยู่ มันถูกปลอมแปลงตั้งแต่ก่อนที่คุณจะมารับตำแหน่งเสียอีก รินรดา... เอกสารที่คุณคิดว่าเป็นหลักฐานชิ้นเอก มันคือกับดัก"
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย "คุณหมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า... คนที่ฆ่าแม่ของคุณ ไม่ใช่คนที่คุณสงสัย" กวินทร์กระซิบถ้อยคำที่ทำให้โลกรอบตัวของแพทย์นิติเวชสาวหยุดหมุนทันที "และถ้าคุณยังดึงดันจะเปิดซองเอกสารนั้นพรุ่งนี้เช้า... คนที่จะไม่ได้ตื่นขึ้นมาหายใจอีกต่อไป อาจจะไม่ใช่แค่ผม"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยปากซักถามข้อสงสัย เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างชัดเจนที่โถงทางเดินด้านนอก—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*—ไม่ใช่เสียงย่องเบาแบบผู้บุกรุก แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังราคาแพงที่จงใจเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ประตูห้องทำงานทีละก้าวอย่างมั่นใจ
กวินทร์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นพลันซีดเผือดลงถนัดตา เขาหันไปมองประตูห้องสลับกับร่างของรินรดาอย่างลิบลับ
"แย่แล้ว..." กวินทร์พึมพำเสียงสั่น "มันมาเร็วกว่ากำหนด..."
รินรดาหันขวับไปมองบานประตูไม้ทึบที่ถูกปิดสนิท ขณะที่เสียงฝีเท้าปริศนานั้นหยุดลงตรงหน้าประตูพอดี พร้อมกับเสียงเคาะสามครั้งที่ดังสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ... และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว ลูกบิดประตูห้องทำงานก็ค่อยๆ หมุนเปิดออกเองอย่างช้าๆ ในความมืดมิด...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นระทึกกับปมปริศนานี้ด้วยกันนะคะ — เงาจันทราลี้ลับ
ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย•ตอนที่ 21
เสียงฝีเท้าในความมืด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!