เสียงฟ้าร้องคำรามก้องราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ สายฝนกระหน่ำซัดสาดใส่กระจกกันกระสุนของรถสปอร์ตสีดำสนิทจนเกิดเสียงอื้ออึงราวกับเสียงกระซิบจากคนตาย รินรดาแทบไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ สิ่งเดียวที่ก้องอยู่ในโสตประสาทคือเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามแข่งกับจังหวะปัดน้ำฝน
กวินทร์หักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่เขตโกดังร้างริมท่าเรือเก่า แสงไฟนีออนกะพริบสลัวๆ จากป้ายร้านอาหารตามสั่งที่ปิดตัวไปนานแล้วสาดส่องเข้ามาในห้องโดยสาร เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่คมกริบและแววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
"คุณแน่ใจนะว่าหลักฐานชิ้นนั้นยังอยู่ที่นี่" รินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความระแวงระวัง มือเรียวบางภายใต้ถุงมือหนังสีดำเอื้อมไปกุมด้ามปืนพกขนาดเล็กในกระเป๋าเสื้อโค้ทแน่น
"ถ้าข้อมูลจากแหล่งข่าวของผมไม่ผิดพลาด แฟลชไดรฟ์ที่บรรจุภาพกล้องวงจรปิดในคืนที่แม่ของคุณเสียชีวิต... อยู่ในตู้เซฟชั้นสองของสำนักงานตรวจสินค้า" กวินทร์ตอบโดยไม่ละสายจากเส้นทางเบื้องหน้า น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่เด็ดขาด "และถ้าเราพลาดคืนนี้ เราจะไม่มีวันได้รู้ความจริงอีกเลย... ริน"
คำว่า 'ริน' ที่หลุดจากริมฝีปากของเขาไม่ใช่การเรียกขานด้วยความสนิทสนม แต่เป็นอาวุธทางจิตวิทยาที่ตอกย้ำว่าพวกเขากำลังอยู่บนเรือลำเดียวกัน—เรือที่กำลังจะจมลงสู่ก้นบึ้งแห่งความมืดมิด
รถจอดสนิทในมุมอับสายตา กวินทร์ดับเครื่องยนต์ ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงสายฝนที่กระทบหลังคาเหล็ก กลิ่นอับชื้นของสนิม น้ำเค็ม และดินปืนคละคลุ้งอยู่ในอากาศ รินรดาลอบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอไม่เคยไว้ใจผู้ชายคนนี้ ทนายความหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเคลือบยาพิษและมีอุดมการณ์ที่ยืดหยุ่นได้เสมอเพื่อความอยู่รอด แต่ในเกมที่ผู้มีอำนาจถือไพ่เหนือกว่า เธอกับเขาคือเหยื่อที่ถูกไล่ล่าโดยนักล่ากลุ่มเดียวกัน
"ฉันจะไปคนเดียว" รินรดาเอื้อมมือผลักประตูรถ
กวินทร์คว้าข้อมือเธอไว้ แรงบีบไม่มากนักแต่หนักแน่นพอที่จะตรึงเธอนิ่งไว้กับที่ ผิวเนื้อเย็นเฉียบผ่านถุงมือทำให้รินรดาต้องหันกลับไปสบตาเขา แววตาของทนายความหนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม
"อย่าโง่หน่อยเลย นิติเวชสาว... คุณเก่งเรื่องผ่าศพและอ่านรอยช้ำบนร่างไร้วิญญาณ แต่ที่กำลังรอเราอยู่ข้างหน้าคือมนุษย์เป็นๆ ที่พร้อมจะส่งคุณไปนอนร่วมเตียงเดียวกับแม่ของคุณ" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำกระซิบ ชิดใบหูของเธอจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับแก้มนวล รินรดากลั้นหายใจ หัวใจกระตุกวูบไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปและคมมีดแห่งความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดนั้น
"ปล่อยค่ะ" เธอสะบัดข้อมือออกเบาๆ แต่หนักแน่น "และจำไว้ว่าเราเป็นแค่พันธมิตรทางผลประโยชน์ ไม่ใช่คู่หู"
กวินทร์เพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เธอยังไม่อาจตีความได้ว่ามันคือความเย้ยหยันหรือความห่วงใย ทั้งคู่ก้าวลงจากรถพร้อมกัน สายฝนกระหน่ำซัดจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบลำตัว รินรดารู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านเนื้อผ้า แต่ความเยือกเย็นในจิตใจกลับรุนแรงยิ่งกว่า
พวกเขาลอบเข้าไปในโกดังร้างผ่านทางประตูด้านหลังที่ถูกงัดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว กลิ่นอับของกระดาษลังเก่าและฝุ่นละอองคละคลุ้ง กวินทร์เป็นฝ่ายเดินนำทางด้วยความคุ้นเคย มือขวาของเขาถือกระบองไฟฉายขนาดเล็ก ส,แสงไฟสีขาวสาดส่องนำทางผ่านซอกมุมมืดทึบของกองสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศภายในวังเวงจนได้ยินแม้แต่เสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นคอนกรีต
พวกเขาก้าวขึ้นบันไดเหล็กที่ขึ้นสนิมจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง รินรดากวาดสายตามองไปรอบกาย สัญชาตญาณของนิติเวชบอกเธอว่าสถานที่แห่งนี้เคยเกิดการต่อสู้ รอยเลือดแห้งกรังบนผนังและร่องรอยกระสุนคือพยานปากเอกที่ไร้เสียง
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูกระจกฝ้าของสำนักงานชั้นสอง กวินทร์ส่งสัญญาณมือให้รินรดารออยู่ด้านนอก ขณะที่เขาก้มลงใช้ลวดเส้นเล็กจัดการกับแม่กุญแจดิจิทัลที่ถูกตัดระบบไฟฟ้า ชั่วพริบตาเดียว เสียงคลิกเบาๆ ก็ดังขึ้น ประตูค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างไร้เสียง
กวินทร์ดันประตูเข้าไปเป็นคนแรก รินรดาก้าวตามติดๆ สายตากวาดมองหาตู้เซฟขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สัก
แต่มันว่างเปล่า...
ตู้เซฟถูกเปิดทิ้งไว้ บานประตูอ้าซ่า และภายในนั้นว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยแม้แต่เงาของแฟลชไดรฟ์ที่พวกเขาตามหา
"เป็นไปไม่ได้..." กวินทร์พึมพำ ดวงตาคมกราบกรานมองไปรอบห้องด้วยความตกใจเป็นครั้งแรก รอยยิ้มเยือกเย็นหายไปจากใบหน้าของเขา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
รินรดาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน ก้มลงมองเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ตกอยู่บนพื้น เธอย่อตัวลงหยิบมันขึ้นมา แสงไฟฉายส่องกระทบเศษกระดาษชิ้นนั้น มันคือกระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา—ลายมือของคนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน
ก่อนที่รินรดาจะทันได้อ่านข้อความบนนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณบันไดด้านล่าง ตามมาด้วยเสียงลำโพงโทรโข่งที่ก้องกังวานฝ่าสายฝนเข้ามา
"พวกคุณถูกล้อมแล้ว! วางอาวุธแล้วออกมาซะ!"
กวินทร์หันขวับมามองรินรดา แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันและเต็มไปด้วยประกายแห่งความตระหนักรู้ "เราโดนซ้อนแผน... มีคนรู้ว่าเราจะมา"
รินรดากำเศษกระดาษในมือแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เธอมองหน้าทนายความหนุ่มผู้ฉลาดเป็นกรด ก่อนที่สายตาของเธอจะสะดุดเข้ากับเงาดำที่ทาบทับอยู่บนกระจกฝ้าของประตูสำนักงาน
เงาดำนั้นไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านล่าง... แต่มันคือเงาของใครบางคนยืนอยู่ด้านหลังพวกเขาภายในห้องนี้เอง!
"กวินทร์..." รินรดาเอ่ยเสียงสั่น พลางชี้ไปที่เงาดำนั้น
ทนายความหนุ่มชะงัก ชักปืนพกออกจากเอวแล้วหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดในมุมห้องทันที
และก่อนที่ใครจะทันได้เหนี่ยวไก ไฟฉายในมือของกวินทร์ก็ส่องกระทบใบหน้าของคนที่ยืนรออยู่ตรงนั้น—ใบหน้าที่ทำให้ลมหายใจของรินรดากระชากขาดห้วง และทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนไปในทันที!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวนะคะ — เงาจันทราลี้ลับ
ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย•ตอนที่ 16
ตามล่าในคืนฝนตก
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!