เสียงเคาะประตูปิดตายสามครั้งดังสนั่นก้องไปทั่วห้องชันสูตร ก่อนที่บานไม้สักหนาจะถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล รินรดาไม่แม้แต่จะกะพริบตา สมองของเธอทำงานเร็วกว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ในสถานการณ์ที่เสียงฝีเท้าเบื้องนอกใกล้เข้ามาจนแทบจะเหยียบบนเงาของพวกเขา กวินทร์กลับเป็นฝ่ายเคลื่อนไหว
ร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทสั่งตัดพิเศษก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างไร้เสียง มือหนาคว้าข้อแขนเรียวบางของแพทย์หญิงนิติเวชไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้คุกคาม หากแต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยที่เด็ดขาด ก่อนที่เขาจะดึงเธอหลบวูบเข้าไปในตู้กระจกเก็บรักษาตัวอย่างชีววัตถุที่เย็นเฉียบ กลิ่นน้ำยาฟอร์มาลีนผสมกับโคโลญจน์ราคาแพงจางๆ ลอยปะทะนาสิก ท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงฝีเท้าที่กรูเข้ามาหยุดอยู่หน้าห้อง
"ถ้าคุณหายใจแรงเกินไป เราคงได้ตายคู่กันในนี้จริงๆ แน่ค่ะ คุณกวินทร์" รินรดาเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบไร้รอยสั่นไหว แม้แผ่นหลังจะแนบชิดอยู่กับผนังกั้นกระจกเย็นเยือก
กวินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วหู ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย นิ้วเรียวยาวของเขายกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเป็นเชิงห้ามปราม ขณะที่สายตาสอดส่องผ่านกระจกฝ้าออกไปมองความเคลื่อนไหวภายนอก
แสงไฟฉายกราดผ่านรอยต่อของบานประตู เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นกระเบื้องดังขึ้นเป็นจังหวะ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"แปลกจริง... ฉันจำได้ว่าได้ยินเสียงคนคุยกันแถวนี้ หรือศพมันจะฟื้นขึ้นมาพูดได้เอง?"
เสียงนั้นคือ, นายแพทย์ปรเมศร์, ผู้อำนวยการสถาบันนิติเวชวิทยาผู้กุมความลับดำมืดของตระกูลวสุธา, และเป็นเป้าหมายหลักในเกมกระดานมรณะนี้ กวินทร์เหลือบมองรินรดาเล็กน้อย ในความมืดสลัว แววตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย มันคือการสบตาระหว่างสองคนที่อยู่คนละฟากฝั่งของกฎหมาย แต่กลับต้องมาหายใจรดต้นคอกันในพื้นที่ปิดตายแห่งนี้
เมื่อเสียงฝีเท้าก้าวถอยห่างออกไปจนลับประตูด้านนอก กวินทร์จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ เขายังไม่ยอมปล่อยมือออกจากข้อมือของเธอ รินรดาตวัดสายตาคมปลาบมองต่ำลงที่มือคู่นั้นอย่างสื่อความหมาย ทนายความหนุ่มจึงยอมคลายมือออกช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความเจ้าเล่ห์
"คุณนี่ใจกล้ากว่าที่ผมคิดไว้นะคะ, คุณหมอรินรดา" กวินทร์กระซิบเสียงพร่า แฝงแววเย้าหยอกที่เจือด้วยความนับถืออย่างปิดไม่มิด "เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในห้องเก็บศพรอบที่สองของสัปดาห์แล้วเชียว"
"ฉันไม่ได้เอาชีวิตมาทิ้งค่ะ ฉันกำลังเก็บกวาดหลักฐานที่พวกคุณพยายามซุกซ่อนไว้ใต้พรมต่างหาก" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบคมไม่แพ้กัน เธอดึงแขนกลับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะก้าวออกจากที่กำบัง "และถ้าคุณยังมีชีวิตรอดพอจะยืนพูดจาเยาะเย้ยฉันตรงนี้ได้ แสดงว่าแผนการที่คุณนัดฉันมาที่นี่คงไม่ใช่แค่การมาเดินเล่นชมศพแน่ๆ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของกวินทร์จางหายไปแทนที่ด้วยความสุขุมลุ่มลึก เขายืดตัวตรง จัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ราวกับชายหนุ่มผู้ดีที่กำลังจะเดินเข้าสู่ห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท ไม่ใช่ฆาตกรหรือผู้สมรู้ร่วมคิดในคดีฆาตกรรมอำพราง
"ถูกต้องค่ะ" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท "เพราะวันนี้... คือวันที่เราจะปิดเกมที่ค้างคา"
***
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ของ "วสุธากรุ๊ป" อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียดที่แทบจะใช้มือจับต้องได้ โต๊ะประชุมไม้มะฮอกกานีตัวยาวขัดเงาวับสะท้อนแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ ทว่าเบื้องหลังความหรูหรานั้น กลับเต็มไปด้วยสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมายังจุดศูนย์กลางของห้องด้วยความระแวดระลาย
ณ หัวโต๊ะฝั่งตรงข้าม, ประธานกรรมการผู้ทรงอิทธิพลอย่าง "เจ้าสัวบูรพา" นั่งกอดอกใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาคมปลาบจ้องเขม็งมาที่กวินทร์ หลานชายแท้ๆ ของตนเองผู้กล้าดีนัดเรียกประชุมวาระเร่งด่วนนี้ขึ้นมาท่ามกลางเสียงคัดค้านของบอร์ดบริหารส่วนใหญ่
"กวินทร์! แกเสียสติไปแล้วหรือไง ถึงได้เรียกประชุมบอร์ดกะทันหันแบบนี้โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากฉัน แถมยังพาคนนอกอย่างหมอนิติเวชคนนี้เข้ามาในห้องประชุมบริษัทอีก!" เจ้าสัวบูรพากระแทกเสียงดุดัน ฝ่ามือหนาทุบลงบนโต๊ะประชุมจนแฟ้มเอกสารกระเพื่อม
รินรดายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ของกวินทร์ เสื้อสูทสีดำสนิทขับเน้นบุคลิกที่เย็นชาและทรงอำนาจของเธอให้เด่นชัดขึ้น สายตาดั่งคมมีดกวาดมองใบหน้าของบอร์ดบริหารทีละคน เธอเห็นความกังวลในแววตาของบางคน เห็นความกระวนกระวายของปรเมศร์ที่นั่งอยู่มุมขวา และเห็นความเยือกเย็นที่ฉาบอยู่บนใบหน้าของกวินทร์
"คุณปู่ใจเย็นๆ สิคะ" กวินทร์แย้มยิ้มสุภาพ ทว่าน้ำเสียงกลับเยือกเย็นบาดลึก "ที่ผมต้องเรียกประชุมด่วนในวันนี้ ก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูลวสุธาที่เราต่างก็ร่วมกันสร้างมา... จากหนอนบ่อนไส้ที่กำลังกัดกินรากฐานของบริษัทเราจากภายใน"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ รอบโต๊ะประชุม ปรเมศร์ขยับแว่นตาก่อนจะหัวเราะในลำคอเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัด
"คุณกวินทร์พูดจาเลอะเทอะอะไรครับ? นี่คือห้องประชุมธุรกิจของบริษัทมหาชน ไม่ใช่ศาลเตี้ยหรือห้องสอบสวนของตำรวจ ถ้าคุณไม่มีวาระงานที่เกี่ยวข้องกับผลกำไรและตัวเลขของบริษัท ก็เชิญออกไปเสียเถอะครับ พวกเรามีงานต้องทำอีกมาก"
รินรดาลอบสังเกตการกระทำของปรเมศร์ มือขวาของเขาประสานกันแน่นบนตัก ปลายนิ้วเคาะเบาๆ อย่างกระวนกระวาย นั่นคือภาษากายของคนที่กำลังควบคุมสถานการณ์ด้วยความหวาดระแวง
"เรื่องกำไรน่ะมีแน่ค่ะ, คุณแพทย์ปรเมศร์" รินรดาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง ทรงอำนาจจนทำให้ทุกคนในห้องต้องหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียว "แต่ก่อนจะพูดถึงตัวเลขกำไรสุทธิ เราคงต้องเคลียร์ตัวเลขของ 'ศพ' ที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้บัญชีค่าใช้จ่ายของสถาบันนิติเวชเสียก่อน"
สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิในห้องประชุมเสมือนลดฮวบลงทันที กวินทร์ส่งยิ้มให้เธอนิดๆ เป็นเชิงชื่นชมในความใจกล้า ก่อนที่เขาจะเปิดแฟ้มเอกสารสีดำที่วางอยู่ตรงหน้า แล้วslide มันไปกลางโต๊ะ
"เอกสารฉบับนี้ คือรายงานการชันสูตรพลิกศพรอบที่สองของ 'คุณอาวิสุทธิ์'... บิดาของผมเอง" กวินทร์กวาดสายตามองไปรอบโต๊ะด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่น้ำเสียงกลับคมกริบดั่งใบมีดโกน "และในรายงานฉบับนี้ ระบุชัดเจนว่าสาเหตุการตายไม่ได้มาจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันอย่างที่พวกท่านลงความเห็นกันในใบมรณะบัตร... แต่เกิดจากสารพิษชนิดหายากที่ออกฤทธิ์กดประสาทอย่างช้าๆ"
เจ้าสัวบูรพาหน้าถอดสี ทว่ายังคงฝืนกัดฟันกรอด "เหลวไหล! นั่นมันรายงานปลอม! แกกำลังใส่ร้ายคนในครอบครัวตัวเองเพื่ออะไร กวินทร์!"
"ผมไม่ได้ใส่ร้ายใครเลยครับคุณปู่..." กวินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดันบรรยากาศ "แต่คนที่ลงนามในใบมรณะบัตรฉบับแรก... และเป็นคนเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการผลชันสูตรของสถาบันนิติเวชในวันนั้น... นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว"
ปลายนิ้วเรียวยาวของกวินทร์ผายไปทางนายแพทย์ปรเมศร์
บรรยากาศในห้องประชุมหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง ปรเมศร์หน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม แต่เขายังคงฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน "คุณจะบ้าหรือไง! ผมเป็นแค่แพทย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องมรดกหรือผลประโยชน์ของตระกูลคุณ!"
"คุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับมรดก... แต่คุณเกี่ยวข้องกับ 'เงินปิดปาก' ห้าสิบล้านบาทที่ถูกโอนเข้าบัญชีลับในต่างประเทศเมื่อสามวันก่อนศพของคุณอาจะถูกเผาค่ะ, คุณแพทย์ปรเมศร์" รินรดาพูดต่อทันทีโดยไม่ต้องรอให้กวินทร์เอ่ยจบ เธอกดรีโมทในมือเบาๆ หน้าจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่หลังห้องประชุมสว่างวาบขึ้น พร้อมกับหลักฐานเส้นทางการเงินที่มัดตัวแน่นหนาไร้ทางดิ้นหลุด
ปรเมศร์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นหลักฐานที่มัดตัวเขาจนมุม
กวินทร์มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ เขาหันมาสบตากับรินรดา ชั่วขณะนั้น... เคมีระหว่างคนทั้งสองเด่นชัดขึ้นท่ามกลางความโกลาหลของห้องประชุม
ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดของปรเมศร์นั้นเอง เสียงปรบมือช้าๆ และเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลังห้องประชุม
*แปะ... แปะ... แปะ...*
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันที เธอหันขวับไปมองตามต้นเสียง หัวใจกระตุกวูบด้วยสัญชาตญาณอันตรายที่กรีดร้องเตือนภัย
เงาร่างหนึ่งก้าวออกจากมุมมืดของม่านกำมะหยี่สีแดงเข้ม ใบหน้านั้นปรากฏรอยยิ้มอันคุ้นเคย—รอยยิ้มของผู้ที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ดินในสุสานของตระกูลมานานกว่าสามปี
"ทำได้ดีมาก... หลานรัก" เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับดวงตาที่จ้องมองกวินทร์ด้วยแววตาเยียบเย็น "แต่แกคิดจริงๆ หรือวะ... ว่าเกมนี้ แกเป็นคนถือไพ่เหนือกว่าฉัน?"
***
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความมืดมิดและตรรกะอันบิดเบี้ยวนี้ด้วยกันนะคะ
— เงาจันทราลี้ลับ
ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย•ตอนที่ 7
กับดักของคนฉลาด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!