นิติกรเลือดเย็นกับนักข่าวหัวขบถ•ตอนที่ 7

รอยร้าวในสำนักงานกฎหมาย

ผลงานโดย พยานปากเอก
แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานไม้สักทองอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น ทว่ารวิศไม่ได้สะดุ้ง เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนลงบนกรอบแว่นทรงเหลี่ยมของเขา ปราศจากร่องรอยความตกใจบนใบหน้าคมสันที่มักจะเรียบเฉยราދกับรูปปั้นหินอ่อน "คุณอธิบายเรื่องนี้ได้ไหม รวิศ" เสียงทุ้มต่ำแต่เจือด้วยกระแสความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจาก "ธนดล" หุ้นส่วนอาวุโสแห่งสำนักงานกฎหมายไพศาลและพันธมิตร ชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บชั้นดีกอดอกมองลูกน้องคนโปรดที่ตอนนี้กลายเป็นหนามยอกอก รวิศค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ประสานสายตากับหัวหน้างานโดยไม่มีความหวาดหวั่น เขายังคงรักษาจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอ เป็นความนิ่งงันที่ทรงพลังและมักสร้างความอึดอัดให้คู่สนทนาได้เสมอ "คดีการควบรวมกิจการของกลุ่มทุนสยามพานิชย์ เอกสารในภาคผนวก ค. หายไปสามหน้า" ธนดลโน้มตัวลงมา มือหนาวางทับบนขอบโต๊ะ "และบังเอิญเหลือเกินว่า มันเป็นสามหน้าที่ระบุถึงการถือหุ้นไขว้ของบริษัทเปลือกนอกในต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับบัญชีลับที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในตอนนี้" รวิศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นปฏิกิริยาเพียงอย่างเดียวที่แสดงออกถึงความรู้สึก "ผมทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายครับท่าน ไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่จะต้องไปไล่ล่าหาบัญชีลับของใคร และถ้าคุณธนดลอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์อย่างละเอียด คุณจะพบว่าส่วนที่หายไปนั้นไม่มีผลทางนิตินัยต่อสัญญาฉบับนี้แม้แต่น้อย" "แต่มันมีผลต่อความน่าเชื่อถือของสำนักงานเรา!" ธนดลกระแทกเสียง ลมหายใจพ่นออกมาทางจมูกอย่างแรง "คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่ รวิศ? ช่วงนี้คุณดูจะสนใจคดีสาธารณะมากกว่างานเอกสารในออฟฟิศนะ ตั้งแต่ที่คุณเริ่มติดต่อกับ... นักข่าวคนนั้น" ชื่อของลลินลอยเคว้งอยู่ในอากาศระหว่างคนทั้งสอง ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงชีพจรที่เต้นแรงขึ้นเล็กน้อยที่ขมับ แต่นั่นคือปฏิกิริยาภายในที่เขาฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อไม่ให้มันแสดงออกทางกายภาพ รวิศหยิบปากกาหมึกซึมด้ามโปรดขึ้นมาหมุนเล่นช้าๆ ในมือ "ลลินเป็นเพียงนักข่าวที่วิ่งไล่ตามเงาของข่าวลือครับ เธอก็เหมือนกับแมลงเม่าที่บินเข้าหากองไฟ สุดท้ายก็มักจะไหม้ตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น" รวิศตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวเจือปน ราวกับกำลังวิเคราะห์คดีความทางแพ่งทั่วไป "หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นนะ" ธนดลหรี่ตาลง มองลอดแว่นสายตาด้วยความเคลือบแคลง "กรรมการบริหารเริ่มตั้งคำถามถึงความจงรักภักดีของคุณแล้ว รวิศ งานชิ้นต่อไปที่จะถึงมือคุณ... ผมได้มอบหมายให้ไปตรวจสอบสัญญาโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเรา หวังว่าคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวังอีกนะ" "ผมไม่เคยทำอะไรตามอำเภอใจ ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมายเสมอครับ" ธนดลแค่นหัวเราะในลำคอ หมุนตัวเดินกลับไปยังประตูห้อง ก่อนจะหยุดชะงักและเหลือบมองกลับมา "ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี กฎหมายไม่ใช่เกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดหรอกนะ รวิศ... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณเริ่มขุดคุ้ยในที่ที่ไม่ควรขุด" ประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนสู่ห้องทำงาน ทว่าบรรยากาศกลับอึดอัดกว่าเดิม รวิศถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้ปลายนิ้วมึงนวดคลึงระหว่างคิ้วช้าๆ สมองของเขาเริ่มประมวลผลคำเตือนของธนดลอย่างรวดเร็ว การที่หัวหน้างานเข้ามาจี้จุดเรื่องเอกสารที่หายไป แสดงว่ามีคนในระดับบริหารกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาอย่างใกล้ชิด และมีความเป็นไปได้สูงมากที่สำนักงานกฎหมายแห่งนี้อาจจะมีส่วนพัวพันกับเส้นทางการเงินสีเทาที่ลลินกำลังตามสืบอยู่ เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นเบาๆ รวิศเหลือบมองหน้าจอ ปรากฏข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกที่ไม่เคยบันทึกไว้ แต่รูปแบบการเว้นวรรคและสัญลักษณ์จุดทิ้งท้ายนั้นเป็นเอกลักษณ์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ *เจอกันที่เดิม... ฉันมีหลักฐานชิ้นใหม่ที่จะทำให้สำนักงานกฎหมายของคุณถล่มลงมาได้ทั้งตึก* รวิศถอนหายใจยาวนานเป็นครั้งแรกในรอบวัน เขารู้ดีว่าการก้าวออกไปตามนัดหมายครั้งนี้เท่ากับการเอาอนาคตและหน้าที่การงานในวงการกฎหมายไปแขวนไว้บนเส้นด้าย แต่ในขณะเดียวกัน แรงผลักดันจากความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับความยุติธรรมที่พังทลายก็ร้องเรียกให้เขาเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อสูทพาดบ่า ก้าวออกจากห้องทำงานด้วยท่าทีมั่น The มั่นคงและเยือกเย็น ทว่าในใจกลับรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ มุมอับสายตาของร้านกาแฟกึ่งบาร์สไตล์วินเทจย่านเมืองเก่า แสงไฟสลัวสีส้มสาดส่องลงบนโต๊ะไม้ ลลินนั่งไขว่ห้าง ใบหน้าของเธอเคร่งเครียดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา บนโต๊ะตรงหน้ามีแฟ้มพลาสติกใสบางๆ วางอยู่เพียงแฟ้มเดียว รวิศก้าวเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่เอ่ยคำทักทาย สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบร้านเพื่อประเมินความปลอดภัย ก่อนจะวกกลับมาสบตากับนักข่าวสาว "คุณมาช้าไปสามนาที สองนาทีแรกอาจจะรถติด แต่ห้านาทีที่เกินมา แสดงว่าคุณกำลังถูกสะกดรอยตาม" ลลินเปิดประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม น้ำเสียงของเธอเบาราวกับกระซิบแต่เฉียบคม "ผมแค่แวะเคลียร์งานบางอย่างกับธนดล" รวิศตอบเสียงเรียบ พรางเอื้อมมือไปแตะแฟ้มเอกสารตรงหน้า "นี่คืออะไร?" "หลักฐานที่ยืนยันว่าสำนักงานกฎหมายของคุณไม่ได้เป็นแค่ที่ปรึกษาทางกฎหมายธรรมดา" ลลินดันแฟ้มนั้นมา10 ทางเขา รอยยิ้มเยาะปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ "แต่เป็นตัวการใหญ่ในการฟอกเงินผ่านสัญญาซ้อนสามชั้น และชื่อผู้ลงนามอนุมัติในบริษัทแม่ที่เคย์แมน... ก็ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน" รวิศเปิดแฟ้มออก สายตากวาดมองตัวเลขและลายเซ็นในเอกสารอย่างรวดเร็ว สมองของเขาทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินความถูกต้องและที่มาของเอกสาร ลายเซ็นนั้นคุ้นตาเสียจนน่าตกใจ มันคือลายเซ็นของธนดล หุ้นส่วนอาวุโสผู้เพิ่งยืนคำขาดกับเขาไปเมื่อไม่กี่นาตรีก่อน ทว่า ก่อนที่รวิศจะได้พลิกดูหน้าถัดไป แสงไฟสลัวภายในร้านก็กะพริบวูบวาบติดต่อกันสามครั้ง เสียงเพลงแจ๊สที่เปิดคลอเบาๆ ดับลงฉับพลัน ความเงียบอันผิดปกติเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที รวิศเงยหน้าขึ้นสบตากับลลิน ทั้งคู่ตระหนักถึงความผิดปกติในเสี้ยววินาทีเดียวกัน บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความเงียบสงบกลายเป็นความตึงเครียดที่เฉียบคม เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่กำลังก้าวเข้ามาทางประตูด้านหลังร้าน ซึ่งเป็นมุมอับที่ไม่มีทางหนี และก่อนที่รวิศจะทันได้ดึงมือออกจากแฟ้มเอกสาร ประตูไม้บานเก่าก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของชายชุดดำสามคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือในความมืดมิด ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมมีดแห่งตรรกะนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติกรเลือดเย็นกับนักข่าวหัวขบถ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%