“ส่งมันมาให้ฉัน เรย์... เลิกดื้อดึงเอาอุดมการณ์ไร้สาระมาโยนทิ้งกลางสนามประลองได้แล้ว”
คมหอกสีเงินยวบลงเฉียดผิวแก้มของเรย์ไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แรงปะทะของคลื่นกระแทกทิ้งรอยแผลตื้นๆ ไว้เป็นทางยาว ละอองพิกเซลสีแดงซึมออกจากรอยกรีดก่อนจะสลายไปในอากาศ เรย์ไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขายืนปักหลัก ขาข้างขวาจมลึกลงไปในพื้นหินอ่อนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ของวิหารดวงดาวโบราณ ลมหายใจของเขาหนักหน่วงแต่สายตาที่จ้องมองกลับไปนั้นนิ่งสนิทราวกับผืนน้ำใต้ธารน้ำแข็ง
เบื้องหน้าของเขาคือกิลด์มาสเตอร์อาเธอร์ ชายผู้สวมเกราะเพลทสีทองอร่ามแห่งกิลด์ 'โซลาริส' ผู้เล่นอันดับหนึ่งที่ไม่เคยเชื่อในสิ่งใดนอกจากตัวเลขสเตตัส ค่าความเสียหายต่อวินาที และประสิทธิภาพสูงสุด
“มันไม่ใช่ ‘สิ่งของ’ ที่นายจะเอาไปตีตราเป็นของสะสมประดับบารมี อาเธอร์” เรย์เอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบแห้งจากอาการเหนื่อยล้า แต่แฝงความเด็ดเดี่ยวที่สั่นคลอนไม่ได้ “ปุยฝ้ายร่วมทางกับฉันมาตั้งแต่วันแรกที่ฉันยังกางเต็นท์ไม่เป็นด้วยซ้ำ นายมองเห็นแค่ค่าสเตตัสระดับอัลตร้าแรร์ แต่สำหรับฉัน... มันคือครอบครัว”
อาเธอร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ประกายความอบอุ่น เขาตวัดปลายหอกชี้ลงไปยังร่างเล็กจ้อยที่กำลังนอนหอบหายใจรวยรินอยู่ข้างหลังเรย์ “ครอบครัวงั้นเหรอ? ในเกมเสมือนจริงที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมเนี่ยนะ? ปลุกตัวเองจากความฝันได้แล้วเรย์ ดูสภาพเจ้าก้อนขนของนายสิ แถบเลือดเหลือไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ ปีกข้างซ้ายฉีกขาดจนบินไม่ขึ้น ถ้าฉันร่ายสกิล ‘ทัณฑ์สุริยัน’ ซ้ำอีกเพียงครั้งเดียว ข้อมูลของมันจะถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์ถาวร... สัตว์เลี้ยงระดับยูนีคที่ตายในอีเวนต์นี้ จะไม่มีการเกิดใหม่ นายก็รู้กฎดีไม่ใช่หรือไง?”
เสียงขู่ฟ่อแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง
ปุยฝ้าย สิ่งมีชีวิตตัวกลมขนปุยสีขาวนวลที่มีหูยาวคล้ายกระต่ายและปีกขนนกคู่เล็ก กำลังพยายามดันร่างตัวเองขึ้นมาจากซากปรักหักพัง ดวงตากลมโตสีอำพันคู่นั้นหม่นแสงลงด้วยความบอบช้ำ ขนสีหิมะที่เคยนุ่มฟูเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าสีดำและสะเก็ดหิน ปีกขนนกข้างหนึ่งสั่นระริก ลู่ตกลงแนบพื้นอย่างน่าเวทนา แต่ถึงกระนั้น มันยังคงใช้ฟันหน้าซี่เล็กๆ งับชายเสื้อคลุมของเรย์ไว้แน่น ราวกับจะบอกว่ามันยังไม่ยอมแพ้ และมันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคู่หูของมันเด็ดขาด
เรย์คุกเข่าลงข้างหนึ่ง วางฝ่ามือลงบนหัวกลมๆ ของปุยฝ้ายอย่างทะนุถนอม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านถุงมือหนังทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบ ปุยฝ้ายส่งเสียง *“กรู๊...”* สั่นเครือ คลอเคลียหน้าผากเข้ากับอุ้งมือของเขาอย่างออดอ้อนเหมือนทุกครั้งที่พวกเขานั่งล้อมกองไฟด้วยกันใต้แสงดาว
“พอแล้วล่ะ ปุยฝ้าย...” เรย์กระซิบผ่านระบบสื่อสารจิต เสียงของเขาสั่นไหวเป็นครั้งแรก “นายทำเต็มที่แล้ว กลับเข้าผนึกเถอะนะ... ที่เหลือฉันจะถ่วงเวลาไว้เอง”
ทว่า เจ้ากระต่ายน้อยกลับส่ายหน้าอย่างดื้อดึง ดวงตาสีอำพันเบิกกว้างขึ้น มันพยายามจะกระพือปีกที่หักเพื่อบินขึ้นมาบังหน้าเรย์ แต่ขากลับทรุดลงกับพื้นหิน อาเธอร์มองภาพตรงหน้านั้นด้วยสายตารำคาญใจ นิ้วมือที่หุ้มเกราะเหล็กเริ่มมีเปลวเพลิงสีทองสว่างวาบขึ้น วงเวทแปดแฉกขยายตัวใต้ฝ่าเท้าของผู้นำกิลด์โซลาริส
“หมดเวลาซาบซึ้งแล้ว เรย์” อาเธอร์ประกาศก้อง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องไปทั่วซากวิหาร “ถ้าไม่ยอมส่งมันมาแบบดีๆ ฉันก็จะทำลายมันทิ้งตรงนี้ เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนได้ครอบครองมันทั้งนั้น!”
หอกเพลิงเล่มยักษ์ควบแน่นขึ้นกลางอากาศ ความร้อนระอุแผดเผาจนมวลบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนเกจความร้อนบนหน้าต่าง UI ของเรย์กะพริบเตือนเป็นสีแดงฉาน เรย์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาทิ้งดาบสั้นในมือ โผเข้ากอดร่างเล็กของปุยฝ้ายไว้แนบอก หันแผ่นหลังของตัวเองรับการโจมตี ยอมใช้ร่างของตัวเองเป็นโล่กำบังสุดท้าย
*ตูมมมมมมม!*
เปลวเพลิงบรรลัยกัลป์ระเบิดออก เศษหินและฝุ่นควันฟุ้งกระจายบดบังทัศนียภาพจนมืดมิด เสียงคำรามของสกิลระดับสูงดังกึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด แรงอัดมหาศาลผลักเรย์ไถลไปกับพื้น แผ่นหลังของเขาร้อนลวกจนเกราะหนังไหม้เกรียม ค่า HP ลดฮวบลงจนแตะขีดแดงวิกฤต ลมหายใจของเขาติดขัด ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเป็นสัญญาณเตือนของระบบสติสัมปชัญญะที่ใกล้จะตัดการเชื่อมต่อ
“เรย์...” เสียงกระซิบที่ไม่ได้ผ่านลำโพงของเกม แต่ดังกังวานลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก
หยาดน้ำตาเม็ดโป้งของปุยฝ้ายหยดแหมะลงบนแขนที่สั่นเทาของเรย์
ในวินาทีที่ความมืดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง จู่ๆ ก้อนเนื้อนุ่มในอ้อมกอดของเขากลับเริ่มเปล่งประกาย
มันไม่ใช่แสงสีส้มของเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญ และไม่ใช่แสงเวทมนตร์สังเคราะห์ของระบบ แต่เป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้า ราวกับประกายแรกของรุ่งอรุณที่ฉีกกระชากราตรีอันมืดมิด แสงนั้นอบอุ่น นุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนเปลวเพลิงของอาเธอร์ที่ยังคุกรุ่นอยู่รอบตัวพลันมอดดับลงในพริบตา
*<แจ้งเตือนระบบ: สัตว์เลี้ยง ‘ปุยฝ้าย’ บรรลุเงื่อนไขพันธสัญญาแห่งจิตวิญญาณ ‘การเสียสละอันไร้เงื่อนไข’>*
*<ข้อมูลที่ไม่ทราบที่มากำลังเขียนทับดาต้าเบสเดิม...>*
*<กระบวนการวิวัฒนาการขั้นสุดยอดเริ่มต้นขึ้น!>*
อาเธอร์ที่กำลังก้าวเข้ามาหวังจะปิดฉากต้องชะงักฝีเท้า แววตาเยือกเย็นคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “อะ... อะไรกัน? สัตว์เลี้ยงระดับเริ่มต้นเนี่ยนะจะพัฒนาสายพันธุ์ในระหว่างคอมแบทได้? ระบบไม่ได้ระบุไว้แบบนี้นี่!”
เสาแสงขนาดมหึมาพวยพุ่งทะลุหลังคาโดมของวิหารขึ้นสู่ท้องฟ้า ละอองแสงสีทองและสีเงินโปรยปรายลงมาราวกับหิมะทิพย์ สายลมที่หมุนวนรอบตัวเรย์ไม่ได้พัดพาความหนาวเหน็บ หากแต่นำพาพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด บาดแผลบนหลังของเรย์เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว ค่า HP ที่เคยวิกฤตพุ่งทะยานกลับขึ้นมาจนเต็มหลอดภายในไม่กี่วินาที
ร่างเล็กจ้อยในอ้อมแขนของเขาลอยขึ้นสู่ใจกลางของเสาแสง ขนสีขาวที่เคยเปรอะเปื้อนแปรเปลี่ยนเป็นเส้นไหมทอประกายแสงระยิบระยับ ปีกคู่น้อยที่เคยหักพังแผ่สยายออก—ไม่ใช่แค่คู่เดียวอีกต่อไป แต่เป็นปีกขนนกศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์สามคู่ที่ซ้อนทับกันอย่างสง่างาม ปลายขนแต่ละเส้นสะท้อนแสงหลากสีดุจดั่งละอองเพชร
รูปร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นจนมีความสง่างามเทียบเท่าสัตว์ในตำนาน หูยาวยังคงพริ้วไหวอย่างอ่อนช้อย แต่บนหน้าผากปรากฏมงกุฎแสงรูปพระจันทร์เสี้ยว ดวงตาสีอำพันเปลี่ยนเป็นสีทองคำบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายด้วยสติปัญญาและอำนาจโบราณ
*“ปุย... ฝ้าย...?”* เรย์พึมพำ มองภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
มอนสเตอร์ร่างใหม่ไม่ได้มีท่าทีดุร้ายหรือเกรี้ยวกราด มันร่อนลงแตะพื้นหินอย่างแผ่วเบาไร้เสียง ก่อนจะก้มศีรษะลงมาดุนจมูกเข้ากับแก้มของเรย์อย่างนุ่มนวล สัมผัสอันคุ้นเคย กลิ่นอายความซุกซนและไออุ่นที่เขาจำได้ไม่เคยลืม... มันคือปุยฝ้ายไม่ผิดแน่ แม้รูปลักษณ์จะสง่างามดั่งเทพผู้พิทักษ์ แต่จิตวิญญาณข้างในยังคงเป็นเจ้าตัวเล็กจอมป่วนของเขาเสมอ
*“กรู๊...”* เสียงร้องของมันคราวนี้กังวานใสราวกับเสียงระฆังแก้วสะท้อนก้องทั่วทั้งโบราณสถาน
“อย่ามาทำเป็นเล่นละครสัตว์นะโว้ย!” อาเธอร์คำรามด้วยความเสียหน้า ความเยือกเย็นพังทลายลงสิ้นเชิง “ต่อให้หน้าตาเปลี่ยนไป ดาต้าเบสมันก็แค่สัตว์เลี้ยงธาตุซัพพอร์ต! กองทหารแนวหน้า บุกเข้าไปจับมันเดี๋ยวนี้!”
ผู้เล่นระดับสูงของกิลด์โซลาริสอีกสี่คนที่คุมเชิงอยู่รอบนอกพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกัน อาวุธหนักและหอกเวทมนตร์เล็งเป้าหมายไปยังปุยฝ้ายในร่างใหม่ ทว่าเรย์ไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย เขายืนขึ้นช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“แสดงให้พวกเขาเห็นหน่อยสิ ปุยฝ้าย... ว่าพลังที่แท้จริงของการผจญภัยร่วมกัน มันเป็นยังไง”
สิ้นเสียงของเรย์ ปุยฝ้ายกางปีกทั้งหกออกกว้าง ลมพายุแห่งแสงสว่างระเบิดออกจากใจกลางร่างของมัน ละอองแสงที่เคยนุ่มนวลแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นกระแทกสุริยะอันทรงอานุภาพ—*‘ประกายแสงชำระล้างแห่งทวยเทพ’*
*วูบบบบบ!*
แสงสว่างจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่ง ผู้เล่นแนวหน้าของกิลด์โซลาริสไม่ทันแม้แต่จะได้ง้างอาวุธ โล่และเกราะหนักระดับท็อปของเซิร์ฟเวอร์แตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวละอองเวทมนตร์ แรงผลักดันมหาศาลส่งร่างของยอดฝีมือทั้งสี่ลอยกระเด็นไปกระแทกกับเสาหินขนาดใหญ่จนติดสถานะสตันน์ถาวร อาวุธหลุดจากมือ ค่าสถานะทั้งหมดถูกดีบัฟจนเหลือเพียงหนึ่งในสี่
อาเธอร์ยกโล่ทองคำขึ้นต้านทานอย่างสุดกำลัง ขาของเขาไถลครูดไปกับพื้นจนเกิดประกายไฟ เกราะเพลทสีทองระดับตำนานของเขาเริ่มมีรอยแตกร้าวลุกลามราวกับใยแมงมุม ดวงตาของผู้นำอันดับหนึ่งเบิกกว้างด้วยความสยดสยองเมื่อเห็นตัวเลขความเสียหายที่ลอยขึ้นมาบนหน้าต่างระบบ... มันไม่ใช่ตัวเลขที่มอนสเตอร์ของผู้เล่นคนไหนในเกมนี้จะสามารถทำได้
แสงสว่างค่อยๆ จางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมวิหารโบราณ
อาเธอร์ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง หอกในมือสั่นเทาจนแทบประคองไม่อยู่ เขามองดูปุยฝ้ายที่ก้าวเดินอย่างสง่างามเข้ามาใกล้ ขนสีขาวส่องประกายเรืองรอง ปีกทั้งหกพับเก็บแนบข้างลำตัวอย่างสงบ เรย์เดินเคียงข้างมัน มือข้างหนึ่งลูบแผงคออันนุ่มนวลของคู่หู สายตาของเขามองลงมายังกิลด์มาสเตอร์ผู้พ่ายแพ้ด้วยความเรียบเฉย
“นายแพ้แล้ว อาเธอร์” เรย์เอ่ยเรียบๆ “ตัวเลขในตารางคำนวณของนาย มันวัด ‘สายสัมพันธ์’ ไม่ได้หรอกนะ”
อาเธอร์กัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความอัปยศแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยคำใดออกมา ท้องฟ้าจำลองเหนือวิหารดวงดาวกลับเกิดรอยแยกสีดำสนิทขึ้นอย่างกะทันหัน
*เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ!*
เสียงเหมือนกระจกแตกร้าวดังก้องไปทั่วเซิร์ฟเวอร์ หน้าต่างอินเทอร์เฟซของผู้เล่นทุกคนในบริเวณนั้นกะพริบถี่รวน ตัวอักษรภาษาอังกฤษและโค้ดโปรแกรมสีแดงเลือดไหลทะลักลงมาบดบังหน้าจอดั่งสายฝน ละอองแสงรอบตัวของปุยฝ้ายเริ่มทำปฏิกิริยากับรอยแยกสีดำนั้น มันส่งเสียงขู่ต่ำในลำคอ ปีกทั้งหกกางออกอีกครั้งด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังภัย
จากภายในรอยแยกมิติที่ฉีกขาดกลางอากาศ ร่างของใครบางคนในชุดคลุมสีดำสนิทค่อยๆ ก้าวเดินออกมาบนความว่างเปล่า ชายลึกลับคนนั้นไม่ได้มีแถบชื่อ ไม่มียศกิลด์ และไม่มีแม้กระทั่งแถบ HP บนศีรษะ
เขาก้มลงมองปุยฝ้ายด้วยสายตาที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นแตะที่ริมฝีปากเบาๆ แล้วเอ่ยคำสั่งสั้นๆ ที่ทำให้หน้าต่างระบบของเรย์ถูกล็อกการทำงานโดยสมบูรณ์
“ในที่สุด... ‘กุญแจดอกสุดท้าย’ ก็ตื่นขึ้นมาจนได้นะ รหัสผ่านยืนยัน: เริ่มต้นการรีเซ็ตระบบโลกเดี๋ยวนี้”
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเป็นสักขีพยานให้กับการเติบโตของปุยฝ้าย และโปรดเตรียมหัวใจรับแรงกระแทกในบทต่อไปด้วยนะคะ!
บันทึกเลี้ยวมอนสเตอร์จิ๋วในโลก VR ตะลุยแดนอัศจรรย์•ตอนที่ 20
แสงสว่างแห่งการตื่น
ผลงานโดย ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ผู้พิทักษ์มอนสเตอร์ป่วน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเลี้ยวมอนสเตอร์จิ๋วในโลก VR ตะลุยแดนอัศจรรย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!