“มีธุระอะไรดึกดื่นขนาดนี้คะ ลลินา”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจของรินรดาดังขึ้นในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษบทละครกองพะเนิน เธอเงยหน้าขึ้นจากแล็ปท็อป สายตาคมกริบจ้องมองร่างโปร่งระหงของนางเอกสาวตัวท็อปที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางถือดี
“บทฉากพรุ่งนี้... ฉันเล่นไม่ได้” ลลินาโยนสคริปต์ลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงอย่างไม่เกรงใจ “มันดูไร้เหตุผลเกินไป ตัวละครฉันไม่มีทางพูดอะไรที่แสดงความอ่อนแอแบบนั้นออกมาหรอกค่ะ คุณรินรดา ช่วยแก้ใหม่ให้มันดูมีสมองมากกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ?”
รินรดากระตุกยิ้มที่มุมปาก มือเรียวสวยเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟเย็นชืดขึ้นจิบเพื่อระงับอารมณ์ “บทนั้นถูกกลั่นกรองมาแล้วว่ามันคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของตัวละคร ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็คงเป็นเพราะคุณไม่เคยสัมผัสกับความเจ็บปวดจริงๆ ไม่ใช่เพราะบทมันแย่ค่ะ”
“นี่คุณ!”
“พอได้แล้ว!” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นท่ามกลางสงครามประสาท พรรษชลเดินนิ่งเข้ามาในห้อง แววตาสีเข้มของเธอฉายชัดถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน เธอปรายตามองทั้งสองคนก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนขอบโต๊ะทำงานของรินรดา บรรยากาศในห้องที่เคยร้อนระอุพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันที
“ลลินา กลับไปพักผ่อนซะ พรุ่งนี้ตีห้าเรามีคิวถ่ายต่อ ส่วนเรื่องบท... ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเข้าใจตัวละครดีกว่าคนเขียน ก็ลองพิสูจน์ให้เห็นในหน้าเซ็ตสิคะ แต่ตอนนี้ ออกไปก่อน”
คำสั่งเด็ดขาดของผู้กำกับสาวทำให้ลลินาได้แต่กัดฟันกรอด ก่อนจะหมุนตัวเดินกระทืบเท้าออกจากห้องไป ทิ้งให้เหลือเพียงรินรดาและพรรษชลที่จ้องตากันเงียบๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะ
“คุณตามเธอมาทำไมคะพรรษ?” รินรดาถามเสียงเย็น เธอขยับตัวออกห่างจากระยะประชิดของอีกฝ่ายเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้ตามเขามา แต่ฉันตามงานมา” พรรษชลหยิบสคริปต์ขึ้นมาพลิกดูด้วยนิ้วเรียวยาว ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ “ริน... คุณเขียนบทนี้ด้วยอารมณ์ส่วนตัวหรือเปล่าคะ มันดุดันเกินกว่าที่ตัวละครจะรับไหวไปนิดนะ”
รินรดาขมวดคิ้วแน่น “ฉันทำงานมืออาชีพพอค่ะพรรษ ถ้าคุณจะมาเพื่อวิจารณ์งานฉันเหมือนที่นักแสดงคนนั้นทำ เชิญออกไปอีกคนเถอะค่ะ”
พรรษชลถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนรินรดารู้สึกถึงกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมประจำตัวของอีกฝ่าย “โกรธเหรอคะ? ฉันแค่กำลังบอกว่า... ถ้าเราสองคนมาช่วยกันปรับจุดนี้ใหม่ ให้มันเป็นความ ‘ดื้อรั้น’ ในมุมที่เปราะบางกว่านี้ แทนที่จะปะทะกันตรงๆ เหมือนที่เขียนไว้ เรื่องมันจะสมูทขึ้นเยอะ”
รินรดานิ่งไป ความโกรธเคืองในใจค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสับสน เธอรู้ดีว่าพรรษชลพูดถูก แต่การต้องลดทิฐิลงมาเพื่อร่วมมือกับ ‘ผู้กำกับสายเฮี้ยบ’ คนนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“จะทำยังไงคะ?” รินรดาถามอ้อมแอ้ม
พรรษชลดึงเก้าอี้มานั่งข้างๆ ก่อนจะกางสคริปต์แผ่นเดิมไว้ตรงกลางระหว่างคนทั้งคู่ “ลองอ่านดูสิคะ... ตรงนี้ ถ้าฉันเปลี่ยนจากบทพูดที่ดูท้าทาย เป็นการเงียบแล้วใช้สายตาแทนล่ะ คุณคิดว่าตัวละครของรินจะทำยังไง?”
รินรดาโน้มตัวลงไปใกล้เพื่อพิจารณาบท สายตาของทั้งคู่ประจบกันในระยะห่างที่ใกล้เกินกว่าคนทำงานทั่วไปจะทำกัน พรรษชลชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อลมหายใจอุ่นๆ ของคนข้างตัวรดลงบนแก้ม เธอค่อยๆ เลื่อนมือมาทับบนมือของรินรดาที่กำลังจับปากกาอยู่
ความเงียบเข้าครอบงำ แต่เป็นความเงียบที่มีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน ทั้งสองจมดิ่งลงสู่โลกของตัวละครจนลืมโลกภายนอกไปชั่วขณะ รินรดารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงผิดจังหวะ เธออยากจะถอยห่าง แต่แรงดึงดูดของพรรษชลกลับตรึงเธอไว้แน่น
“ถ้าทำแบบนั้น...” รินรดาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย “ตัวละครฉันคงจะ... รู้สึกเหมือนกำลังพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกตัวเอง”
“แล้วคุณล่ะคะริน...” พรรษชลกระซิบแผ่วเบา สายตาคมกริบคู่นั้นเปลี่ยนเป็นอ่อนแสงลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “คุณกำลังพ่ายแพ้ให้กับอะไรอยู่หรือเปล่า?”
มือที่ทับกันอยู่บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอหอย เธอแทบจะหลุดปากพูดสิ่งที่ซ่อนไว้อยู่ในใจออกไป หากแต่จังหวะนั้นเอง...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างรุนแรงตามมาด้วยการเปิดผางเข้ามาของใครบางคน ทำให้ทั้งสองผละออกจากกันแทบไม่ทัน
“พี่พรรษคะ! คือว่า... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!”
เสียงของเด็กสาวหน้าใหม่ในกองถ่ายดังแทรกเข้ามาพร้อมกับความตื่นตระหนก พรรษชลลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยแววตาหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของทีมงาน เธอก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นจริงๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” พรรษชลถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ห้องตัดต่อค่ะ... มีคนเข้าไปลบไฟล์งานดิบของอาทิตย์นี้ไปบางส่วน ตอนนี้ทีมเทคนิคกำลังกู้ข้อมูล แต่สิ่งที่หายไป... คือฉากที่รินเพิ่งจะเขียนเสร็จไปเมื่อกี้เลยค่ะ!”
รินรดาลุกขึ้นยืนทันที ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วร่าง เธอหันไปมองสคริปต์ในมือ แล้วมองสบตากับพรรษชลที่ตอนนี้แววตาเปลี่ยนเป็นดุดันราวกับเสือที่กำลังจะกระโจนเข้าขย้ำเหยื่อ
นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ... นี่คือการจงใจทำลายงานของเธอ
“ดูเหมือนว่าอุปสรรคที่ไม่ได้รับเชิญจะไม่ได้มีแค่เรื่องบทแล้วล่ะค่ะริน” พรรษชลหันมามองเธอด้วยสายตาที่เย็นเยียบ “มีคนในกองถ่ายที่ต้องการจะ ‘กำจัด’ คุณจริงๆ”
รินรดากำหมัดแน่น เธอไม่ยอมให้ใครมาทำลายผลงานที่เธอตั้งใจสร้างขึ้นมาเด็ดขาด ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเป็นกำลังใจให้รินรดากับพรรษชลผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
- ดอกเดซี่ริมทาง -
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 12
อุปสรรคที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!