เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกระจกหน้าต่างห้องประชุมใหญ่สั่นสะเทือน ราวกับธรรมชาติกำลังเยาะเย้ยความพินาศตรงหน้าที่เพิ่งถูกประกาศออกมาจากปากผู้ช่วยผู้กำกับเมื่อครู่
สิ้นเสียงรายงานเรื่องคานเหล็กของเวทีกลางแจ้งถล่มลงมาเพราะกระแสลมกวาดถอนรากถอนโคน รินรดาก็รู้สึกราวกับมีค้อนยักษ์ตกลงมาทุบกลางศีรษะ โลกทั้งใบหมุนคว้าง เธอนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก ขณะที่พรรษชลหันขวับกลับมาสบตากับเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน—คมกริบ เยียบเย็น และเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีใครกล้าหาญพอจะเอ่ยปากถามออกมา
"ทุกคนแยกย้ายไปตรวจสอบความเสียหายในโซนของตัวเอง เช็คความปลอดภัยของทีมงานก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนคุณรินรดา... อยู่10."
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบขาดของพรรษชลสั่งการทะลุความอึงอลของสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดใส่ตัวอาคารกองถ่าย รินรดายังคงยืนแข็งทื่อเป็นหินปูน ปลายเล็บจิกเข้าหากลางฝ่ามือจนเจ็บแปลบ เธอพยายามกลืนก้อนสะอื้นและแรงพายุอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมาในอกลงไป ความเหนื่อยล้าจากการปะทะคารมเรื่องบทโทรทัศน์ตลอดทั้งสัปดาห์มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความจริงอันโหดร้ายตรงหน้าที่ว่า กองถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้กำลังจะพังครืนลงมาจริงๆ
เมื่อประตูห้องประชุมปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงฝีปากของทีมงานที่ทยอยเดินออกไปจนหมด ความเงียบงันและอึดอัดก็เข้าปกคลุมพื้นที่กว้างขวางทันที มีเพียงเสียงสายฝนกระหน่ำกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอกและเสียงลมหายใจผ่าวร้อนของคนทั้งคู่
พรรษชลถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวสีเข้มออก วางพาดไว้บนพนักเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจนัก ร่างโปร่งบางในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกก้าวเข้ามาใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย ดวงตาคมปลาบจับจ้องมาที่นักเขียนบทสาวผู้ขึ้นชื่อว่าหัวรั้นที่สุดในวงการ ราวกับจะค้นหาคำตอบว่าตกลงแล้ว... ความผิดพลาดครั้งนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่
"คุณจะเงียบอีกนานไหมคะ, คุณรินรดา" พรรษชลเปิดฉากด้วยน้ำเสียงที่เจือแววประชดประชันบางเบา ทว่าแฝงความเหนื่อยล้าไว้อย่างปิดไม่มิด "หรือกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่ว่าจะโยนความผิดให้ฉันในฐานะผู้กำกับ หรือจะโบ้ยให้ทีมโลเคชั่นดีล่ะ?"
รินรดาตวัดสายตากลับไปทันควัน กำแพงทิฐิที่เคยสร้างไว้สูงลิ่วถูกแรงกดดันรอบด้านกระแทกจนร้าวราน เธอยืดอกขึ้นเชิดหน้าสู้ด้วยความถือดีที่ติดเป็นนิสัย
"ทำไมฉันต้องโยนความผิดล่ะคะคุณพรรษ? ในเมื่อคุณเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าโครงสร้างบทรอบนี้ ฉันเตือนคุณตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วว่ามันไม่แข็งแรงพอที่จะรับแรงกระแทกจากพายุฤดูร้อนได้ แต่ใครกันล่ะที่ไม่ยอมฟัง ดึงดันจะเอาภาพมุมกว้างแบบอลังการให้ได้!"
"อ้อ! กลายเป็นความผิดฉันคนเดียวว่างั้นเถอะ?" พรรษชลแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดจนรินรดาต้องผถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ "คุณเป็นคนเขียนบท คุณรู้ดีที่สุดว่าบทมันเขียนขึ้นเพื่อให้ภาพมันออกมาสมบูรณ์แบบ หน้าที่ของฉันคือทำให้ตัวอักษรพวกนั้นมันมีชีวิต แต่ถ้าฐานรากมันหละหลวมตั้งแต่ในกระดาษ ต่อให้ฉันเก่งแค่ไหน งานมันก็พังอยู่ดีค่ะ!"
"คุณมันเผด็จการ!" รินรดาตวาดกลับ เสียงสั่นด้วยความโกรธและอัดอั้น "คุณไม่เคยฟังใคร! คุณคิดว่านามสกุลที่คุณแบกอยู่มันทำให้คุณฉลาดกว่าคนอื่นหรือไงคะ ถึงได้คิดว่าตัวเองไม่มีวันทำอะไรผิด!"
เพล้ง!
ไม่ใช่เสียงแก้วแตก แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างในใจของพรรษชลที่ร้าวลึก นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะเมื่อคำพูดจี้เข้าที่ "ปม" สำคัญที่เธอพยายามหนีมาตลอดชีวิต การเป็นลูกไม้ใต้ต้นของตำนานผู้กำกับระดับประเทศ ทำให้ทุกก้าวเดินของพรรษชลเต็มไปด้วยสายตาคาดหวัง และไม่มีใคร... ไม่มีใครเลยที่มองเห็นตัวตนจริงๆ ของเธอ นอกจากคราบความสำเร็จที่เธอต้องแบกไว้ด้วยเลือดและหยาดเหงื่อ
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความเดือดดาลเป็นความเงียบงันที่บาดลึก พรรษชลนิ่งอึ้งไปนานนับนาที ไหล่บางที่เคยตั้งตรงสง่าค่อยๆ
ลู่ลงเล็กน้อย เธอมองหน้าคนตรงด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนรินรดารู้สึกใจหายวาบ
"ใช่... ฉันมันเป็นเผด็จการ" พรรษชลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไร้ซึ่งรังสีอำมหิตเมื่อครู่ เหลือเพียงความอ่อนล้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า "เพราะถ้าฉันไม่เด็ดขาด ถ้าฉันไม่เพอร์เฟกต์ในทุกวินาที... คนทั้งวงการก็จะพร้อมใจกันพูดว่า *'อ๋อ ก็แค่ลูกสาวเจ้าพ่อวงการหนัง ถึงได้ดิบได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้'*... คุณเข้าใจความรู้สึกนั้นบ้างไหมล่ะคะ, คุณนักเขียนบทผู้เก่งกาจ"
ประโยคสุดท้ายกระแทกเข้ามากลางใจของรินรดาอย่างจัง กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกหักหลังในอดีตพังทลายลงในพริบตา รินรดาชะงักงัน เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเปราะบางอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน ผู้หญิงคนนี้... ที่ใครๆ ต่างก็นินทาว่าเย่อหยิ่งและดุร้าย แท้จริงแล้วกำลังยืนหยัดอยู่บนกองไฟที่เผาไหม้ตัวเองช้าๆ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง
ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยความเงียบสงบที่ชวนให้อึดอัดยิ่งกว่าเดิม สายฝนด้านนอกยังคงโหมกระหน่ำสาดซัดอย่างไร้ความปรานี ตัดขาดพวกเธอออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เธอขยับตัวเล็กน้อย ลดทิฐิในใจลงครึ่งหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก ชนิดที่เจ้าตัวยังแปลกใจตัวเอง
"ฉัน... ขอโทษค่ะ"
พรรษชลเงยหน้าขึ้นสบตา ร่างโปร่งชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ความแข็งกร้าวในดวงตาคู่นั้นหายไป เหลือเพียงความเข้าใจที่ฉายชัดอยู่ลึกๆ
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น..." รินรดาหลบสายตาไปมองหยดน้ำฝนที่ไหลรินตามกระจกใส "ฉันแค่... กลัวค่ะ"
"กลัวอะไรคะ?" พรรษชลขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
"กลัวว่าความพยายามทั้งหมดที่ฉันทุ่มเทลงไปในงานชิ้นนี้ มันจะสูญเปล่าเหมือนกับอดีต..." รินรดาถอนหายใจยาวเหยียด ปล่อยให้ความเปราะบางของตัวเองหลุดรอดออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี "ฉันเคยถูกคนไว้ใจขโมยผลงานไปดื้อๆ ตั้งแต่นั้นมา ฉันเลยสร้างกำแพง ป้องกันตัวเองไม่ให้เชื่อใจใคร ไม่อยากคาดหวังอะไรกับใครอีก... แต่พอมาทำงานกับคุณ พรรษ... คุณทำให้ฉันรู้สึกว่างานมันมีความหมายมากกว่าแค่ตัวหนังสือบนกระดาษ และนั่นแหละ... คือสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด"
คำสารภาพที่ไร้เกราะป้องกันใดๆ ทำให้ห้องกว้างขนาดใหญ่แคบลงถนัดตา ระยะห่างระหว่างพวกเธอเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว พรรษชลมองใบหน้าเนียนใสที่รื้นไปด้วยความรู้สึกอัดอั้น หัวใจที่เคยด้านชามาตลอดเริ่มเต้นระรัวในจังหวะที่ผิดเพี้ยน
มือเรียวบางของพรรษชลยกขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะเอื้อมไปสัมผัสเบาๆ ที่หลังมือของรินรดาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะ ความอบอุ่นจากฝ่ามือส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ
"บางที..." พรรษชลกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักสวยคลี่ยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง "การที่เรายอมเปิดเซฟโซนให้ใครสักคนเข้ามา... มันอาจจะไม่แย่อย่างที่คิดก็ได้นะคะ ริน"
รินรดาใจเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก เมื่อสรรพนามที่ใช้เรียกกันเปลี่ยนไปโดยปริยาย ความใกล้ชิดที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุฝนข้างนอกทำให้บรรยากาศร้อนรุ่มขึ้นมาเสียดื้อๆ พรรษชลโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นทีละนิด จนรำไอร้อนจากลมหายใจของกันและกันปะปนกันในความเงียบ ดวงตาคู่คมจ้องมองริมฝีปากของเธอสลับกับดวงตาอย่างมีความหมาย
ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของทั้งคู่กำลังจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้อณุญาต ทีมงานฝ่ายเทคนิคคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือ
"ผู้กำกับครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... คุณพรรษต้องมาดูนี่ด่วนเลยครับ!"
รินรดาสะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังออกจากพรรษชลทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่พรรษชลขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ เธอกัดริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจที่ช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะลงอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันไปตวัดสายตาดุใส่ลูกน้อง
"มีเรื่องอะไรอีก!" พรรษชลเสียงแข็ง
"ภาพจากกล้องเซิร์ฟเวอร์สำรอง... มันกู้กลับมาได้แล้วครับ และเราพบว่า... สาเหตุที่คานเหล็กถล่ม ไม่ใช่เพราะลมพายุครับ... แต่มีร่องรอยการตัดน็อตโครงสร้างโดยฝีมือคน!"
สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่พรรษชลหันขวับกลับมาสบตากับเธออีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายอันตรายและคำตอบที่น่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการ
—ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์ไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนของพวกเธอนะคะ—
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 5
ค่ำคืนที่ไม่มีบท
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!