ความเงียบงันในห้องประชุมวีไอพีหลังกองถ่ายไม่ได้แปลว่าสงบ แต่มันคือแรงอัดอากาศก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดถล่มต่างหาก
รินรดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ความชาจากฝ่ามือที่ไร้ร่องรอยการปะทะยังคงวิ่งริ้วอยู่ทั่วซีกหน้า ดวงตาคู่สวยที่ปกติมักจะฉายแววเฉี่ยวคมและพร้อมฟาดฟันกับทุกคนบนโลกใบนี้ บัดนี้กลับไหวระริก รัตติกาลในแววตาแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เมื่อภาพอดีตอันเน่าเฟะที่เธอพยายามฝังกลบมันลงด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานกลางวงล้อมของผู้ชายหน้าเงินคนนั้น และ… คนที่เธอกล้าเปิดพื้นที่ปลอดภัยในใจให้
“คุณรินคะ…” เสียงของพรรษชลแผ่วเบาเสียจนเกือบกลืนหายไปกับเสียงแอร์ในห้อง
แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้าม ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะรีบกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่น่าสงสารที่สุดเท่าที่พรรษชลเคยเห็นมาในชีวิตการเป็นผู้กำกับ
“สนุกไหมคะ คุณธนา?” รินรดากวาดสายตาคมกริบที่เคลือบด้วยหยาดน้ำใสๆ ไปยังชายวัยกลางคนตรงหน้า น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้ความเปราะบาง “การเอาแผลเป็นของคนอื่นมาขยี้กลางกองถ่าย เพื่อหวังจะบีบให้ฉันถอนตัวออกจากโปรเจกต์นี้… วิธีสกปรกแบบนี้ ยังใช้ได้ผลดีในวงการน้ำเน่าสินะคะ”
ธนาหัวเราะหึๆ ในลำคอ ชายหนุ่มผู้กุมอำนาจเม็ดเงินทุนสร้างขยับเนกไทราคาแพงอย่างไม่สะทกสะท้าน เขามองรินรดาด้วยสายตาเหยียดหยามเหมือนเธอกลุ่มก้อนฝุ่นผง
“ปากเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะครับคุณนักเขียนบทคนเก่ง เรื่องเมื่อสามปีก่อนที่โดนเพื่อนสนิทหักหลัง เชิดบทงานเขียนชิ้นโบว์แดงไปขายให้ค่ายคู่แข่ง จนคุณกลายเป็นไอvตัวตลกที่ไม่มีใครกล้าจ้าง… คิดว่าคนในวงการเขาลืมกันหมดแล้วหรือไง? ผู้หญิงที่ถูกแม้กระทั่งเพื่อนรักแทงข้างหลังอย่างไร้ทางสู้แบบคุณ มีสิทธิ์อะไรมานั่งวางท่าถือดีต่อหน้าผม”
เพียะ!
ไม่ใช่เสียงตบหน้า แต่เป็นเสียงหัวใจของใครบางคนในห้องนั้นที่แตกสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
พรรษชลพุ่งเข้ามายืนขวางกั้นระหว่างรินรดากับธนา ร่างสูงโปร่งในชุดสูทลำลองไหววูบด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตานิ่งสนิทที่มักจะใช้ควบคุมกองถ่าย ตอนนี้กลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะที่น่ากลัวที่สุด พรรษชลไม่เคยดุขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เกิดความผิดพลาดระดับวิกฤตกลางกองถ่าย เธอก็ยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้ แต่วันนี้… แววตาของเสือสาวตัวนี้พร้อมจะขย้ำคอหอยใครก็ตามที่กล้าทำร้ายรินรดา
“พูดจาให้มันระวังปากหน่อยนะคะ คุณธนา” พรรษชลกดเสียงต่ำ ลอดไรฟันทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบ “เงินทุนของคุณมันซื้อศักดิ์ศรีของคนในกองฉันไม่ได้ และที่สำคัญ… คุณไม่มีสิทธิ์มาใช้วาจาต่ำๆ เหยียบย่ำใครในอาณาเขตของฉัน”
ธนาหน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อเจอพลังกดดันระดับพายุทอร์นาโดจากผู้กำกับสาวมือทอง แต่ก็ยังฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน “คุณพรรษครับ อย่าเอาอนาคตตัวเองมาทิ้งกับอีแค่ผู้หญิงมีประวัติรอยด่างพร้อยเลยครับ โปรเจกต์นี้ถ้าไม่มีเงินทุนผม—”
“ถ้าไม่มีเงินทุนของคุณ หนังสติกเกอร์ข้างถนนฉันก็ยอมทำค่ะ!” พรรษชลสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบขาดไร้เยื่อใย “เชิญไสมือออกไปจากห้องของฉันซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วให้ รปภ. หิ้วปีนคุณออกไปฟ้องศข้อหาบุกรุกและหมิ่นประมาท!”
รินรดายืนอึ้ง เธอมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังลมหนาวให้เธอ หัวใจที่เคยปิดตายและเต็มไปด้วยหนามแหลมคม กลับถูกความอบอุ่นที่พรรษชลแสดงออกมาเซาะกร่อนจนกำแพงพังทลายลงทีละน้อย รินรดาไม่คิดเลยว่า… ผู้หญิงที่ดูเย็นชาและปากร้ายใส่เธอมาตลอด จะเป็นคนเดียวที่ลุกขึ้นมาปกป้องเธอด้วยความดุร้ายถึงเพียงนี้
เมื่อธนาสะบัดหน้าหนีออกไปพร้อมกับความแค้นเคือง บรรยากาศภายในห้องจึงเหลือเพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
รินรดาก้มหน้างุด ปล่อยให้ผมยาวสลวยตกลงมาปรกใบหน้าเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาเงียบๆ ความอับอายจากอดีตที่ถูกขุดคุ้ย ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง และความรู้สึกผิดที่เธอดันเผลอใจไปรักคนที่ไม่อาจเอื้อม… ทุกอย่างมันประเดประดังเข้ามาจนเธอยืนแทบไม่ไหว
“อย่ามองฉัน…” เสียงของรินรดาเครือสั่นและแหบพร่า “อย่ามองด้วยสายตาสมเพชแบบนั้นเลยนะคะ… พรรษ”
พรรษชลหันกลับมามองคนตัวเล็กที่กำลังสั่นเทา ร่องรอยความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเจ็บแปลบในอกข้างซ้ายที่มันพุ่งพล่านจนหายใจแทบไม่ออก ผู้หญิงปากเก่งที่ชอบต่อปากต่อคำกับเธอทุกวัน บัดนี้กลับเหลือร่างบางๆ ที่เปราะบางราวกับแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
ก้าวเรียวยาวเคลื่อนเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พรรษชลจะดึงร่างของรินรดาลงมาสู่อ้อมกอดที่มั่นคงและอบอุ่นที่สุดเท่าที่อีกฝ่ายเคยได้รับ
“พรรษ… ปล่อยนะ” รินรดาทุบกำปั้นลงบนอกเสื้อของอีกฝ่ายเบาๆ แต่มันไร้เรี่ยวแรงสิ้นดี “ฉันน่าสมเพชจะตาย… ทำไมถึงไม่ปล่อยให้เขาพูดให้จบ ทำไมต้องเข้ามาปกป้องฉันด้วย ทั้งที่เธอ… เธอเกลียดฉันไม่ใช่เหรอคะ”
“ใครบอกว่าฉันเกลียดคุณคะ รินรดา”
เสียงกระซิบนั้นนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อย พรรษชลซบใบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มของคนในอ้อมแขน สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เธอเผลอเสพติดมันมาตลอดหลายเดือนของการทำงานร่วมกัน อ้อมแขนแกร่งกระชับกอดร่างนั้นแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าถ้าเผลอคลายมือ รินรดาจะหายวับไปกับอากาศธาตุ
“ฉันไม่เคยเกลียดคุณเลย… มีแต่คุณต่างหากที่เอาแต่ผลักไสฉันออกไป” พรรษชลผليตัวออกเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและคลั่งรักจนรินรดาไม่กล้าสบตา “เรื่องเมื่อสามปีก่อน… ฉันรู้หมดแล้ว”
รินรดาชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “เธอ… รู้ได้ยังไง?”
“ฉันให้คนไปสืบ… ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคุณหรอกนะคะ” พรรษชลสบตาคู่นั้นนิ่ง แน่วแน่ และจริงจัง “แต่เพราะฉันทนเห็นคุณเอาแต่สร้างกำแพงใส่ทุกคน ทนเห็นคุณเจ็บปวดเวลาที่ใครพูดถึงอดีตไม่ได้… ฉันอยากรู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ผู้หญิงที่สดใสและเก่งกาจอย่างคุณ ต้องกลายมาเป็นคนหวาดระแวงและหัวรั้นใส่โลกใบนี้”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความลับที่เธอเก็บงำไว้เป็นแผลเป็นสะเก็ดหนา ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาต่อหน้าคนที่เธอแคร์ความรู้สึกมากที่สุดในตอนนี้
“พวกมันหักหลังฉัน… เพื่อนที่ฉันรักและไว้ใจที่สุด เอาบทละครที่ฉันเขียนด้วยหยาดเหงื่อและวิญญาณไปขายให้คนอื่น แล้วบอกว่าฉันเป็นคนขโมยมันมา” เสียงของรินรดาสั่นระริก เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือด “ตั้งแต่วันนั้น… ฉันก็ไม่เคยเชื่อใจใครอีกเลย พรรษ ฉันกลัว… ฉันกลัวว่าถ้าฉันเปิดใจให้ใครสักคน สุดท้ายฉันก็จะโดนแทงข้างหลังเหมือนเดิม”
พรรษชลฟังเรื่องราวนั้นด้วยความเจ็บปวดในอก แทนที่จะรำคาญความดื้อรั้นของอีกฝ่าย เธอกลับรู้สึกอยากดึงคนตรงหน้าเข้ามาปกป้องจากโลกอันโหดร้ายนี้ให้พ้นภัย ผู้หญิงคนนี้แบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกินภายใต้ท่าทีเชิ่ดหยิ่งและปากคอเราะร้าย
“มองหน้าฉันค่ะ ริน” พรรษชลประคองใบหน้าหวานนั้นด้วยมือทั้งสองข้าง บังคับให้ดวงตาคู่นั้นสบประสานกับแววตาที่จริงจังที่สุดในชีวิตของผู้กำกับสาว
“คะ…?”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนคนนั้นของคุณ… และฉันไม่มีทางทำร้ายคุณเด็ดขาด” พรรษชลกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น กังวานชัดเจนในความเงียบ “ต่อให้คนทั้งโลกจะหันหลังให้คุณ หรือต่อให้โปรเจกต์นี้มันจะพังไม่เป็นท่า… จำไว้ว่าตรงนี้ จะมีเซฟโซนสำหรับคนหัวรั้นอย่างคุณเสมอ รินรดา”
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวใจของรินรดา กำแพงสูงลิ่วที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดสามปี พังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด พรั่งพรูออกมาจนล้นทะลัก
รินรดากลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอโผเข้ากอดรับความอบอุ่นนั้นไว้แนบแน่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของพรรษชล ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี พรรษชลโอบกอดเธอไว้แน่น มือหนาลูบหลังบางเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ราวกับจะบอกว่า *“ไม่เป็นไรนะ… ฉันอยู่นี่แล้ว”*
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบอวลไปด้วยความหวานปนความเจ็บปวดที่เยียวยากันและกัน ริมฝีปากของพรรษชลขยับเข้าไปใกล้ใบหูของคนในอ้อมแขน กระซิบเสียงพร่าแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของรินรดารัวกระหน่ำจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
“ทีนี้… เลิกไล่ฉันได้หรือยังคะ ยัยนักเขียนบทตัวแสบ”
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตา ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน ความรู้สึกโหยหาที่อัดอั้นมานานทำให้สายตาของทั้งคู่เริ่มเปลี่ยนความหมายจากความเห็นใจ กลายเป็นแรงดึงดูดทางอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่
พรรษชลเคลื่อนสายตาลงมองเรียวปากอิ่มที่ยังคงสั่นระริก ก่อนจะโน้มใบหน้าลงช้าๆ ระยะห่างลดลงเรื่อยๆ จนเกือบจะแนบชิด…
ปัง!
เสียงประตูกระจกห้องประชุมถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างของดารานำสาวซูเปอร์สตาร์ประจำเรื่องที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและน้ำเสียงแหลมสูง
“ผู้กำคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! ข่าวลือเรื่องคุณรินถูกแชร์ว่อนโซเชียลมีเดียตอนนี้แล้ว—!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 15
ความจริงที่ไม่มีใครบอก
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!