เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 17

ความสับสนหลังความสัมพันธ์

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“ฉันคิดว่าเราเคลียร์บทฉากนี้จบไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะคะ ผู้กำกับพรรษชล” เสียงหวานที่ตั้งใจปรับให้ราบเรียบจนติดจะเย็นชาดังขึ้นทันทีที่รินรดาก้าวเข้ามาในห้องประชุมกองถ่าย ร่างเพรียวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ท่าทางเว้นระยะห่างนั้นชัดเจนเสียจนคนมองรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบาๆ พรรษชลที่กำลังนั่งก้มหน้าตรวจสตอรี่บอร์ดอยู่หลังโต๊ะประชุมตัวยาวชะงักมือ ปากกาในเรียวนิ้วเรียวสวยหยุดนิ่ง เธอยังไม่เงยหน้าขึ้นทันที ปล่อยให้ความเงียบที่อึดอัดทำหน้าที่กรีดแทงบรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้เสียก่อน ผ่านไปอึดใจใหญ่ๆ พรรษชลจึงค่อยๆ เงยขึ้นสบตา ดวงตาคู่คมดุภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบคู่นั้นนิ่งสนิท ทว่าลึกซึ้งและยากจะคาดเดาความรู้สึก เธอยังจำรสสัมผัสอุ่นร้อนและกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ จากริมฝีปากของอีกฝ่ายเมื่อคืนได้ดี เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายตอนนั้นเกือบจะทำให้เส้นกั้นระหว่าง “เพื่อนร่วมงาน” กับ “ความสัมพันธ์ต้องห้าม” พังทลายลงมาอยู่แล้ว หากไม่มีเสียงเปิดประตูขัดจังหวะโง่ๆ นั่น ป่านนี้... “ถ้าหมายถึงเรื่องบทละคร รินคิดถูกค่ะ แต่ถ้าหมายถึงเรื่องอื่น...” พรรษชลเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อย “ฉันจำไม่ได้ว่าเรามีเรื่องให้อะไรต้องเคลียร์เป็นพิเศษ” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกด้วยความกรุ่นโกรธปนกระอักกระอ่วน เธอกอดอกแน่น สร้างกำแพงป้องกันตัวอัตโนมัติเช่นเดียวกับที่เคยทำมาตลอดชีวิตในวงการบันเทิง “ดีค่ะ! ถ้าผู้กำกับพรรษคิดว่าไม่มีอะไรต้องเคลียร์ รินก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกัน งานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด... เราอยู่ในจุดนี้เพื่อโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่เพื่อเรื่องไร้สาระพวกนั้น” คำว่า “เรื่องไร้สาระ” หลุดจากเรียวปากสีพีช ทว่าแววตาไหววูบชั่วขณะกลับฟ้องชัดเจนว่าเธอกำลังโกหกคำโต พรรษชลหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบอย่างเจ็บแปลบแปลกๆ กับคำพูดนั้น — *ไร้สาระอย่างนั้นหรือ* สัมผัสเมื่อคืนสำหรับรินรดามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระงั้นสิ? “ค่ะ งานต้องมาก่อนเสมอ คุณรินรดาไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันแยกแยะออกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้ดีพอ ไม่เคยเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับกองถ่ายแน่นอน... โดยเฉพาะกับคุณ” ประโยคสุดท้ายเน้นย้ำหนักหน่วงจนรินรดาสะดุ้ง ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความพยายามที่จะรักษามาดสาวมั่นผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครกำลังจะพังทลายลงในไม่กี่วินาทีนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อคืน ทั้งคู่ต่างพยายามหลบหน้ากันอย่างจงใจ รินรดาแกล้งมาประชุมสายเพื่อให้พรรษชลออกจากห้องไปก่อน ส่วนผู้กำกับสาวก็ใช้ข้ออ้างเรื่องการตรวจโลเคชั่นมาขังตัวเองไว้ในกองถ่ายทั้งวันเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นั้น แต่การหลบเลี่ยงไม่ยอมสบตากัน กลับกลายเป็นความอึดอัดครั้งใหม่ที่หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าตอนทะเลาะกันตรงๆ เสียอีก บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก ไดอะล็อกคมคายที่เคยใช้ฟาดฟันกันอย่างสนุกสนานในยามปกติ ถูกแทนที่ด้วยกำแพงความเงียบงันที่สูงชันและเย็นเยียบ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ พรุ่งนี้เรามีคิวถ่ายฉากดราม่าใหญ่ที่โลเคชั่นริมทะเล รินส่งดราฟต์บทตอนสุดท้ายให้คุณตรวจแล้ว หวังว่าจะไม่มีข้อแก้ไขอะไรเพิ่มติมอีกนะคะ” รินรดาฝืนทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการที่สุด ก่อนจะหันหลังเตรียมสาวเท้าเดินออกจากห้องเพื่อหนีพ้นจากรัศมีกดดันนี้ “เดี๋ยวก่อนค่ะ ริน” เสียงเรียกนั้นรั้งฝีเท้าของเธอไว้ รินรดาตัวแข็งทื่อ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องในหู เธอยังคงยืนหันหลังให้ ร่างเพรียวเกร็งแน่นรอฟังว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยอะไรออกมาอีก “คุณกำลังหนีอะไรอยู่คะ... หนีฉัน หรือว่าหนีความรู้สึกตัวเองกันแน่” คำถามนั้นคมกริบยิ่งกว่าใบมีด พรรษชลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้แผ่นหลังบางนั้นทีละนิด ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยโชยเข้าจมูก รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น มือเรียวที่กำเข้าหากันแนบข้างลำตัวสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ “รินไม่ได้หนี... และรินไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น ผู้กำกับพรรษอย่าสำคัญตัวผิดไปเลยค่ะ” รินรดาฝืนเค้นเสียงตอบกลับไปโดยไม่ยอมหันกลับมามอง ทว่าน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยนั้นทรยศความมั่น พรรษชลหยุดยืนอยู่ห่างจากร่างของรินรดาเพียงแค่เอื้อมมือถึง สายตาดุดันคู่นั้นอ่อนแสงลงชั่วขณะเมื่อมองเห็นแผ่นหลังที่กำลังสั่นไหวเล็กๆ ของคนปากแข็ง “ถ้าไม่มีความรู้สึกอะไรจริงๆ ทำไมมือของคุณถึงได้สั่นขนาดนั้นล่ะคะ รินรดา” พรรษชลเอ่ยกระซิบเบาๆ ริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะได้ยิน ทำเอารินรดารู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อตวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุมตัวเองและความกลัวที่จะตกหลุมพรางความรู้สึกของคนข้างหลังตีรวนกันจนปั่นป่วนไปหมด รินรดากัดฟันกรอด ตัดสินใจสะบัดหน้าหนีและเตรียมจะผลักประตูห้องออกไปให้พ้นจากสถานการณ์อันตรายนี้ ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วกำลังจะแตะลูกบิดประตูนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดผางเข้ามาโดยผู้มาใหม่ที่ไม่ได้รับเชิญ “ผู้กำกับพรรษครับ! แย่แล้วครับ! โปรดิวเซอร์ฝ่ายทุนใหญ่จากนายทุนหลัก เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน เขามาที่กองถ่ายตอนนี้เลยครับ แถมยังบอกว่าจะขอรื้อบทฉากใหญ่ทั้งหมดใหม่ตอนนี้ด้วย!” ผู้ช่วยผู้กำกับวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความรีบร้อน พรรษชลและรินรดาผละออกจากกันแทบไม่ทัน รินรดาลืมเรื่องความอึดอัดเมื่อครู่ไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำว่า “รื้อบทฉากใหญ่” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ หันขวับกลับมามองหน้าผู้กำกับสาวทันที พรรษชลขมวดคิ้วมุ่น แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจังเฉียบขาดในเสี้ยววินาที เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม “เขาอยู่ที่ไหนตอนนี้?” “อยู่ที่ห้องรับรองชั้นล่างครับ... แล้วเขากำลังเดินตรงมาที่นี่พร้อมกับ... คนเก่าของคุณรินรดาครับ!” ประโยคท้ายของผู้ช่วยผู้กำกับทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงฉับพลัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวatผวา เมื่อร่างสูงโปรดปรานของชายหนุ่มในอดีตผู้เคยฝากรอยแผลเป็นลึกไว้ในใจ ก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่เธอจดจำได้ไม่มีวันลืม! --- *(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ)*
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%