แรงเหวี่ยงจากฝ่ามือหนาที่กระชากแขนฉันเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวทำให้ร่างของฉันเซถลาไปปะทะกับแผ่นหลังของประตูที่เพิ่งปิดลงพร้อมเสียง ‘ปัง’ ที่ดังก้องกังวานไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ความมืดสลัวในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดทิ้งไว้ แต่พรรษชลไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมปลาบของเธอในยามนี้ไม่ได้เรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับวาวโรจน์ด้วยไฟโทสะที่ผสมปนเปกับบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก
"จะหนีไปถึงไหน รินรดา?"
น้ำเสียงนั้นต่ำพร่า ทว่าสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่พยายามกดทับไว้ ฉันเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก แต่ความถือดีที่เคยเป็นเกราะกำบังเดียวในชีวิตกลับทำให้ฉันกัดฟันตอบโต้
"ไม่ได้หนี แค่ไม่อยากคุยเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง กับคนที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งแบบคุณ"
พรรษชลแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะก้าวเข้ามาประชิด ร่างสูงโปร่งของเธอกดทับพื้นที่หายใจของฉันจนแทบหมดสิ้น เธอใช้แขนทั้งสองข้างยันขอบประตู ขังฉันไว้ในกรงล้อมที่สร้างจากกายของเธอ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทร์จางๆ ของเธอทำให้สติสัมปชัญญะของฉันพร่าเลือน
"ไม่เป็นเรื่องเหรอ?" เธอโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกของเราเกือบจะสัมผัสกัน "การที่ฉันต้องมาเห็นเธอถูกคนอื่นดูถูกเพียงเพราะปกป้องบทละครที่เธอเขียน... หรือการที่เธอทำเหมือนสิ่งที่ฉันทุ่มเทให้มันไม่มีค่าอะไรเลย... สำหรับเธอ นี่คือเรื่องไม่เป็นเรื่องงั้นเหรอ"
"แล้วคุณมีสิทธิ์อะไร?" ฉันสวนกลับทันควัน แววตาสั่นไหวสะท้อนความน้อยใจที่พยายามซ่อนไว้ "คุณก็แค่ผู้กำกับ... ส่วนฉันก็แค่คนเขียนบท เราทำงานด้วยกัน จบงานก็แยกย้าย ไม่ได้มีสัญญาระบุว่าคุณต้องมาคอยบงการชีวิตฉัน หรือทำเป็นห่วงเป็นใยจนฉันวางตัวไม่ถูกแบบนี้!"
คำพูดของฉันเปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง พรรษชลชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาลงแน่น พยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มหอบถี่ เธอไม่ได้ตะคอกกลับ แต่น้ำเสียงที่หลุดออกมาในวินาทีต่อมากลับบาดลึกยิ่งกว่ามีดกรีดลงบนหัวใจ
"สิทธิ์งั้นเหรอ... อยากรู้ไหมว่าฉันมีสิทธิ์อะไร"
เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ความนิ่งสงบถูกแทนที่ด้วยความรวดร้าวที่ชัดเจน เธอขยับเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเราอยู่ห่างกันเพียงลมกั้น มือข้างหนึ่งของเธอเลื่อนมาประคองข้างแก้มของฉัน สัมผัสนั้นแผ่วเบาทว่าหนักแน่นและสั่นไหวในเวลาเดียวกัน
"สิทธิ์ในฐานะคนที่เฝ้ามองเธอมาตลอดไง ริน... คนที่โกรธเวลาเห็นเธอร้องไห้ คนที่เจ็บปวดแทนทุกครั้งที่เธอถูกหักหลัง และคนที่... ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้เห็นเธอยิ้มได้อีกครั้ง แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะไม่ได้มีไว้เพื่อฉันก็ตาม"
อากาศในห้องดูเหมือนจะหายไปจนหมด ฉันเบิกตากว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเจ็บหน้าอก คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำลายกำแพงที่ฉันสร้างมานับปีจนพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
"คุณพรรษ..."
"ฉันไม่อยากเป็นแค่ผู้กำกับในสายตาเธอแล้ว รินรดา" เธอขยับเข้าใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดอยู่บนริมฝีปาก "ฉันเหนื่อยกับการต้องแสดงเป็นคนเย็นชา ต้องคอยฟาดฟันเพื่อซ่อนความรู้สึกที่มันท่วมท้นอยู่ข้างในนี้... เธอสำคัญกับฉันมากเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการถึงได้ และฉัน... ก็ไม่คิดจะปล่อยให้เธอเดินหนีไปไหนอีกแล้ว"
บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งบัดนี้กลับกลายเป็นความหวานล้ำที่น่าอึดอัด ฉันควรจะผลักเธอออกไป ควรจะพูดประชดประชันเหมือนที่เคยทำ แต่ในจังหวะที่มือของเธอเลื่อนจากแก้มลงมาแตะที่ลำคอเบาๆ จนฉันขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ความตั้งใจทั้งหมดก็พลันสลายไปสิ้น
พรรษชลสบตาฉัน สายตาที่ดุดันของเธอเปลี่ยนเป็นความวอนขออย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นความเว้าวอนของคนที่แบกความกดดันมาตลอดชีวิตและเพิ่งค้นพบว่า 'เซฟโซน' ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในห้องถ่ายทำ แต่มันอยู่ในหัวใจของผู้หญิงตรงหน้าคนนี้นี่เอง
"ถ้าคุณพูดแบบนี้... คุณรู้ไหมว่าผลที่ตามมาคืออะไร" ฉันถามเสียงสั่น ความทิฐิพังทลายลงจนเหลือเพียงความจริงใจที่เปลือยเปล่า
"ฉันไม่สนหรอกว่าผลจะเป็นยังไง" เธอตอบ พร้อมกับนิ้วหัวแม่มือที่ลูบไล้ริมฝีปากล่างของฉันอย่างแผ่วเบา "ฉันแค่รู้ว่าตอนนี้... วินาทีนี้... ฉันต้องการแค่คำตอบจากเธอคนเดียวเท่านั้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องมืดสลัว มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ฉันเงยหน้าขึ้น สบตากับผู้หญิงที่เป็นทั้งคู่กัด เป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน และเป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า 'บ้าน' ไม่ใช่สถานที่ แต่มันคือการที่มีเธออยู่ตรงนี้
ทว่าก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยคำตอบที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรงจนเราทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
"คุณพรรษคะ! อยู่ข้างในไหมคะ? ผู้ช่วยผู้กำกับบอกว่าคุณลืมเอกสารสำคัญไว้... อ้าว... รินรดา? ก็อยู่ด้วยกันเหรอคะ?"
ร่างของหญิงสาวที่คุ้นตาในวงการก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำอนุญาต แสงไฟจากโถงทางเดินสาดเข้ามาเปิดเผยภาพเราสองคนที่ยืนชิดกันจนน่าตกใจ ความเงียบงันปะทะเข้ามากลางห้อง พรรษชลหันไปมองผู้มาเยือนด้วยแววตาเย็นชาที่กลับมาเป็นหน้ากากอีกครั้ง ทิ้งให้ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับคำสารภาพที่ยังไม่ได้ไปถึงจุดหมาย
พรรษชลขยับตัวไปขวางหน้าฉันไว้ราวกับต้องการปกป้อง แต่คนตรงหน้ากลับแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยนัยยะสำคัญ
"ดูเหมือนฉันจะเข้ามาขัดจังหวะอะไรที่สำคัญมากสินะคะ... เรื่องที่คุณสองคนกำลัง 'เคลียร์' กันอยู่... คงไม่ใช่แค่เรื่องบทละครแล้วใช่ไหมคะ?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของพรรษชลและรินรดามาจนถึงจุดที่หัวใจสั่นไหวที่สุดแบบนี้นะคะ!
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 20
คำสารภาพในห้องมืด
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!