กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับความอึดอัดที่ลอยวนอยู่ในพื้นที่จำกัดของรถตู้กองถ่าย คือสิ่งแรกที่รินรดาตระหนักรู้ เมื่อล้อรถเริ่มหมุนพ้นเขตกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่รีสอร์ทติดริมธารในจังหวัดจันทบุรี
แผนการ "วางกลยุทธ์" จัดการนายทุนจอมจุ้นที่เธอประกาศกร้าวไว้เมื่อคืนก่อน ถูกพับเก็บลงกระเป๋าเดินทางใบโตชั่วคราว เมื่อความจริงตรงหน้าคือการต้องมาติดเกาะอยู่กับผู้กำกับสาวหน้าตายอย่างพรรษชล ยาวนานถึงสามวันเต็ม ในสถานที่ที่เงียบสงบเสียจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นชัดเจนเกินไป
"ถ้าคุณรินยังเอาแต่จ้องหน้าฉันด้วยสายตาเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อแบบนั้น เกรงว่าเราคงไปไม่ถึงจันทบุรีหรอกนะคะ น่าจะไปลงข้างทางเสียก่อน"
เสียงนุ่มทุบทำลายความเงียบขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พรรษชลยังคงมองตรงไปที่ถนนเบื้องหน้า สองมือจับพวงมาลัยมั่น ใบด้านข้างภายใต้แว่นกันแดดกรอบบางดูคมคายและเยือกเย็นจนน่าหมั่นไส้ รินรดาชักสีหน้าใส่กระจกมองข้างทันที ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปมองวิวข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีของป่าเขา
"ฉันไม่ได้มองด้วยความอยากกินเลือดกินเนื้อค่ะคุณพรรษ แค่กำลังคำนวณว่าถ้าผลักคุณตกจากรถตอนนี้ กองถ่ายเราจะเสียหายกี่ล้านต่างหาก" รินรดาย้อนกลับเสียงCliche ใส่ด้วยความหมั่นไส้ระคนระอา หล่อนเกลียดรอยยิ้มมุมปากที่อีกฝ่ายชอบทำนัก ยิ่งนิ่ง ยิ่งสุขุม ยิ่งทำให้หัวใจคนมองมันแกว่งไกวอย่างไร้เหตุผล
"ลองดูสิคะ ถ้าฉันตกไป คนที่จะต้องมารับหน้าที่ผู้กำกับควบตำแหน่งคนเขียนบทต่อจากฉัน ก็คือคุณ... คิดว่าสมองอันปราดเปรื่องของคุณจะทนแรงกดดันจากนายทุนไหวไหมล่ะคะ?"
พรรษชลปรายตามองแวบหนึ่ง รอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปากนั้นทำเอารินรดาต้องรีบหันขวับกลับมาต่อปากต่อคำ
"คุณพรรษ! นี่คุณกล้าขู่ฉันเหรอคะ?"
"เปล่าค่ะ ฉันแค่เตือนด้วยความหวังดีในฐานะ... เพื่อนร่วมชะตากรรม" น้ำเสียงนั้นจงใจเน้นคำว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมเสียจนรินรดาอยากจะคว้าหมอนอิงมาฟาดหน้าสวยๆ นั่นสักที สองสาวปะทะคารมกันต่ออีกพักใหญ่ จนกระทั่งความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มเงียบสงบลง ดึงให้บทสนทนาค่อยๆ เจือจางเหลือเพียงความเงียบที่มีเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ คลอเคลีย
เมื่อรถตู้เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าวิลล่าไม้สักทองหลังใหญ่ ที่ตั้งอยู่ล้อมรอบด้วยแมกไม้และเสียงน้ำไหลรินจากลำธารธรรมชาติ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ก็ราวกับถูกปัดเป่าออกไปครึ่งหนึ่ง ที่นี่คือเซฟโซนที่พรรษชลเป็นคนเลือก... และนั่นแหละคือสิ่งที่รินรดากำลังกังวล
"ห้องพักถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ทางรีสอร์ทเหลือวิลล่าริมน้ำแค่หลังเดียวที่วิวดีที่สุด เราคงต้อง... แชร์กัน" พรรษชลเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะยืนกอดอกมองกระเป๋าเดินทางสองใบ
รินรดารemวตาโตทันที "เดี๋ยวนะคะคุณพรรษ หมายความว่ายังไงที่ต้องแชร์กัน? ฉันจองห้องเดี่ยวไว้ต่างหากไม่ใช่เหรอคะ!"
"ช่วงนี้ไฮซีซั่นค่ะคุณริน ห้องพักเต็มหมดแล้ว และทีมงานคนอื่นๆ ก็กระจายกันไปพักที่ตึกใหญ่ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เราได้บ้านหลังนี้... หรือว่าคุณรินกลัวคะ?" พรรษชลหันมาเลิกคิ้วท้าทาย ดวงตาคู่คมพินิจมองท่าทีตื่นตระหนกของอีกฝ่ายอย่างนึกสนุก
"ใครกลัวกันคะ! ฝันไปเถอะ!" รินรดารีบเชิดหน้าขึ้นสูง กลบเกลื่อนความวูบโหวดในช่องท้องที่จู่ๆ ก็ทำงานหนักขึ้นมาดื้อๆ "แค่เตียงเดียวฉันก็ไม่แคร์หรอกค่ะ แยกโซนกันนอนก็สิ้นเรื่อง!"
ตกดึก... บรรยากาศรอบวิลล่าริมน้ำเงียบสงบยิ่งกว่าเดิม เสียงหริ่งเรไรและสายน้ำไหลเอื่อยขับกล่อมให้ค่ำคืนนี้มีความโรแมนติกแบบที่ไม่มีบทละครเรื่องไหนแต่งขึ้นมาได้ รินรดานั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาตัวยาวริมกระจกใส มองออกไปข้างนอกที่แสงไฟสีส้มสลัวสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ ในมือถือแก้วชาอุ่นๆ แต่ใจกลับร้อนรุ่มแปลกๆ
พรรษชลเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนผ้าฝ้ายสีครีมสบายตา เส้นผมยาวสลวยที่มักจะรวบตึงไว้เสมอตอนนี้ปล่อยสยายเคลียไหล่บาง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่สมุนไพรลอยมาแตะจมูก รินรดาเผลอชะงักไปชั่วขณะ ยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เวลาไม่ได้ถือสคริปต์และสวมมาดผู้กำกับจอมโหด มีเสน่ห์ทำลายล้างสูงเสียจนน่ากลัว
"ยังไม่นอนอีกเหรอคะ หรือว่าตื่นเต้นที่จะได้นอนเตียงเดียวกับผู้กำกับ?" เสียงทุบต่ำเอ่ยแซวเบาๆ พร้อมกับร่างโปร่งที่เดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาอีกด้าน เว้นระยะห่างพอสมควร แต่กลับทำให้พื้นที่แคบๆ นี้ดูแคบลงไปถนัดตา
รินรดาวางแก้วชาลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังกว่าปกตินิดหน่อยเพื่อเรียกความมั่นใจ "ฉันไม่ได้ตื่นเต้นค่ะ ฉันแค่กำลังคิดว่า... ทำไมคุณถึงเลือกมาที่นี่"
พรรษชลหันมามองหน้าเธอนิ่ง ดวงตาสนธยานั้นสะท้อนแสงไฟสีส้มจนประกายไหวระริก บรรยากาศรอบตัวเงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
"เพราะที่นี่ไม่มีเสียงโทรศัพท์จากนายทุน ไม่มีกองถ่ายที่ต้องรีบเร่ง... และที่สำคัญที่สุด" พรรษชลเว้นจังหวะไปนิด ปล่อยให้สายตาคมปลาบนั้นเคลื่อนมาหยุดที่ริมฝีปากของรินรดา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนแทบ
"ที่นี่... ทำให้ฉันกล้าพอที่จะพูดบางอย่างที่คุณรินอาจจะไม่อยากฟัง"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงบางอย่างที่มองไม่เห็น กลิ่นหอมสะอาดและไอร้อนจากตัวของพรรษชลแผ่ซ่านเข้ามาในเขตพื้นที่ปลอดภัยที่เธอสร้างไว้ ป้อมปราการที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งนักหนา กำลังสั่นคลอนด้วยปลายนิ้วเรียวที่เอื้อมมาแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา
"คุณพรรษ... จะพูดอะไรคะ?" น้ำเสียงของรินรดาสั่นระริกโดยไม่ตั้งใจ ความกล้าหาญที่มีมาตลอดทางหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
พรรษชลโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดรดอยู่บนพวงแก้ม ปลายจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านแก้มใสไปเพียงนิดเดียว ก่อนที่เสียงกระซิบแหบพร่าจะดังชิดริมหู
"ฉันไม่ได้อยากเป็นแค่นักลงทุนร่วมกับคุณรินหรอกนะคะ... แต่ฉันอยากเป็น..."
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นขัดจังหวะความเป็นไปของโลกทั้งใบในเสี้ยววินาทีนั้นอย่างไม่รู้กาลเทศะ พรรษชลชะงัก ผละถอยออกห่างด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย รินรดาสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ด้วยความตื่นตระหนกและโล่งอกในเวลาเดียวกัน
ประตูห้องพักถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรออนุญาต ร่างของทีมงานฝ่ายผลิตวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือ สีหน้าซีดเผือกจนดูน่ากลัว
"ผู้กำกับพรรษคะ! แย่แล้วค่ะ! ข่าวหลุด! ภาพที่คุณพรรษกับคุณรินลงจากรถตู้ด้วยกันที่รีสอร์ท ถูกสำนักข่าวบัน覽ปล่อยออกมาแล้วค่ะ! ตอนนี้ในโซเชียลกำลังแชร์กันสนั่นว่า..."
--------------------------------------------------
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นของยัยนักเขียนบทกับผู้กำกับสาวจอมซึนนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 9
ทริปถ่ายทำที่พักใจ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!