เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 10

ความลับใต้แสงดาว

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
"ถ้าคุณยังยืนกรานจะดันทุรังแก้บทฉากนี้ใหม่ทั้งหมด ฉันเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงต้องพับเสื่อกลับบ้านก่อนจะได้เปิดกล้องนะคะ ผู้กำกับพรรษชล" รินรดาตวัดสายตาคมกริบมองร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงระเบียงกระจกของรีสอร์ทริมทะเล ปลายนิ้วเรียวเคาะปากกาลงบนกระดาษปึกหนาเสียงดัง *แท็ก... แท็ก...* แทนจังหวะหัวใจที่เต้นรัวอย่างไร้เหตุผล ความเงียบยามค่ำคืนมีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง แต่บรรยากาศบนระเบียงชั้นสองกลับร้อนระอุยิ่งกว่าเตาผลาญ พรรษชลถอนหายใจยาว ดวงตาคู่คมที่มักจะนิ่งสงบราวน้ำลึกฉายแววอ่อนล้าอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติแล้วผู้กำกับสาวคนนี้จะสวมเกราะเหล็กแห่งความสมบูรณ์แบบไว้ตลอดเวลา ไม่ว่ากองถ่ายจะรวนหรือทุนสร้างจะหดหาย พรรษชลก็ยังคงยืนหยัดเป็นเสาหลักให้ทุกคนพิงได้เสมอ แต่ในเวลานี้... ไหล่ลาดที่เคยตั้งตรงกลับห่อเข้าหากันเล็กน้อย ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมา "ริน..." น้ำเสียงที่เคยราบเรียบและดุดันกลับเจือความสั่นพร่าอย่างน่าใจหาย "คุณเคยรู้สึกไหมว่า... ต่อให้เราพยายามวิ่งเร็วแค่ไหน คนข้างหลังเขาก็ไม่ได้มองเห็นหยาดเหงื่อของเรา เขามองเห็นแค่ว่าทำไมเราถึงยังวิ่งไม่ถึงเส้นชัยเสียที" รินรดาชะงัก ปากกาในมือหยุดเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ กำแพงหนาที่เธอสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากคนในวงการถูกคำพูดเพียงไม่กี่คำสั่นคลอน รินรดารู้จักความรู้สึกนั้นดี... ความรู้สึกของการเป็น ‘ตัวแทน’ ของความคาดหวัง และการต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ "ทำไมอยู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาคะ?" รินรดาลดน้ำเสียงที่เคยใช้ปะทะลงโดยไม่รู้ตัว ความยโสโอหังเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความฉงนระคนเห็นใจที่ฉายชัดในแววตา พรรษชลแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากหยักลึกช่างดูขื่นขม "เมื่อเย็นนี้... แม่โทรมาค่ะ ท่านถามว่าเมื่อไหร่หนังฉันจะได้รางวัลระดับนานาชาติเสียที ท่านบอกว่าตระกูลเราไม่เคยมีใครทำผลงานน่าผิดหวัง... แบบที่ฉันกำลังทำอยู่" ประโยคสั้นๆ แต่กลับหนักอึ้งราวกับเอาภูเขามาทับ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองเสี้ยวหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่ปรับตลอดกาล พรรษชลในยามนี้ไม่ได้เป็นผู้กำกับมือทองที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว แต่เป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่กำลังแบกรับหินก้อนมหึมาไว้บนบ่าลำพัง โดยไม่มีใครเอื้อมมือมาช่วยแบกรับน้ำหนักนั้นเลย "ท่านคงไม่รู้หรอก..." พรรษชลหันมาสบตา รินรดาเห็นประกายหยาดน้ำใสคลอหน่วยอยู่ในดวงตาคู่นั้น แต่มันถูกกักเก็บไว้อย่างดีด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ "ว่ากว่าฉันจะเข็นโปรเจกต์นี้ออกมาได้ ฉันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง ฉันไม่ได้เก่งกาจเหมือนพ่อ ฉันไม่ได้มีพรสวรรค์ล้นเหลือ... ฉันแค่พยายามอย่างสุดชีวิต เพื่อจะไม่ให้ใครมาตราหน้าว่าฉันเกาะบุญเก่าท่านกิน" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด หากแต่เป็นความเงียบที่เปิดพื้นที่ให้หัวใจสองดวงได้ยินเสียงเต้นของกันและกัน รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับกลิ่นอายทะเลจางๆ ลอยแตะจมูก สติเตือนให้เธอยืนหยัดในระยะปลอดภัย แต่หัวใจกลับสั่งให้เธอเดินหน้า รินรดายื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ท่อนแขนใต้เสื้อเชิ้ตพับ The touch was feather-light, yet undeniable. พรรษชลสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอยหนี "คุณพรรษ..." รินรดาเอמהเสียงนุ่ม แตกต่างจากทุกครั้งที่มักจะมีคมมีดซ่อนอยู่เสมอ "ฟังฉันนะคะ" พรรษชลเงยหน้าขึ้นสบตา รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้าที่จะเปิดเปลือยแผลเป็นของตัวเองบ้าง ในเมื่ออีกฝ่ายยอมถอดเกราะให้เห็นความอ่อนแอแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนมันอีกต่อไป "ฉันเองก็เคยโดนหักหลังค่ะ..." รินรดาเริ่มพูด เสียงของเธอแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความรู้สึก "คนที่ฉันไว้ใจที่สุดขโมยพล็อตเรื่องไปขายให้ค่ายอื่น ฉันเคยเกลียดวงการนี้ เคยอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปให้พ้น... แต่รู้ไหมคะว่าอะไรทำให้ฉันยังนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนบทอยู่จนถึงทุกวันนี้" พรรษชลขมวดคิ้วเล็กน้อย รอฟังคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นระทึก "เพราะฉันรู้ว่า... ความฝันมันเป็นเรื่องของเราคนเดียวค่ะ ไม่ใช่ของพ่อแม่ ไม่ใช่ของคนรอบตัว และไม่ใช่ของคนที่รอเหยียบย่ำเรา" รินรดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระนาบสายตาอยู่ห่างกันเพียงคืบ "คุณไม่ต้องวิ่งตามมาตรฐานของใครหรอกค่ะ พรรษชล... เพราะมาตรฐานที่คุณสร้างขึ้นในตอนนี้ มันดีพอที่จะทำให้ฉัน... และคนดูทุกคนเชื่อมั่นในตัวคุณแล้ว" ดวงตาของพรรษชลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำชมเชยจากนักเขียนบทสาวผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ มีน้ำหนักมากพอที่จะพังทลายเขื่อนกั้นน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามอดกลั้นมานาน ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาเนิ่นนาน มือใหญ่ที่เคยไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว เอื้อมออกไปโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วอุ่นจัดของพรรษชลสัมผัสเข้าที่ข้างแก้มเนียนของรินรดาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนวลและสั่นเทาเล็กน้อย รินรดาไม่ได้ถอยหนี เธอกลับเอียงแก้มแนบรับความอบอุ่นนั้นโดยธรรมชาติ ราวกับแมวตัวน้อยที่ยอมจำนนต่อความอ่อนโยน ลมทะเลยามค่ำคืนพัดพาความเย็นเยียบเข้ามา แต่หัวใจบนระเบียงแคบๆ กลับร้อนรุ่มจนแทบหลอมละลาย ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงทีละน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินรดกันและกัน ดวงตาสองคู่ประสานกันลึกซึ้ง บ่งบอกความรู้สึกที่เกินเลยกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คู่กัด พรรษชลโน้มใบหน้าลงมา ช้าๆ ราวกับเปิดโอกาสให้รินรดาลถอยหลัง แต่รินรดากลับหลับตาลง ยอมรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความหอมหวานของค่ำคืนใต้แสงดาวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำลายบรรยากาศสีชมพูจนกระเจิง พรรษชลชะงักกึก รินรดาลืมตาโพลงด้วยความตกใจ รีบผละถอยหลังออกห่างทันทีราวกับถูกไฟช็อต "ผู้กำกับพรรษคะ! แย่แล้วค่ะ ทีมงานฝ่ายศิลป์บอกว่าพรุ่งนี้พร็อปฉากใหญ่เสียหายหนักมาก ต้องรีบไปดูด่วนเลยค่ะ!" เสียงตะโกนร้อนรนของสาลี่ ผู้ช่วยผู้กำกับดังแทรกเข้ามาผ่านบานประตูห้องนอน พรรษชลหลับตาลงพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ก่อนจะหันกลับมามองรินรดาที่ยืนหน้าแดงก่ำจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองอย่างลิบลับ "ฉันต้องไป..." พรรษชลเอ่ยเสียงแหบพร่า สายตาเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างปิดไม่มิด "ไว้เรา... คุยกันต่อเรื่องนี้" พูดจบ พรรษชลก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากระเบียงเพื่อไปเปิดประตูห้อง ทิ้งให้รินรดายืนใจเต้นแรงอยู่ลำพังท่ามกลางสายลมหนาว ทว่า... ก่อนที่พรรษชลจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูห้องนอน เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ถือวิสาสะผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต ก็ทำให้พรรษชลต้องชะงักฝีเท้าค้างไว้ รินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังเงยหน้าขึ้นมองตาม และวินาทีนั้นเอง ลมหายใจของเธอก็แทบสะดุดกึกเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คือใคร... ขอบคุณที่ติดตามและอยู่เคียงข้างกันเสมอมานะคะ ❤️ — ดอกเดซี่ริมทาง
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%