เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 2

สมรภูมิหลังกล้อง

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
เสียงกระแทกแฟ้มบทละครลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังปัง สะท้อนก้องไปทั่วสตูดิโอถ่ายทำชั่วคราวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีใหม่และฝุ่นผงจากการเซ็ตฉาก รินรดายืนกอดอก 2 แขนแน่นจนกล้ามเนื้อเรียวเกร็งตึง ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองผู้กำกับสาวที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พับด้วยแววตาที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล "คุณพรรษชลคะ จะกรุณาอธิบายให้ดิฉันฟังหน่อยได้ไหมคะว่า ประโยคบอกรักที่ฉันบรรจงเกลามาสามวันสามคืน ทำไมพอกล้องส่องไปที่นักแสดง มันถึงกลายเป็นบทสนทนากลุ่มแม่บ้านซื้อปลาในตลาดสดไปได้ล่ะคะ" น้ำเสียงของนักเขียนบทสาวไม่ได้ดังระเบิดระเบิดระเบ้อ แต่มันเรียบ เย็นเยียบ และคมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำตาลทรายแดง พรรษชลเงยหน้าขึ้นจากมอนิเตอร์ ช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมกองถ่ายร่วมสามวินาทีเต็ม ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะเหยียดยิ้มเย็นชา "เพราะบทของคุณมันกวีเกินไปค่ะ คุณรินรดา" พรรษชลตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก แต่แฝงกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะคว่ำเรือทุกลำ "นี่คือละครโทรทัศน์ที่ชาวบ้านตาสตูดิโอเขาดูหลังข่าวค่ะ ไม่ใช่บทกวีซีไรต์ที่จะต้องมานั่งตีความนัยน์ตาสองชั้นของพระเอก นางเอกกำลังจะถูกฆ่าตัดตอนนะคะ ไม่ได้กำลังนั่งจิบชาอิงแอบชมดอกไม้ป่า" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่น่าฟัง ทิฐิสูงส่งในฐานะนักเขียนบทมือรางวัลพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนร้อนผ่าวถึงใบหู เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานของผู้กำกับสาวทีละก้าว ส้นสูงกระทบพื้นไม้ดัง *กริ๊ก... กริ๊ก...* เป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจทีมงานรอบข้างจนแทบไม่กล้าหายใจ "ถ้าคุณอ่านบทแล้วใช้สมองไตร่ตรองดูสักนิด คุณจะรู้ว่ามันคือปมจิตวิทยาที่ฉันปูไว้เพื่อขยี้อารมณ์ในตอนที่สิบห้าค่ะ!" รินรดาโน้มตัวลงไปเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ "ถ้าคุณตัดทอนมันออกตอนนี้ โปรเจกต์นี้พังไม่เป็นท่าแน่ๆ และคนที่ต้องรับผิดชอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... ผู้กำกับลูกไม้ใต้ต้นคนนี้ยังไงล่ะคะ" คำว่า 'ลูกไม้ใต้ต้น' ทำเอาดวงตาคมปลาบของพรรษชลวับวาวขึ้นมาทันที ผู้กำกับสาวยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงของพรรษชลที่มากกว่ารินรดาอยู่หลายเซนติเมตรทำให้บรรยากาศรอบตัวกดดันขึ้นเป็นทวีคูณ รัศมีคุกคามแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงจนทีมงานที่ถือไมค์บูมอยู่ใกล้ๆ ต้องถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรสักแอะ ท่ามกลางกองถ่ายที่เงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน พรรษชลโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นฝนจางๆ จากตัวพรรษชลลอยเข้า "คุณคิดว่าตัวเองฉลาดอยู่คนเดียวหรือไงคะ รินรดา" พรรษชลกระซิบเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงใกล้ชิดเกินกว่าจะเรียกว่าการโต้เถียงเรื่องงาน "ฉันอ่านบทของคุณทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าที่คุณเขียนมันออกมาเสียอีก แต่หน้าที่ของฉันคือทำให้มัน 'ขายได้' ไม่ใช่ทำให้คุณได้รางวัลโนเบลสาขาเพ้อเจ้อ!" "คุณ!" รินรดาหน้าชาวาบ มือเรียว2ข้างกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความโกรธพุ่งทะยานจนปรอทแทบแตก เธอยอมรับว่าพรรษชลเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือเป็นเลิศ แต่ความเผด็จการและอีโก้ที่สูงเสียดฟ้าของอีกฝ่ายมันช่างน่าหงุดหงิดเสียเหลือเกิน "ปากจัดนักนะคะ ระวังตัวไว้เถอะค่ะ ผู้กำกับอย่างคุณน่ะ ถ้าไม่มีฉันคอยคุมโทนเนื้อเรื่อง ระวังจะพาเรือลำนี้ล่มไม่เป็นท่า!" "งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ" พรรษชลท้าทาย ดวงตาสีเข้มจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของนักเขียนบทสาวราวกับต้องการค้นหาว่ากำแพงที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมันเปราะบางแค่ไหน "ฉากต่อไป... เลิฟซีนระหว่างพระนางที่คุณเขียนนักเขียนหนานักหนา ฉันให้เวลาคุณแก้บทหน้ากองตรงนี้สิบนาที ทำให้ฉันดูสิคะ ว่าปลายปากกาของคุณมันคมพอที่จะสะกดกองถ่ายนี้ได้จริงอย่างที่ปากพูดไหม" รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ ฉากเลิฟซีนที่เธอเขียนขึ้นมาจากจินตนาการอันลึกล้ำและเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ มันคือฉากที่ยากที่สุดและละเอียดอ่อนที่สุดในตอนที่สองนี้ การจะให้แก้สดหน้ากองในเวลาสิบนาทีภายใต้สายตาดุดั่งเหยี่ยวของพรรษชล มันคือบททดสอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทิฐิและศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่ รินรดาไม่มีวันยอมก้มหัวให้อีกฝ่ายเด็ดขาด "สิบนาทีก็เกินพอค่ะ สำหรับคนที่มีมืออาชีพอย่างฉัน" รินรดาเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี แม้ในใจจะเริ่มเต้นระรัวราวกับกลองเพล เธอยื่นมือไปคว้าแฟ้มบทละครคืนมาจากโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวปัดผ่านหลังมือของพรรษชลโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตจนต้องรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน พรรษชลมองตามท่าทางอวดดีนั้นด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้เยาะเย้ย แต่มีความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออกซ่อนอยู่ "ดีค่ะ งั้นฉันจะรอดู... ว่าคุณจะเก่งเหมือนปากหรือเปล่า" รินรดาสบถเบาๆ ในใจ พยายามสะบัดความรู้สึกแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านในอกออกไป เธอกำลังจะเดินเลี่ยงไปมุมห้องเพื่อใช้สมาธิแก้บท แต่เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางประตูทางเข้าสตูดิโอเสียก่อน "ขอโทษนะครับ พอดีผมมาช้าไปหน่อย รถติดมหาศาลเลย" เสียงทุ้มนุ่มนวลที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ทั้งรินรดาและพรรษชลต้องหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของ 'กรณ์' พระเอกหนุ่มยอดนิยมก้าวเข้ามาพร้อมผู้จัดการส่วนตัว แต่สิ่งที่ทำให้รินรดาหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่การปรากฏตัวของพระเอกหนุ่ม หากแต่เป็นร่างระหงอีกร่างหนึ่งที่เดินตามหลังเขาเข้ามาติดๆ... ผู้หญิงในชุดสูทสีขาวเข้ารูป ท่าทางเฉี่ยวคม และรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังพรรษชลโดยเฉพาะ "สวัสดีค่ะทุกคน พอดีฉันแวะเอา 'ข้อเสนอพิเศษ' จากท่านประธานช่องมาให้คุณผู้กำกับพิจารณานิดหน่อยค่ะ หวังว่าคงจะไม่รบกวนเวลาทำงานนะคะ" ดวงตาสีดำสนิทของหญิงสาวผู้มาใหม่กวาดมองรินรดาและพรรษชลที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่รอยยิ้มมุมปากของพรรษชลที่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยแววตาเคร่งเครียดระดับวิกฤตที่ยิ่งกว่าเดิม รินรดากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เมื่อจู่ๆ บรรยากาศในกองถ่ายก็เปลี่ยนจากสงครามน้ำลายระหว่างเธอกับผู้กำกับ กลายเป็นสนามรบจริงที่เดิมพันด้วยความอยู่รอดของละครทั้งเรื่องทันที ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในสมรภูมิอารมณ์ครั้งนี้กับ "ดอกเดซี่ริมทาง" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%