"หน้าสี่สิบแปดนี่... คุณเขียนด้วยสมองส่วนไหนเหรอคะ ถึงได้คิดว่าตัวละครมันจะยอมเดินเข้าหาความตายแบบไม่มีเหตุผลรองรับขนาดนั้น?"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นนิดๆ ลอยละلي่วข้ามโต๊ะประชุมไม้สักตัวยาว ราวกับมีดโกนอาบน้ำผึ้งที่กรีดผ่านความเงียบงันในห้องกระจกเก็บเสียงของตึกระฟ้าใจกลางเมือง รินรดาชะงักปลายปากกาหมึกซึมในมือ หน้าอกกระแทกกระทั่นด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนเกือบทะลุลิ้นปี่ เธอเงยหน้าขึ้นจากกระดาษปึกหนา ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์เฉียบตวัดขวับไปสบประสานกับเจ้าของเสียงทันทีอย่างไม่คิดจะเกรงใจ
พรรษชล นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราwanรูปสลักหินอ่อน ดวงตาเรียวรีคมกริบราวกับพญาเสือซ่อนเล็บกำลังจ้องมองเธอกลับมาอย่างจับผิด นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ แต่มันกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้คนที่นั่งหายใจร่วมห้องเดียวกัน
"ถ้าคุณพรรษชลใช้สมองส่วนที่เหลือจากการคุมกองมาอ่านให้ดีๆ สักรอบ คุณก็จะรู้ค่ะว่านางเอกของฉันไม่ได้เดินไปหาความตาย แต่เธอกำลังเลือกที่จะจบเกมด้วยเงื่อนไขของเธอเอง" รินรดาย้อนกลับด้วยน้ำเสียงที่คมกริบไม่แพ้กัน เธอกระแทกตัวพิงพนักเก้าอี้ กอดอกแน่นเพื่อซ่อนมือที่กำลังสั่นระริกด้วยความโกรธ "ในโลกนี้ไม่มีใครอยากเป็นเหยื่อตลอดไปหรอกนะคะ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะชอบให้ตัวละครผู้หญิงในบทของฉันอ่อนแอจนน่าสมเพช เพื่อให้ผู้กำกับอย่างคุณสั่งคัทแล้วขยี้ซ้ำได้ง่ายๆ"
บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ทีมงานอีกสองคนที่นั่งอยู่มุมห้องถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อมมือไปหยิบแท็บเล็ตมาแกล้งทำเป็นสนใจงานตรงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงรัศมีสังหารที่กำลังพุ่งชนกันโครมคราม
นี่คือการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ ‘รินรดา’ นักเขียนบทมือหนึ่งผู้มีกำแพงทิฐิสูงลิ่วและบาดแผลจากอดีตที่ยังไม่จาง กับ ‘พรรษชล’ ผู้กำกับสาวไฟแรงทายาทตระกูลใหญ่ผู้แบกความคาดหวังของคนทั้งวงการไว้บนบ่า ทั้งคู่เป็นเหมือนน้ำกับไฟ ขั้วบวกกับขั้วลบที่ถูกจับมาโยนไว้ในห้องเดียวกันเพื่อสร้างสรรค์โปรเจกต์ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ แต่ดูท่าทางแล้ว... ก่อนที่ซีรีส์จะได้เปิดกล้อง คนทั้งคู่นี่แหละที่จะได้ฆ่ากันตายไปข้างหนึ่งก่อน
"ความอ่อนแอเหรอคะ?" พรรษชลทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอเบาหวิวดังขึ้นแต่มันไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง ผู้กำกับสาวโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาคมกริบพุ่งตรงมาที่รินรดาเสมือนคมมีดที่พร้อมเฉือนเนื้อ "คุณต่างหากรินรดา ที่เอาปมในใจตัวเองมาละเลงลงในบท ฉาบหน้ามันด้วยความมั่นใจปลอมๆ แล้วคิดว่าคนดูจะอินกับตรรกะพังๆ ของตัวละครที่คุณปั้นขึ้นมา นางเอกของคุณไม่ได้เท่ เธอแค่ดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผล และฉันในฐานะผู้กำกับ... ไม่มีวันปล่อยให้งานชิ้นนี้พังเพราะอีโก้บ้าๆ ของนักเขียนบทคนเดียวแน่"
จุก... เหมือนมีใครเอาหมัดหนักๆ มาชกเข้าที่ลิ้นปี่ รินรดากัดริมฝีปากจนเจ็บ ความโกรธาสีชาดแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอเกลียดที่สุด... เกลียดคนที่มองทะลุผ่านเกราะป้องกันของเธอได้อย่างทะลุปรุโปร่งแบบนี้
"อีโก้เหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาบ้าง ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจที่ถูกสะกัดกั้นไว้ "ถ้าฉันไม่มีอีโก้ป่านนี้บทของฉันคงแหลกค่ายับเยินใต้เงาความคาดหวังเฮงซวยที่คุณพยายามยัดเยียดให้ตั้งแต่เริ่มแล้วล่ะค่ะ! ถ้าอยากได้บทที่ว่านอนสอนง่าย หุ่นเชิดที่ทำตามใจผู้กำกับทุกอย่าง ทำไมคุณไม่เขียนเองซะล่ะคะ จะจ้างฉันมาแพงๆ ทำไม!"
"เพราะฉันไม่มีเวลามานั่งแก้บทขยะๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ส่วนตัวไงคะ!" พรรษชลสวนกลับเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ความเยือกเย็นเมื่อครู่วับหายไปแทนที่ด้วยประกายไฟในแววตาที่ลุกโชนไม่แพ้กัน เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนรินรดาต้องแหงนมอง ร่างสูงโปรดปรานก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ของอีกฝ่ายลอยเข้าแตะจมูก "จำไว้รินรดา งานนี้ไม่ใช่พื้นที่ระบายอารมณ์ของคุณ และถ้าคุณยังยืนกรานจะดึงดันแบบนี้... เราคงต้องคุยกับโปรดิวเซอร์เรื่องการเปลี่ยนตัวนักเขียนบท"
คำว่า 'เปลี่ยนตัว' เหมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางใจ รินรดาเบิกตากว้าง ความอีโก้สูงส่งที่เคยตั้งตระหง่านสั่นคลอนในชั่วพริบตา เธอผุดลุกขึ้นยืนตามจนใบหน้าแทบจะชนกับอีกฝ่าย ลลมหายใจร้อนผ่าวปะทะกันในระยะประชิด ความใกล้ชิดที่อันตรายทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะอย่างน่าโมโห
"คุณไม่มีสิทธิ์..." รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่อยู่ห่างแค่คืบ "คุณไม่มีสิทธิ์มาเขี่ยฉันทิ้งแค่เพราะฉันไม่ยอมก้มหัวให้คุณ พรรษชล!"
พรรษชลไม่ได้ถอยหนี เธอกลับโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาดุราวนางเสือลดระดับความเกรี้ยวGานลงเหลือเพียงความท้าทายระคนเย้ยหยัน กลิ่นอายความเย่อหยิ่งของทั้งคู่แผ่ซ่านจนแทบจะจุดไฟติดในอากาศ
"งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ทำเอารินรดาสะท้านเฮือกไปทั้งร่าง "พิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าคุณไม่ได้มีดีแค่ปาก... ว่าบทบ้าๆ ของคุณมันคุ้มค่าพอที่จะทำให้ฉันยอมกลืนน้ำลายตัวเอง"
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้สติปัญญาที่เคยเฉียบคมเริ่มพร่าเลือน ทั้งคู่จ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร สงครามประสาทที่กำลังระอุถึงขีดสุดถูกคั่นกลางไว้ด้วยระยะห่างเพียงลมหายใจ
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุจนเดือดดาล เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
"ผู้กำกับพรรษคะ ทางช่องโทรมาด่วนเลยค่ะ บอกว่าเรื่องนี้มีปัญหาใหญ่หลวงแล้ว..."
เสียงของโปรดิวเซอร์สาวที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาทำให้ทั้งรินรดาและพรรษชลต้องผละออกจากกันอย่างจำใจ พรรษชลขมวดคิ้วมุ่น ละสายตาจากใบหน้าแดงก่ำของรินรดาอย่างเสียดาย ก่อนจะหันไปมองลูกน้องด้วยความหงุดหงิด
"มีเรื่องอะไรอีก?"
"คือ... นักแสดงนำฝ่ายชายที่วางตัวไว้... เขาเพิ่งประกาศถอนตัวกลางอากาศเพราะมีข่าวฉาวค่ะ!"
รินรดาชะงัก เธอกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ หันขวับกลับมามองหน้าพรรษชลทันที ดวงตาคู่คมของอีกฝ่ายที่หันกลับมาสบตากับเธอบัดนี้ไม่ได้มีแค่ความโกรธเกรี้ยวอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยประกายความยุ่งยากระดับวิกฤตที่แขวนอนาคตของโปรเจกต์นี้ไว้บนเส้นด้าย
—----------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาเปิดหน้ากระดาษแรกไปด้วยกันนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา•ตอนที่ 1
บทนำ: รอยร้าวในหน้ากระดาษ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยนักเขียนบทผู้กุมชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!